16 มีนาคม 2565 สังคมโลก : แบตเตอรี่อาเซียน

ที่มา:

https://www.dailynews.co.th/articles/853156/

ไทยตกลงในหลักการจะซื้อกระแสไฟฟ้าจากสปป.ลาวเพิ่มอีก หลังลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ขยายความร่วมมือด้านพลังงานเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา มีเป้าหมายส่งเสริมพลังงานสะอาด และสร้างโอกาสมากขึ้นสำหรับการลงทุนในภาคพลังงานของลาว ลาวเดิมพันอนาคตประเทศไว้กับการผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อกลายเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Battery of Southeast Asia) ส่งออกกระแสไฟฟ้าจากเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขาทั้งขนาดใหญ่และเล็กกว่า 50 แห่ง

ที่ผ่านมา การขายพลังงานส่วนเกินเป็นปัญหาสำหรับลาว ซึ่งมีหนี้สินหนักอึ้ง เนื่องจากมีข้อตกลงซื้อพลังงานจากเขื่อนต่าง ๆ ในราคาคงที่ แต่ขายในราคาตลาด ซึ่งราคาต่ำลง จากการระบาดของโควิด-19 เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน และเหมืองแร่ลาวรายหนึ่งกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปคือ บริษัทที่บริหารจัดการเขื่อนในลาวแต่ละแห่ง จะเจรจาเรื่องราคา และข้อตกลงการซื้อพลังงานโดยตรงกับไทย รัฐบาลลาวมีแผนสร้างเขื่อนเพิ่มอีก รวมอย่างน้อย 5 แห่งบนแม่น้ำโขงสายหลัก แต่ก็ยอมรับว่า แม้การขายพลังงานจากเขื่อนต่าง ๆ ในลาว ประสบความยากลำบากในระยะหลัง เนื่องจากหลายประเทศเพื่อนบ้านมีพลังงานส่วนเกิน แต่ไทยยังคงเป็นตลาดใหญ่สุดของลาว เจ้าหน้าที่บริษัทพลังงานของรัฐบาลลาว อิเล็กทริกซิตี ดู ลาว หรือ (Electricité du Laos : EDL) แสดงความเชื่อมั่นต่อความตกลงกับฝ่ายไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เป็นผู้ซื้อพลังงานลาวที่เชื่อถือได้มากที่สุด (most reliable buyer) แต่กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทยไม่เห็นด้วยกับข้อตกลง โดยให้เหตุผลว่า จะเป็นการส่งเสริมการเสื่อมสภาพของระบบนิเวศในแม่น้ำโขงมากยิ่งขึ้นไปอีก รวมทั้งส่งผลกระทบต่อชุมชนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามแนว 2 ฟากฝั่งแม่น้ำ

คุณวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เลขาธิการเครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง (MEENet) กล่าวว่า เศรษฐกิจประเทศจะฟื้นตัวหลังการระบาดของโควิด-19 โดยไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีพลังงานเพิ่ม ส่วนรัฐบาลลาวก็ไม่ฟังเสียงวิจารณ์ใด ๆ และมักจะเชื่อว่า การสร้างเขื่อนเป็นแนวทางเดียว ที่สามารถพัฒนาประเทศได้ดีที่สุด แต่นั่นไม่เป็นความจริงเสมอไป ไทยมีพลังงานส่วนเกินถึงร้อยละ 41 ไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มจากลาวแต่อย่างใด รัฐบาลไทยตัดสินใจเพียงแค่เพื่อผลประโยชน์ของนักลงทุนไทยกลุ่มหนึ่ง โดยไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดขึ้น ส่วนตัวแทนกลุ่มเรารักเชียงของกล่าวว่า ข้อตกลงมีแต่จะเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มผู้พัฒนาเขื่อนฝ่ายเดียว และนักลงทุนเหล่านี้ไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและประชาชน จากรายงานตีพิมพ์เผยแพร่โดยกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ลาว ลาวมีสัญญาขายพลังงานให้เพื่อนบ้านเกือบทุกประเทศ โดยไทยซื้อมากที่สุด 10,500 เมกะวัตต์ รัฐบาลลาวตั้งเป้าหมายผลิตกระแสไฟฟ้าให้ได้ถึง 28,000 เมกะวัตต์ ภายในปี พ.ศ. 2573 ลาวสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลายสิบแห่งบนแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยรัฐบาลลาวมองว่า การผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ แต่หลายโครงการเผชิญเสียงวิจารณ์ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ชาวบ้านต้องพลัดถิ่น และมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการทางการเงิน