27 กุมภาพันธ์ 2563 น้ำโขงวิกฤตลดระดับเหลือไม่ถึงเมตร กระทบทำเกษตร ตลาดปลาซบเซา

ที่มา: https://siamrath.co.th/n/135540

สถานการณ์ภัยแล้งใน จ. นครพนมยังน่าห่วง หลังระดับน้ำโขงยังวิกฤติ ลดต่อเนื่อง ล่าสุด จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ระดับน้ำโขงเฉลี่ยต่ำสุดในพื้นที่ จ. นครพนม มีระดับต่ำสุดที่ประมาณ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ถือว่าต่ำสุดในรอบ 50 ปี ส่งผลให้แม่น้ำโขงบางจุดเกิดสันดอนทราย เป็นพื้นที่กว้าง ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร เริ่มกระทบการเดินเรือสัญจรหาปลา ต้องเดินเรืออ้อมหาดทราย รวมถึงกระทบต่อเกษตรกรริมแม่น้ำโขงที่ทำการเกษตรในฤดูแล้ง ต้องสูบน้ำทำการเกษตรในระยะทางที่ไกลขึ้น แบกภาระค่าใช้จ่ายเท่าตัว นอกจากนี้ยังส่งผลให้ปริมาณน้ำตามลำน้ำสาขาสายหลัก รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำชลปริมาณต่ำ ประมาณร้อยละ 20 – 30 ของความจุ โดยทางชลประทาน จ. นครพนม ต่างเร่งวางแผนจัดสรรน้ำ และเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้เพียงพอกับพื้นที่การเกษตร ในช่วงฤดูแล้งอีกหลายเดือน และแจ้งเตือนให้เกษตรกร งดปลูกพืชการเกษตรฤดูแล้งในพื้นที่นอกเขตชลประทาน เนื่องจากมีความเสี่ยงได้รับความเสียหายจากปัญหาขาดแคลนน้ำ นอกจากนี้ผลกระทบจากน้ำโขงแห้ง ไม่เพียงกระทบต่อการเกษตร ยังส่งผลกระทบต่ออาชีพประมง หาปลาน้ำโขงขาย พบว่าในช่วงนี้ตามตลาดสดต่าง รวมถึงตลาดปลาน้ำโขง เริ่มซบเซา เนื่องจากน้ำโขงแห้ง ส่งผลให้จับปลาได้น้อยลง ชาวบ้านขาดรายได้ ที่สำคัญยังส่งผลกระทบต่อการขยายพันธ์ปลาน้ำโขง ทำให้ปริมาณน้อยลง และมีบางชนิดเสี่ยงสูญพันธุ์ เนื่องจากน้ำโขงแห้งขอด กระทบระบบนิเวศ ขาดความอุดมสมบูรณ์

นายไพฑูรย์ สุขต่าย ผู้อำนวยการโครงการชลประทาน จ. นครพนมเปิดเผยว่า สำหรับปีนี้ พื้นที่ จ.นครพนม ภาพรวม 12 อำเภอ ได้ รับผลกระทบจากภัยแล้งหนัก ต้นเหตุสำคัญมาจากอิทธิพลการสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขง ในประเทศจีน และ สปป.ลาว รวมถึงปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยสะสม เมื่อปี 2562 ต่ำ ส่งผลกระทบถึงฤดูแล้งปีนี้ จากข้อมูลสถิติพบว่า จ. นครพนม มีฝนเฉลี่ยรวม 18 ปี อยู่ที่ ประมาณ 1,889 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปี 2562 มีปริมาณฝนเฉลี่ยที่ประมาณ 1,650 มิลลิเมตรต่อปี ลดลงประมาณร้อยละ 12 รวมถึงระดับน้ำโขงปัจจุบันวัดจากระดับตลิ่งสูงสุดที่ 12 เมตร ปัจจุบันระดับน้ำโขงเหลือเฉลี่ยประมาณ 60 – 70 เซนติเมตร ถือว่าต่ำสุดรอบ 30 ปี สิ่งที่ตามมาคือ ปริมาณน้ำตามอ่างเก็บน้ำ ลำน้ำสาขาเริ่มแห้ง โดยทางชลประทานเร่งสำรวจบริหารจัดการน้ำกังวลที่สุด คือ ในพื้นที่ อ. ศรีสงคราม อ. ปลาปาก อ. วังยาง ที่ไม่มีระบบชลประทาน ไม่มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ แต่ฤดูแล้ง ยังอีกหลายเดือน จึงต้องประกาศเตือนให้เกษตรกรใช้น้ำประหยัด ใช้ในส่วนที่จำเป็น และจะมีการชะลอการพร่องน้ำไปยังระบบชลประทาน หากยังพอมีความชื้นในพื้นที่เกษตร ให้สามารถใช้น้ำได้ นานที่สุด จนกว่าฝนจะมา พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 15 เครื่อง เข้าไปติดตั้ง ช่วยเหลือในจุดที่ขาดแคลนน้ำ ลดความเสียหายให้พื้นที่เกษตร ส่วนใหญ่เป็นนาปรัง และให้เกษตรกรงดปลูกพืชในพื้นที่ไม่มีระบบชลประทาน ลดความเสียหาย