6 ตุลาคม 2564 นักวิชาการแม่โจ้สำรวจสุขภาพยางนา ประเมินความเสี่ยง แนะอนุรักษ์-บันทึกประวัติศาสตร์ถนนสายต้นยาง เชียงใหม่-ลำพูน

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_6660508

จากเหตุการณ์ต้นยางนาอายุกว่าร้อยปี เส้นถนนเชียงใหม่-ลำพูนนับ 10 ต้นโค่นล้มทับทาง เสาไฟฟ้า และบ้านเรือนเสียหาย เนื่องจากเกิดฝนตกฟ้าคะนองอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้จังหวัดเชียงใหม่ประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ภัยพิบัติ เพื่อส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เบื้องต้นทีมโดรนจิตอาสาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำโดยอาจารย์ ดร.จักรพงษ์ ไชยวงศ์ อาจารย์ประจำคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บินโดรนบันทึกภาพมุมสูง พร้อมเก็บข้อมูลปัจจัยต่าง ๆ ประเมินความเสียหายให้แก่ทางจังหวัด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินงานส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป  เหตุการณ์ดังกล่าวมีสาเหตุปัจจัย หลายประเด็นทั้งเรื่องของอายุของต้นไม้ ซึ่งต้นยางที่โค่นล้มมีอายุมากกว่า 100 ปี เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้สำหรับต้นไม้ รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม บ้านเรือน และการขยายถนนต่าง ๆ จากการสำรวจพบว่า ต้นยางนามีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 40-50 ม. ไม่มีต้นไม้อื่นหรือสิ่งก่อสร้างอื่นช่วยลดแรงปะทะเมื่อมีลมแรง ระบบรากขาดความสมบูรณ์ ไม่มีความสมดุล ไม่สามารถแผ่ขยายได้รอบทิศทางให้รับกับลำต้นที่สูงใหญ่ เนื่องจากฝั่งถนนมีการบดอัดแน่น ไม่มีช่องว่างให้รากสามารถหาอาหารและน้ำได้ ประกอบกับลักษณะดินแถบนั้นได้รับอิทธิพลจากตะกอนลำน้ำเก่า มีอนุภาคทราย และทรายแป้งเป็นองค์ประกอบในสัดส่วนที่สูง เมื่อเกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้ดินขาดการยึดตัวกับรากที่มีอยู่น้อยและไม่สมบูรณ์ ทำให้ต้นไม้โค่นล้มได้ง่าย สร้างความเสียหาย ข้อมูลการสำรวจชุดนี้ จะส่งให้แก่ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการตัดสินในการหาแนวทางแก้ปัญหา และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมต่อไปในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายกสมาคมยางนา ขี้เหล็กสยามกล่าวว่า ถึงแม้อดีตกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศให้ถนนสายต้นยางเชียงใหม่-ลำพูน เป็นเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เป็นเส้นทางอันซีนการท่องเที่ยว ขณะนี้ทางสมาคมยางนาฯ รวมถึงทีมงานหมอต้นไม้อาสา ซึ่งทำงานร่วมกับทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ลงพื้นที่ตรวจสุขภาพต้นยางนา และประเมินความเสี่ยงและหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งได้เสนอแผนงานในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ คือ อบจ. เชียงใหม่ น่าจะได้เครื่องสแกนรากลำต้น Tree radar scan ตามมติที่ประชุมการป้องกันแก้ไขปัญหาต้นยางนาเร่งด่วน และจะต้องตัดแต่ง ทอนยอด ลดความสูงของต้นยางนาลงมา 1 ใน 4 ส่วนของความสูงตลอดสายทั้ง 900 กว่าต้น ในช่วงแรกจะเป็นโมเดลของการทอนยอด เสนอไปจำนวน 30 ต้น เป็นต้นที่เสี่ยงอยู่ข้างเคียงต้นที่ล้ม อาจจะเกิดอาฟเตอร์ช็อคได้ เพื่อบรรเทาความวิตกหวาดกลัวของชาวบ้าน แต่ส่วนที่เหลือควรรีบดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควรหาแนวทางด้านประกันวินาศภัย เพื่อช่วยเหลือ เยียวยาผู้ประสบเหตุ จัดการด้านจราจรที่เข้าออกพื้นที่ถนนต้นยางนาด้วยการจำกัดน้ำหนัก จำกัดเวลา และเร่งดำเนินด้านวิศกรรมการทาง เปลี่ยนพื้นผิวถนนเป็นพื้นพรุนให้ระบบรากต้นยางนาได้รับอากาศ น้ำธาตุอาหาร ต้นยางนาอยู่รอด คนปลอดภัย”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุธีระ เหิมฮึก อาจารย์ประจำคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โดยปกติต้นยางนาในธรรมชาติจะมีอายุเฉลี่ยได้ประมาณ 100-200 ปี ซึ่งเมื่อมีอายุมากขึ้นระบบรากแก้วจะผุพังและค่อย ๆ สลายไป การหาอาหารก็ยาก ต้นไม้จะขาดความสมบูรณ์ เกิดการโค่นล้มในธรรมชาติได้เช่นกัน และถ้าต้นไม้ไม่ได้อยู่แบบพึ่งพาอาศัยกับต้นไม้อื่นในธรรมชาติ หรือถูกรบกวนจากการพัฒนาพื้นที่ก็จะยิ่งส่งผลให้ต้นไม้มีอายุสั้นลง ดังนั้น ในมุมมองของนักนิเวศวิทยาป่าไม้ด้านวนศาสตร์ หากเราต้องการที่จะอนุรักษ์พันธุ์ไม้ หรือบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องราวความเป็นมาของต้นยางนาเหล่านี้ เสนอแนะว่า 1. ต้นยางนาเดิมควรตัดแต่งกิ่ง (pruning) ให้ถูกหลักการ จัดทรงพุ่มให้ไม่รับแรงปะทะมาก เพื่อป้องกันลมพายุ และไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของยางนา และ 2. การเก็บผล (เมล็ด) ของต้นยางนา ซึ่งระบุหมายเลขประจำต้นที่ยังคงอยู่ นำไปเพาะ พร้อมทั้งหาแหล่งปลูกแหล่งใหม่ เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุกรรม พร้อมทั้งนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของต้นลูก-ต้นหลานยางนา จากต้นยางเส้นทางประวัติศาสตร์เดิม ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากต้นไม้ที่หมดอายุขัย และยังช่วยบันทึกเรื่องราวในอดีตปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องการสภาพแวดล้อมในปัจจุบันได้”

ทั้งนี้ ทุกหน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องร่วมด้วยช่วยกันอย่างจริงจัง ทั้งการแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน และหาลู่ทางในอนาคต ที่จะนำไปสู่การจัดการอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการดำรงอยู่ของต้นยางนาทั้งในปัจจุบันและอนาคตต่อไป

LinksLinks2