ONEP Learning #8
แหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรม ซ่อนคุณค่าอะไรไว้บ้าง ที่เรายังไม่เคยรู้?
กลับมาสัปดาห์นี้แอดขอบอกเลยว่า ในหลาย Ep. ที่ผ่านมา ทุกคนอึ้ง จึ้ง และทึ่งกับพื้นที่แหล่งมรดกโลก + พื้นที่เมืองเก่ากันมาแล้ว Ep. นี้ แอดสุดหล่อ คนดีคนเดิม อยากจะพาทุกท่านมาเรียนรู้แนวคิด “การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม” ซึ่งเป็นแนวคิดเพื่อการอนุรักษ์แหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรม รวมทั้งสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องโดยรอบแหล่งดังกล่าว ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างจริงจัง เป็นการดำเนินการที่ส่งเสริมการควบคุม ดูแลรักษา และฟื้นฟู ทั้งตัวแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรม รวมไปถึงคุณค่าความสำคัญของแหล่งนั้น ๆ ด้วย
🎯 ในเบื้องต้น เรามาทำความรู้จักกับนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้องกันก่อนดีกว่าครับ
“แหล่งธรรมชาติ” หมายถึง สิ่งที่มีอยู่และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมีสภาพและการเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา มีระบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในตัวเองด้วยปัจจัยต่าง ๆ กัน และองค์ประกอบการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาจค่อยเป็นค่อยไปจนยากที่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ แต่ในระยะเวลายาวนานอาจตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ และในบางครั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจรวดเร็วมากจนเห็นได้ชัดเจนแล้วแต่กรณี มนุษย์อาจใช้บางสิ่ง ของแหล่งธรรมชาติให้เกิดประโยชน์กับตนเองได้ และมักเรียกแหล่งธรรมชาติประเภทนั้นว่า ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แร่ ก๊าซ ถ่านหิน หรือน้ำมันใต้ดิน ป่าไม้ ปลาในน้ำ เป็นต้น แต่ผลจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์อาจทำให้เกิดการสูญสลายของแหล่งธรรมชาตินั้นได้ถ้าปราศจากความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรนั้น ๆ (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, 2560)
การจัดกลุ่มแหล่งธรรมชาติ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ธรรมชาติที่มีการเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูสภาพเดิมได้โดยระบบของตัวเอง อย่างป่าไม้ ทุ่งหญ้า สัตว์ป่า กับ ธรรมชาติที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง หรือฟื้นฟูคืนสภาพเดิมได้เมื่อถูกทำลายก็จะหมดสภาพไป อย่างภูเขา ถ้ำ น้ำตก และเมื่อปี 2532 รัฐบาลได้ประกาศแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ทั่วประเทศถึง 263 แห่ง ต่อมาได้มีการแบ่งแหล่งธรรมชาติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2552 เป็น 10 ประเภท ดังนี้
- เกาะ : ส่วนของพื้นที่ที่มีน้ำล้อมรอบตลอดเวลา ซึ่งขนาดของเกาะนี้อาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็ได้ตามสภาพแวดล้อมและธรรมชาติของเกาะนั้นๆ เช่น เกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล เป็นต้น
- แก่ง : บริเวณลำน้ำที่มีพืดหินหรือโขดหินที่อยู่กลางน้ำ โดยอาจถูกท่วมได้ในฤดูที่มีน้ำมาก โดยมากพบตอนต้นๆ ของแม่น้ำ ลำธาร เช่น แก่งตะนะ จ.อุบลราชธานี และแก่งคุดคู้ จ.เลย เป็นต้น
- ภูเขา : ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง เนินที่สูงขึ้นไป เป็นจอมเด่นหรือเป็นเขาขนาดใหญ่ และสูง โดยแต่ละภาคมักจะมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ได้แก่ ภาพเหนือ เรียกว่า “ดอย” เช่น ดอยสุเทพ ดอยอินทนนท์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “ภู” เช่น ภูกระดึง ภูหลวง ส่วนทางภาคใต้เรียกว่า “เขา” เช่น เขาหลวง เขานางหงส์ เป็นต้น
- ถ้ำ : ช่องที่มีโพรงลึกเข้าไปในพื้นดินหรือภูเขา มีขนาดให้พอที่มนุษย์สามารถเข้าไปได้ และเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทั้งที่เป็นถ้ำภูเขาหินปูนและถ้ำหินชายฝั่งทะเลบางแห่ง เช่น ถ้ำดาวดึงส์ และถ้ำละว้า จ.กาญจนบุรี เป็นต้น ซึ่งปรากฏให้เห็นหินงอก หินย้อยที่สวยงาม
