25 กันยายน 2563 จะเกิดอะไรขึ้น!! ถ้าเนสท์เล่ โคคาโคล่า และเป๊ปซี่ต้องทำความสะอาดมลพิษจากพลาสติกของตัวเอง

ที่มา:

https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9630000098239

ขยะพลาสติกส่วนใหญ่มาจากบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแปรรูปแบบใช้ครั้งเดียว และเมื่อถูกใช้แล้วทิ้งเป็นขยะก็อาจไปปนเปื้อน ซึ่งพบอยู่ทั้งบนดิน และในน้ำ รวมถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร พ.ร.บ. การหยุดพักจากพลาสติกปี ๒๐๒๐ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดมลภาวะของพลาสติกโดยเปลี่ยนความรับผิดชอบจากผู้บริโภคไปสู่บริษัทผู้ผลิตพลาสติกการเรียกเก็บเงินที่นำเสนอโดย Sen. Tom Udall (DN.M.) และ Rep. Alan Lowenthal (D-Calif.) จะมีผู้ก่อมลพิษพลาสติกรายใหญ่ เช่น เนสท์เล่ เป๊ปซี่โค และ โคคา-โคล่า เป็นต้น ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อมลพิษ โดยกำหนดให้เพื่อเป็นทุนสนับสนุนโครงการขยะและรีไซเคิล

นอกจากนี้ พ.ร.บ. ปลอดมลพิษจากพลาสติก (Break Free From Plastic) ยังประกาศห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทั้งหมดที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และห้ามส่งขยะพลาสติกไปต่างประเทศไปยังประเทศกำลังพัฒนา มลพิษจากพลาสติกระบาดอย่างหนักในมหาสมุทรของเราจนนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ทะเลจะมีพลาสติกมากกว่าปลาภายในปี พ.ศ. ๒๕๙๓ นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดมลพิษในดินและน้ำจืดอีกด้วย จากการศึกษาวิจัย แสดงให้เห็นว่า พลาสติกเมื่อแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกชิ้นเล็กๆ ปนเปื้อนสู่มนุษย์ได้ คนทั่วไปกินไมโครพลาสติกอย่างน้อย ๕๐,๐๐๐ อนุภาคในแต่ละปี และเราสูดดมในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน แน่นอนว่า ผู้บริโภคควรซื้อสินค้าอย่างมีความรับผิดชอบ แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะให้มีผู้ก่อมลพิษจากพลาสติกรายใหญ่ที่สุดที่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของมนุษย์ ทั้งนี้ พ.ร.บ. ปลอดมลพิษจากพลาสติก ระบุไว้ว่า

๑. กำหนดให้ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ภาชนะ และผลิตภัณฑ์บริการด้านอาหารออกแบบจัดการ และจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการขยะและรีไซเคิล

๒. จัดทำโครงการคืนเงินค่าภาชนะเครื่องดื่มทั่วประเทศ

๓. ห้ามผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวบางชนิดที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับถุงหิ้วที่เหลือ

๔. กระตุ้นการลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐานด้านการรีไซเคิลและปุ๋ยหมักภายในประเทศของสหรัฐอเมริกา

๕. ห้ามไม่ให้ส่งขยะพลาสติกไปยังประเทศกำลังพัฒนา

๖. หยุดชั่วคราวในโรงงานพลาสติกใหม่จนกว่า EPA จะปรับปรุงและสร้างข้อบังคับที่สำคัญเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นจึงเป็นบอกสภาคองเกรสให้รับผิดชอบผู้ก่อมลพิษพลาสติกด้วยการสนับสนุนการหยุดพลาสติก จาก พ.ร.บ. ปลอดมลพิษ่จากพลาสติกปี ๒๐๒๐

 ก่อนหน้านี้ เมื่อปี ๒๐๑๙ รัฐเมน ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐแรกที่เตรียมออกกฎหมายห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก โฟมใส่อาหารของธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร รวมถึงผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค.๒๕๖๔ โดยผู้ที่ละเมิดกฎหมายอาจถูกปรับเป็นเงินถึง ๑๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ และทำให้รัฐอื่นๆ ตื่นตัวในเรื่องนี้