20 มิถุนายน 2563 “ชาวชุมชนวัดกัลยาณ์-ชมรมรักษ์กัลยาณ์” วอนอธิบดีกรมศิลป์ตามคดีทุบอาคารไม้โบราณ

ที่มา : https://siamrath.co.th/n/164049

ที่ชุมชนวัดกัลยาณ์ นายนัทธวัฒน์ (ชื่อเดิม ชัยสิทธิ์) กิตติวณิชพันธุ์ ประธานกลุ่มองค์กรชุมชนรักษ์กัลยาณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยถึงกรณีที่มีการรื้อถอนอาคารไม้โบราณ ซึ่งเป็นอาคารที่ทำการเก่าของบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง  ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองแพร่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ริมแม่น้ำยม ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างมาก กรมศิลปากรได้ตรวจสอบแล้ว พบว่า อาคารหลังที่ถูกรื้อถอน คือ อาคารสำนักงานบริษัทบอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง ตามประวัติสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2432 อาคารหลังนี้เป็นเรือนไม้ประยุกต์ หรือสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างอาคารท้องถิ่นและอาคารแบบตะวันตก ที่มีความนิยมสร้างขึ้นในระยะที่มีบริษัทต่างชาติเข้ามาทำสัมปทานป่าไม้ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย เมื่อบริษัทบอมเบย์เบอร์มา เทรดดิ้ง หมดสัมปทานจึงมอบอาคารให้รัฐบาลไทย นับเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นอาคารอนุสรณ์สถานที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของกิจการค้าไม้ในเมืองแพร่  ตามที่ปรากฎเป็นข่าวแล้วนั้น

นายนัทธวัฒน์ กล่าวอีกว่า สมัยที่ นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากรคนเก่า ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้สั่งการและทำลายโบราณสถานสำคัญ ภายในวัดกัลยาณมิตร วรมหาวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ตัดใหม่ เขตธนบุรี ในคดีการรื้อถอนทำลายดัดแปลงแก้ไขโบราณสถานวัดกัลยาณมิตร เป็นปัญหาต่อเนื่องยาวนาน

ตามที่กรมศิลปากรได้แจ้งดำเนินคดีอาญากับวัดกัลยาณมิตร ก่อนหน้านี้ ได้ดำเนินคดีทั้งหมด 15 คดี ตั้งแต่ปี 2551 ตลอดระยะเวลาหลายปีมีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ได้รับความเสียหายรื้อทำลายไปแล้วจำนวน 22 รายการ อาทิ หอระฆัง อาคารเสวิกุล ศาลาทรงปั้นหยา หอกลอง หอสวดมนต์กัลยาณาลัย ศาลาปากสระ กุฏิเก่าคณะ 7 จำนวน 3 หลัง รื้อราวระเบียงหิน พื้นหิน ตุ๊กตาหินอับเฉา กุฏิสงฆ์คณะ 4 และการถมสระน้ำภายในกุฏิสงฆ์คณะ 4 และถมสระน้ำภายในกุฏิสงฆ์คณะ 2 นอกจากการรื้อถอนทำลายโบราณสถาน ยังมีการก่อสร้างอาคารในเขตโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากรด้วย ปัจจุบันพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง 10 คดี ปัจจุบันยังเหลือ 5 คดียังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม

โดยเมื่อ 22 เม.ย 2562 ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ มีคำพิพากษาว่าเจ้าอาวาสวัดกัยาณ์กระทำความผิดตัดสินจำคุก 1 ปี 6 เดือนแต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา1 ปี ปัจจุบันยังมีคดีที่ศาลจะต้องตัดสินอีกจำนวน 4 คดี

นายนัทธวัฒน กล่าวอีกว่า ในฐานะประธานชมรมฯ อยากให้นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร ช่วยดำเนินการแก้ไขปัญหาของวัดกัลยาณ์ตามแนวทางเดียวกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดแพร่ เพื่อไม่ให้มองว่าเป็นการกระทำแบบสองมาตรฐาน