30 กรกฎาคม 2563 หมีจอมหนี แหกคอกล้อมไฟฟ้า ลอยนวลอีกรอบ อิตาลีหาวุ่น

ที่มา:

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_4607043

เจ้าหน้าที่อิตาลีต้องเหนื่อยหนักกันอีกครั้ง เมื่อหมีสีน้ำตาลที่มีชื่อเล่นว่า “ปาปิญอง” และมีฉายาว่า หมีจอมหนีโชว์ความสามารถพิเศษ แหกคอกที่ล้อมด้วยไฟฟ้าในประเทศอิตาลีอีกครั้ง และหายไปอย่างลอยนวล หมีตัวนี้มีชื่อรหัสว่า “เอ็ม ๔๙” อายุ ๔ ปี หนีออกจากคอกเลี้ยงใน จ. เทรนโต ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี เมื่อช่วงเช้ามืดวันจันทร์ที่ ๒๗ ก.ค. โฆษกรัฐบาลท้องถิ่นยืนยันว่า หมีตัวแสบฉายา “ปาปิญอง” หนีออกจากคอกขังไปได้หลายครั้ง สมกับฉายาที่แปลว่า “ผีเสื้อ” ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งได้มาจากตัวละครชื่อ “อ็องรี ชาร์ริเยร์” ซึ่งมีรอยสักรูปผีเสื้อและแหกคุกไปได้ ๘ ครั้ง จากนวนิยายอิงอัตชีวประวัติที่เขียนโดยนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส

ประเทศอิตาลีอนุรักษ์หมีสีน้ำตาลตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการไลฟ์ เออร์ซุส ซึ่งอนุรักษ์สัตว์ต่างๆ ในเทือกเขาแอลป์ ก่อตั้งโดยสถาบันสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งชาติ โดยนำหมี ๑๐๐ ตัวมาอยู่ใน จ. เทรนโต เพราะเกรงว่าหมีจะอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย แต่พวกมันกลับไม่กลัวมนุษย์ และออกล่าปศุสัตว์ เช่น ลา แพะ และวัวเป็นอาหาร ปาปิญองก่อวีรกรรมแหกคอกออกไปหลายครั้งอย่างโชกโชนครั้งแรก ถูกตามจับกลับมาได้เมื่อวันที่ ๒๘ เม.ย. แต่หนีไปอีกครั้งหลังจากจับได้เพียง ๒ ชม. จากคอกที่มีรั้วกั้น ทุกครั้งที่ถูกจับตัวได้ ก็จะสงบเสงี่ยมเจียมตัวเล็กน้อย แต่หลังจากนั้น ก็หายตัวไปอีกจากอาณาเขตหมี ๙,๐๐๐ ตารางเมตร ซึ่งปาปิญองอยู่ร่วมกับหมีเพศเมียอีกตัวหนึ่ง คาดว่า หมีตัวแสบคงหนีออกไปประมาณตีสองตีสาม เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๗ ก.ค. จากนั้น นายเมาริซิโอ ฟูกัตติ ผู้ว่าการจังหวัดเทรนโตแจ้งข่าวในระหว่างการประชุมสภาว่า หมีหายไปอีกแล้ว โฆษกรัฐบาลท้องถิ่นกล่าวว่าหมีจอมพลังแหกคอกออกไป ทั้งที่มีรั้วกั้นแข็งแรงและบางส่วนปล่อยกระแสไฟฟ้า ๖,๐๐๐ โวลต์ หมีที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ย่อมดุและมีสัญชาติญาณรุนแรงมากเกินกว่าที่จะกลับเข้าป่า เดือนที่แล้ว กลุ่มสิทธิสัตว์อิตาลีเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยกเลิกการลงโทษกำจัดหมีสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่ทำร้ายพ่อและลูกชายระหว่างเดินเขา ช่วงไม่กี่ปีมานี้ แคว้นปกครองตนเองเตรนตีโน – อัลโตอาดีเจ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลีพบว่า มีหมีทำร้ายคนเพิ่มขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสืบหาสัตว์ที่ก่อเหตุโจมดีด้วยการจัดเก็บข้อมูลดีเอ็นเอจากมูล ขนและน้ำลาย พร้อมทั้งใช้ภาพถ่ายจากกล้องดักถ่ายสัตว์มาจับคู่ดีเอ็นเอกับสัตว์ที่ทำร้ายคน