3 กันยายน 2563 ชะตากรรมสัตว์ทะเลในประเทศมอริเชียส หลังคราบน้ำมันพิษรั่วไหล

ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/1921740

นายกรัฐมนตรี ปราวองด์ ฌูนโยธ แห่งมอริเชียสประกาศภาวะฉุกเฉินทางสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ ๗ ส.ค. ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา หลังจากเรือบรรทุกสินค้า “เอ็มวี วากาชิโอะ” ของบริษัท นากาชิกิ ชิปปิ้ง ประเทศญี่ปุ่น เกยตื้นนอกชายฝั่งตั้งแต่เมื่อปลายเดือน ก.ค. น้ำมันจำนวนมากรั่วไหลลงมหาสมุทรอินเดีย ทำให้เกิดคราบน้ำมันสีดำปกคลุมผิวทะเลและพื้นดินโดยรอบ โดยจุดเกิดเหตุอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติทางทะเล “บลู เบย์. และชายหาดซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองมาเอบวร์ก หลังจากผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะรอยแตกบริเวณด้านท้ายเรือเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น จนกระทั่งเรือหักออกเป็น ๒ ส่วน ทำให้เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครท้องถิ่นยังไม่สามารถนำน้ำมันออกจากแทงก์ที่เหลือได้ทั้งหมด ส่งผลให้ทางการต้องประกาศให้พื้นที่แห่งนี้เป็นเขตหวงห้าม และระงับปฏิบัติการของเหล่าอาสาสมัครไปก่อน

ขณะที่บริษัท “มิตสึอิ โอ.เอส.เค.ไลน์ส” ผู้ให้บริการเรือลำนี้เปิดเผยว่า เรือเอ็มวี วากาชิโอะ บรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงกำมะถันต่ำมาทั้งหมดประมาณ ๓,๘๐๐ ตัน และมีน้ำมันดีเซลอีก ๒๐๐ ตันพบว่า น้ำมันประมาณ ๑,๑๘๐ ตัน รั่วไหลออกจากแทงก์เก็บเชื้อเพลิงบนเรือ แต่เจ้าหน้าที่สามารถเก็บกู้คืนมาจากทะเล และชายฝั่งได้ราว ๔๖๐ ตัน น้ำมันที่รั่วไหลออกมา ทำให้ประเทศมอริเชียสต้องขอความช่วยเหลือจากประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากประเทศมอริเชียสไม่มีทักษะและความชำนาญที่จะรับมือกับเรื่องนี้ ซึ่งประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศสขานรับ พร้อมส่งทีมและอุปกรณ์ควบคุมมลภาวะจากเกาะเรอูนิยง ดินแดนโพ้นทะเลของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ใกล้กับเกาะมอริเชียสมาช่วยเหลือ

นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับน้ำมันรั่วไหล และการจัดการวิกฤติลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชน ภาคเอกชน และรัฐบาลมอริเชียสในการช่วยเก็บกวาดคราบน้ำมันในทะเล ขณะที่นักชีววิทยาทางทะเลจากประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรก็เข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย หลังเกิดเหตุ ๑ สัปดาห์ ประเทศมอริเชียสใช้ทุ่นลอยน้ำที่ทำมาจากชานอ้อยหุ้มขวดพลาสติก มาใช้ดักจับคราบน้ำมันได้เป็นระยะทางถึงเกือบ ๘๐ กม.  จนกระทั่งครบ ๑๐ วัน เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทำงานกันข้ามวันข้ามคืน ก็สามารถควบคุมการปนเปื้อนของน้ำมันไม่ให้เข้ามาถึงชายฝั่งได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม แม้จะพบว่ามีน้ำมันจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่หลุดรอดมาติดตามชายฝั่ง แต่สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้น คือ สารเคมีที่มองไม่เห็นที่ปนเปื้อนเป็นเนื้อเดียวกับน้ำทะเล ซึ่งจะกลายเป็นเหมือนยาพิษที่แฝงตัวอยู่ในน้ำ รอเวลาที่จะโจมตีทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใต้ท้องทะเลแห่งนี้ในอนาคตอันใกล้

อุทยานแห่งชาติบลูเบย์ สำคัญอย่างไร

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่รั่วไหลออกมาจนถึงขณะนี้ ถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันรั่วไหลที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่น้ำมันรั่วครั้งนี้กลับสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่คุ้มครองระบบนิเวศทางทะเล ๒ แห่ง และใกล้กับอุทยานทางทะเลบลูเบย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญของโลก นอกจากนี้ประเทศมอริเชียสยังเป็นพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มีพืชและสัตว์ที่มีลักษณะเฉพาะที่ไม่พบในพื้นที่อื่นอยู่จำนวนมาก อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติระบุว่า สิ่งแวดล้อมทางทะเลของประเทศมอริเชียสมีสิ่งมีชีวิตอยู่ราว ๑,๗๐๐ สายพันธุ์ รวมถึงปลา ๘๐๐ ชนิด สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนม ๑๗ ชนิด และเต่า ๒ ชนิด นอกจากนี้ยังมีแนวปะการัง หญ้าทะเล และป่าชายเลน ทำให้น่านน้ำของประเทศมอริเชียสมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นพิเศษ ขณะที่องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริการะบุว่า แนวปะการังในบริเวณนี้นอกจากจะช่วยคุ้มครองแนวชายฝั่งจากพายุและการกัดเซาะแล้ว ยังเป็นที่พึ่งพาของปลาราวร้อยละ ๒๕ ในมหาสมุทร และยังเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศมอริเชียสด้วย

หลังจากที่มีน้ำมันรั่วไหลจากเรือ เอ็มวี วากาชิโอะ ของประเทศญี่ปุ่น สภาพแวดล้อมในทะเลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง น้ำทะเลที่เคยเป็นสีฟ้า กลับกลายเป็นสีหม่นคล้ำด้วยคราบน้ำมัน ขณะที่สัตว์ทะเลจำนวนมากต่างล้มตาย โดยเฉพาะโลมาที่ลอยขึ้นมาเกยตื้นเพิ่มขึ้นทุกวัน มีโลมาต้องสังเวยชีวิตไปถึง ๔๒ ตัวแล้ว คาดว่าผลชันสูตรสาเหตุการตายของโลมาที่เกยตื้นตายก่อนหน้านี้ น่าจะทราบผลอย่างละเอียดเร็วๆ นี้ ซึ่งจากการตรวจสอบโลมา ๒ ตัวของสัตวแพทย์ในเบื้องต้นพบว่า พวกมันมีแผลบาดเจ็บตามลำตัว แต่ไม่พบร่องรอยของ ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำมันปิโตรเลียม ภายในตัวของพวกมันแต่อย่างใด ด้านกรีนพีซ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลมอริเชียสเร่งสอบสวนสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลว่า มีความเกี่ยวข้องกับเหตุน้ำมันรั่วไหลครั้งนี้หรือไม่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำมันรั่วไหลและนักชีววิทยาทางทะเลระบุว่า สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นส่วนประกอบของน้ำมันที่รั่วไหลออกมาจะฟอกขาวแนวปะการัง และท้ายที่สุดปะการังพวกนี้จะตาย นอกจากนี้สัตว์ที่น่าจะได้รับผลกระทบไปด้วย คือ พิราบสีชมพูซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ หญ้าทะเล ปลาการ์ตูน รวมทั้งป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลปลาอีกหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในมอริเชียสยาวนานนับสิบปี