10 พฤษภาคม 2565 ทส.เดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก-ส่งเสริมปลูกป่า-เร่งสร้างตลาดคาร์บอน

ที่มา:

https://www.thairath.co.th/news/local/2388051

ในปี 2559 ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก 354 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าจากภาคพลังงาน ภาคการเกษตร ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และภาคของเสีย ขณะที่ป่าไม้และการใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม สามารถดูดกลับก๊าซเรือนกระจกได้ ราว 91 ล้านตันคาร์บอนฯ ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยอยู่ที่ 263 ล้านตันคาร์บอนฯ แน่นอน หากทุกภาคส่วนไม่ร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติจากผลกระทบจากโลกร้อนอย่างไม่มีสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศไทย โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีเอเปกด้านป่าไม้ ครั้งที่ 5 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ในเดือน ส.ค. 2565 ถือเป็นโอกาสของไทยที่จะได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำภาคการป่าไม้ของภูมิภาค ในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพื่อเป็นฐานการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม เสริมสร้างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 ผ่านการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนได้เป็นอย่างดี “ปัจจุบันทิศทางการพัฒนาของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วให้ความสำคัญกับประเด็นทางสังคม สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาที่ยั่งยืนควบคู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากเวที World Economic Forum 2022 ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่ได้เปิดเผยรายงานความเสี่ยงโลก ประจำปี ค.ศ. 2022 ระบุว่า นอกจากโควิด-19 แล้ว ภาวะโลกร้อน ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน และการสูญเสียความหลากหลายทางระบบนิเวศวิทยา ยังเป็น 3 ความเสี่ยงที่สำคัญ โดยหลายประเทศได้เริ่มใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barrier : NTB) ด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นมาตรฐานในการค้าระหว่างประเทศ เช่น มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของ EU ที่เป็นมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน เก็บค่าธรรมเนียมคาร์บอนสินค้านำเข้าจากประเทศที่ไม่มีระเบียบควบคุมการปล่อยคาร์บอน หรือมีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น ซีเมนต์ เหล็ก และเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย และไฟฟ้า ซึ่งในอนาคตคาดว่า อีกหลายประเทศจะนำมาตรการ NTB มาใช้มากขึ้น ภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับแนวโน้มของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส.กล่าวถึงสภาพการณ์ประเทศ ไทยกำลังเผชิญอยู่ ขณะที่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความมุ่งมั่นต่อที่ประชุมระดับผู้นำในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2564 ที่จะยกระดับการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเต็มที่และทุกวิถีทาง โดยเฉพาะด้านป่าไม้ที่ดิน จะมีการป้องกันการบุกรุกที่ป่าเพิ่ม เพิ่มพื้นที่สีเขียวร้อยละ 55 เป็นที่ป่าร้อยละ 40 แบ่งเป็นป่าอนุรักษ์ร้อยละ 25 และป่าเศรษฐกิจร้อยละ 15 เป็นต้น “ทส.ผลักดันพัฒนาข้อกฎหมายในหลายด้านให้สามารถขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น การเร่งผลักดันการจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อนำมาใช้ควบคุมปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และคมนาคม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าคาร์บอนเครดิตในภูมิภาคอาเซียน ควบคู่กับนโยบายส่งเสริมการอนุรักษ์ และขยายพื้นที่ป่าผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การจัดตั้งป่าชุมชน การจัดสรรที่ดินทำกินผ่านนโยบาย คทช. ให้สิทธิทำกินแก่ประชาชนภายใต้เงื่อนไขการปลูกป่า และรักษาผืนป่าใกล้ผืนที่ดินทำกิน” นายวราวุธระบุ

นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER โดยองค์กรภาคเอกชนที่เข้าร่วมปลูกป่าในพื้นที่ของกรมป่าไม้ (ปม.) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) จะได้รับการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกให้การรับรอง สามารถนำไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจในประเทศ หรือนำไปใช้ในกิจกรรมการชดเชยคาร์บอน การแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต หรือใช้ในการรายงานตัวชี้วัดดัชนีด้านความยั่งยืนขององค์กรธุรกิจได้ เป็นต้น พร้อมกันนี้เตรียมจัดการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ระหว่างวันที่ 5-6 ส.ค. 2565 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งถือเป็นหมุดหลักสำคัญของการแก้ไขปัญหาโลกร้อนของประเทศไทย และเป็นการตอกย้ำต่อประชาคมโลกว่า ประเทศไทยมีการตื่นตัวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง “การกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศจะมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้การดำเนินงานตามแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย หรือ NDC Roadmap และยุทธศาสตร์ระยะยาวการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ เพื่อให้เกิดจุดเปลี่ยนของสังคมไทย การรักษาสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะสร้างมูลค่าและรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคตให้แก่พี่น้องคนไทย” นายวราวุธกล่าว ทีมข่าวสิ่งแวดล้อมเห็นด้วยกับการดำเนินการของ ทส. เพราะ ณ วันนี้ ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่ถนนสายเดียวกันคือการแก้ไขวิกฤติโลกร้อน แต่สิ่งที่เราห่วงและต้องขอฝากไว้ คือ แม้ประเทศไทยจะลงนาม และให้สัตยาบันกับนานาประเทศในการลดโลกร้อน แต่หลายนโยบายกลับดำเนินการตรงกันข้าม และนั่นคือปัญหา ถ้าจะลดโลกร้อนให้ได้ตามเป้า คงต้องจริงใจ และจริงจังในการนำนโยบายต่าง ๆ สู่การปฏิบัติให้มากกว่าที่ผ่านมา