10 มกราคม 2563 กรมชลประทานแก้น้ำประปากร่อยฉลุย เตือนทะเลหนุนอีก 2 รอบ

ที่มา: https://www.dailynews.co.th/politics/751069

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเพิ่มปริมาตรน้ำที่ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ. ชัยนาท 100 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) / วินาที โดยจะคงการระบายในอัตรานี้ถึงวันพรุ่งนี้ 10 ม.ค. จากนั้นจะทยอยปรับลดลงจนอยู่ที่ 90 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนพระราม 6 ต. ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ. พระนครศรีอยุธยา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น ระบาย 11 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องถึงพรุ่งนี้ แล้วจะทยอยปรับลดเช่นกัน

ทั้งนี้ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดระหว่างวันที่ 12 – 13 ม.ค. ระหว่างนี้ได้เร่งสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆ มาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้าย เพื่อเจือจางค่าความเค็มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังสั่งให้สำนักเครื่องจักรกลเปิดเส้นทางน้ำคลองพระพิมล ซึ่งเชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมายังคลองบางบัวทอง ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ ปตร.สน. พระพิมล 5 เครื่อง มีแผนระบายน้ำ 15 ลบ.ม./วินาที แต่เนื่องจากน้ำในคลองไม่ยกตัว จึงสูบออกที่ ปตร.บางบัวทองได้บางช่วงเวลาเท่านั้น

ขณะเดียวกันยังได้ขอความร่วมมือจากการประปานครหลวงเพิ่มการสูบน้ำจากคลองประปาที่เชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมาลงคลองปลายบางบริเวณหน้าโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ อ. บางกรวย จ. นนทบุรี จาก 6 ลบ.ม./วินาทีเป็น 10 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้น้ำจืดมาเจือจางค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยให้สามารถผลิตน้ำประปาได้ตามปกติ ประกอบกับเปิดบาน ปตร. คลองลัดโพธิ์ในช่วงเวลาน้ำลง ตั้งแต่เวลา 15.30- 21.30 น. รวม 6 ชั่วโมง

“ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2462/2563 กรมชลประทานจะติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับลุ่มเจ้าพระยาจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนจะเกิดอีกครั้งปลายเดือนนี้ซึ่งเตรียมส่งเครื่องจักร-เครื่องมือควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ตลอดจนพร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง”

ด้านนายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าการรับมือน้ำทะเลรุกเข้าระบบผลิตประปา ว่าในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงกว่า 1.30 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เมื่อวันที่ 7 – 9 ม.ค. ได้ประสานให้การประปานครหลวง หยุดสูบน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นบางช่วง พร้อมมีมาตรการสำคัญในรับมือคือการเพิ่มปริมาณน้ำเหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก และจากภาคตะวันตก ผันน้ำมาจากลุ่มน้ำแม่กลอง รวมน้ำมาดันน้ำเค็มให้ได้ไม่ต่ำกว่า 130-140 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งมาตรการปิดประตูคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้หน่วงน้ำทะเลได้กว่า 5 ชม. ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลหนุนสูงอีกในวันที่ 10 – 16 ม.ค. ระดับ 1.30 – 1.40 ม.รทก.และช่วงปลายเดือนนี้ 23 – 28 ม.ค. หนุนสูงอีกรอบ

สำหรับการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก (ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อย ป่าสักฯ) ลุ่มเจ้าพระยา คงอัตรา 18 ล้านลบ.ม.ต่อวัน เพื่อกินใช้ รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม โดยรักษาระดับน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ที่ 14 เมตร รทก.จะสามารถผลักดันน้ำเข้าแม่น้ำสะแกกรัง ผ่านประตูประพาสต้น จากเดิมมีระดับน้ำสูงกว่าธรณีประตู 13.1 ม.รทก. ทำให้น้ำไม่เข้าแม่น้ำสะแกกรัง ได้เพิ่มน้ำขึ้นที่ระดับธรณีประตูประพาสต้น 14.15 ม.รทก. สูงขึ้นอีก1เมตร ทำให้น้ำไหลได้ดีแก้ไขปัญหาเดือดร้อนชาวบ้านเรือนแพ ต้องเกยตื้นบริเวณช่วงแม่น้ำสะแกกรังผ่าน หน้าตัวเมืองอุทัยธานี ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งได้เร่งดำเนินการตามมที่น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ได้สั่งการแล้ว

นายทวีศักดิ์ กล่าวถึงการใช้น้ำก้นเขื่อนอุบลรัตน์ ยืนยันว่าสามารถมีน้ำกินใช้ ส่งระบบผลิตประปา ได้ถึงสิ้นแล้ง และจนถึงเดือน ก.ค. ฝนมา เพราะชาวบ้านให้ความร่วมมืองดทำนาปรัง ต้องขอบคุณชาวบ้านด้วยที่เข้าใจสถานการณ์ ทั้งนี้ขอให้ทุกครัวเรือน ทั้งต่างจังหวัด ในเมืองหลวง หาที่ภาชนะเก็บน้ำสำรองไว้กินใช้ ด้วย เช่น โอ่งมังกร แทงค์น้ำ จะทำให้มีน้ำใช้ในครัวเรือนไปได้ อย่างไรก็ตามได้ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน เราจะผ่านภัยแล้งขณะนี้ความรุนแรงยังเป็นอันดับ 2 ของประเทศไปได้ด้วยกัน เพราะปัจจุบันทั้งจำนวนประชากร ปริมาณการใช้น้ำมากขึ้น เทียบจากภัยแล้งที่เคยเกิดรุนแรงมากที่สุดในรอบ 60 ปี เมื่อปี 2522 เป็นวิกฤติอันดับ 1 แต่อย่างไรในขณะนั้นประชากรน้อยกว่า และใช้น้ำไม่มากเท่ากับปัจจุบัน และตอนนี้มีพื้นที่สีแดงเสี่ยงในเรื่องน้ำประปา มี 43 จังหวัด เขื่อนใหญ่ 14 แห่ง น้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30