4 มีนาคม 2563 โลกร้อนทำชายหาดทั่วโลกหดหายกว่าครึ่ง

ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/1786101

ศูนย์วิจัยร่วมแห่งคณะกรรมาธิการยุโรปนำเสนอรายงานผ่านวารสารเนเชอร์ ไคลเมต เชนจ์ เตือนถึงสภาพชั้นบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้พื้นที่ชายหาดทั่วโลกจะสูญหายมากกว่าครึ่งหนึ่งภายในปี 2100 หรือพ.ศ. 2643 หรือ 80 ปีข้างหน้าโดยเฉพาะชายหาดทรายขาวในประเทศออสเตรเลียจะได้รับผลกระทบสูญหายระยะทางยาวเกือบ 15,000 กม. ส่วนอีกหลายประเทศที่จะเผชิญสภาพการณ์เดียวกัน ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก จีน รัสเซีย อาร์เจนตินา อินเดีย และบราซิล หรือคิดเฉลี่ยพื้นที่ชายหาดทรายขาวทั้งโลกจะหายไปมากกว่า 1 ใน 3 ส่วน จะกระทบถึงการท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการก่อสร้างมากขึ้นท่ามกลางระดับน้ำทะเลสูงขึ้น สภาพอากาศเลวร้ายรุนแรงขึ้นทั้งพายุไต้ฝุ่น เฮอริเคน และไซโคลน ยิ่งส่งผลให้การกัดกร่อนพื้นที่ชายฝั่งทะเลรุนแรงกว้างขวางและเร็วขึ้น ส่วนหาดทรายในอังกฤษคาดว่าจะได้รับผลกระทบสูญหายลึกเข้าไปในแผ่นดินมากราว 100 เมตรภายในสิ้นศตวรรษนี้ ทั้งนี้ ข้อมูลภาพถ่ายผ่านดาวเทียมตั้งแต่ช่วงปี 2527 หรือกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนนอกเหนือจากพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลแล้ว ยังเห็นการละลายของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งธารน้ำแข็งที่ละลายเร็วขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งส่งผลถึงตะกอนดินทรายถูกพัดพาขวางกั้นเส้นทางแม่น้ำสายหลัก รวมถึงแม่น้ำคงคาในประเทศอินเดีย

ขณะเดียวกัน รายงานอีกฉบับของสถาบันในประเทศออสเตรเลีย ระบุสภาพอากาศในประเทศออสเตรเลียกำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีช่วงเวลาฤดูร้อนยาวนานขึ้นกว่าช่วงฤดูหนาว เพราะสภาพชั้นบรรยากาศโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น โดยระหว่างปี 2557 – 2561 พบว่า ฤดูร้อนในประเทศออสเตรเลียยาวนานขึ้นร้อยละ 50 ของช่วงฤดูร้อนจากช่วงทศวรรษ 1950 – 1960 หรือฤดูร้อนยาวนานขึ้นราว 31 วัน ส่วนฤดูหนาวสั้นลงเหลือราว 23 วัน ทั้งนี้ ประเทศออสเตรเลียถือเป็นชาติผู้ปล่อยมลภาวะทางอากาศหรือก๊าซคาร์บอนมากที่สุดชาติหนึ่งของโลก เนื่องจากยังใช้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน