20 พฤษภาคม 2563 ล็อกดาวน์คุมโควิด ทำทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ลดลงมากสุดรอบหลายสิบปี

ที่มา: https://www.thairath.co.th/news/foreign/1848518

ผลการศึกษาระหว่างประเทศเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯทั่วโลกพบว่า อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ในช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. ลดลงร้อยละ ๑๗ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับของปี ๒๕๖๒ และคาดว่าจะลดลงอีกร้อยละ ๔.๔ – ๘ ในช่วงสิ้นปี ซึ่งจะเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผลการศึกษาชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านวารสาร Nature Climate Change โดยทำการศึกษาการปล่อยคาร์บอนฯ ใน ๖๙ ประเทศ ๕๐ รัฐของประเทสสหรัฐอเมริกา และ ๓๐ มณฑลของประเทศจีน ซึ่งมีประชากรรวมคิดเป็นร้อยละ ๘๕ ของประชากรโลก และมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ ๙๗ ของทั้งโลก

ทีมนักวิจัยใช้ข้อมูลจาก ๖ ภาคส่วนของเศรษฐกิจที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน รวมทั้งการคมนาคม การบิน  อุตสาหกรรม และการพาณิชย์ร่วมกับดัชนีความรุนแรงของมาตรการล็อกดาวน์ในแต่ละประเทศ เพื่อคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงของอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนในแต่ละวัน พวกเขาพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้การปล่อยคาร์บอนฯลดลงคือ คนออกมาขับขี่ยานพาหนะน้อยลง โดยจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. ระดับกิจกรรมการคมนาคมภาคพื้นลดลงร้อยละ ๕๐ ขณะที่การคมนาคมทางอาการลดลงถึงร้อยละ ๗๕ แต่ภาคการบินมีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบสถิติในแต่ละวันจนถึงสิ้นเดือน เม.ย. ทีมนักวิจัยคาดว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลง ๑,๐๔๘ เมตริกตัน หรือราว ๒,๓๑๒,๖๔๙ ปอนด์ ซึ่งการลดลงมากที่สุดเกิดขึ้นในประเทศจีน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยลดลงราว ๕๓๓,๕๐๐ ปอนด์ ตามด้วยประเทศสหรัฐอเมริกา ๔๕๖,๓๕๐ ปอนด์ อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยย้ำว่า การคาดการณ์อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ในระยะยาวเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะไม่แน่ชัดว่าการระบาดของโควิด-19 จะรุนแรงหรือยาวนานแค่ไหน ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้การปล่อยคาร์บอนฯ ลดลง ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงถึงรากฐานทางเศรษฐกิจ หรือพลังงานต่างๆ ที่โลกพึ่งพา การลดลงในครั้งนี้จึงน่าจะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น “เราไม่สามารถดีใจกับการลดลงของอัตราปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ที่เป็นผลจากการว่างงานและพฤติกรรมที่ถูกบีบบังคับได้” ดร.ร็อบ แจ็คสัน ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยฉบับนี้ และศาสตราจารย์จากคณะระบบวิทยาศาสตร์โลก ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าว “เราลดการปล่อยคาร์บอนฯ อย่างไม่ถูกต้อง”