- น้ำตก : ธารน้ำธรรมชาติที่ไหลผ่านภูมิประเทศที่มีความลาดชันจากที่สูงไปที่ต่ำ ซึ่งพบอยู่ทั่วทุกภาคในประเทศไทย เช่น น้ำตกคลองลาน จ.กำแพงเพชร และน้ำตกกระโรม จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น
- โป่งพุร้อน : น้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติจนอาจมีอุณหภูมิสูงถึงจุดเดือด โป่งพุร้อนแต่ละแห่งมีแรงดันไม่เท่ากัน เช่น โป่งพุร้อนแจ้ซ้อน จ.ลำปาง บ่อน้ำพุร้อนห้วยน้ำนัก จ.ตาก เป็นต้น
- แหล่งน้ำ : พรุ หนอง บึง ทะเลสาบ และบางส่วนของคลอง ลำธาร และแม่น้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อาจเป็นแหล่งน้ำจืดหรือน้ำเค็ม เป็นแหล่งน้ำนิ่งหรือน้ำไหลก็ได้ และอาจถูกดัดแปลงหรือพัฒนาไปบ้างโดยมนุษย์ แต่ทั้งนี้ยังคงสภาพธรรมชาติเดิมไว้เป็นส่วนใหญ่ เช่น หนองหาร จ.สกลนคร หนองสามขา
จ.อำนาจเจริญ เป็นต้น - ชายหาด : พื้นที่ระหว่างแนวน้ำขึ้นกับน้ำลง มีลักษณะเป็นแถบยาวไปตามริมฝั่ง เกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของคลื่นและกระแสน้ำในทะเล หรือทะเลสาบ หรือแม่น้ำ ขนาดพื้นที่ของชายหาดนี้จะขึ้นอยู่กับการขึ้นลงของกระแสน้ำและความลาดชันของพื้นที่ ซึ่งองค์ประกอบของชายหาดนี้จะประกอบด้วย หาดทราย (หาดทรายที่หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา) หาดกรวด (หาดกรวดที่หาดหินงามในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา จ.สตูล) หาดโคลน (ที่ปากน้ำตาปี จ.สุราษฎร์ธานี) ป่าชายเลน หาดดอน (หาดดอนหอยหลอด ปากแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม) และหาดสันดอน
- ซากดึกดำบรรพ์ (พืชและสัตว์) : บริเวณที่มีซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ทั้งชั้นสูงและชั้นต่ำที่ตายมาเป็นเวลานาน และยังคงรูปร่างอยู่โดยไม่สลายหรือเปลี่ยนรูปเป็นอย่างอื่น เช่น สุสานหอย จ.กระบี่ ภูกุ้มข้าว จ.กาฬสินธุ์ และรอยเท้าไดโนเสาร์บนภูหลวง จ.เลย เป็นต้น แหล่งธรรมชาติประเภทนี้จะไม่นับรวมโครงกระดูกมนุษย์และร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน
- ธรณีสัณฐานและภูมิลักษณวรรณา : ธรณีสัณฐานวิทยา คือ สาขาวิชาธรณีวิทยาว่าด้วยพื้นผิวของโลก ซึ่งประมวลเอารูปร่างธรรมชาติ กระบวนการเกิดและการพัฒนาตัว ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงที่ประสบในปัจจุบันเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเด่น แปลกตา แหล่งธรรมชาติมีขนาดต่างๆ กัน เช่น กลุ่มหินบริเวณมอหินขาว จ.ชัยภูมิ เสาดินนาน้อย จ.น่าน และหอนางอุษา จ.อุดรธานี สำหรับ ภูมิลักษณวรรณา คือ วิชาที่ว่าด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เกี่ยวกับภาวะธรรมชาติของพื้นดิน เช่นเดียวกับวิชาภูมิศาสตร์กายภาพ
“แหล่งศิลปกรรม” คือ พื้นที่หรือบริเวณพื้นที่ที่ประกอบด้วยอาคารสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือประดิษฐ์ขึ้นในแต่ละยุคสมัย จำแนกเป็น 2 ลักษณะ คือ แหล่งศิลปกรรมที่ยังใช้งาน เช่น วัด (ทั้งที่ขึ้นทะเบียนและไม่ขึ้นทะเบียน โบราณสถาน) สถานที่ราชการเก่า อาคารพาณิชย์เก่า บ้านเรือนเก่า และย่านวัฒนธรรม (ชุมชนและตลาดเก่า) และแหล่งศิลปกรรมที่ไม่ได้ใช้งาน คือ ไม่ได้มีการใช้งานตามหน้าที่เดิมแล้ว เช่น วัดร้าง แหล่งประวัติศาสตร์ ชุมชน โบราณ และแหล่งโบราณคดี และแบ่งออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ (1) อนุสาวรีย์ อนุสรณ์สถาน สถาน หลักเมือง (2) วัด วัดร้าง ศาสนสถาน (3) พิพิธภัณฑ์ สถาปัตยกรรม พระราชวัง (4) แหล่งโบราณคดีทั้งที่ขุดแล้วและยังไม่ได้ขุดค้น โบราณวัตถุ เตาเผาโบราณ (5) ชุมชนโบราณ เมืองโบราณ อุทยานประวัติศาสตร์ (6) เมืองเก่า เมืองประวัติศาสตร์ และ (7) ย่านชุมชนเก่า
📝 ฟังดูแล้ว “อนุรักษ์” เป็นคำที่คุ้นหูพวกเราอย่างมาก แล้วจริง ๆ การอนุรักษ์สามารถดำเนินการควบคู่ไปกับการ “พัฒนา” ได้หรือไม่?
แอดขอบอกครับว่า ได้แน่นอน ทั้งนี้ แนวทางการ “พัฒนาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม” จะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้เท่าที่สามารถรองรับการพัฒนาได้ โดยยังรักษาสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมไว้ ลักษณะนี้เรียกว่า “การพัฒนาเชิงอนุรักษ์” ต้องแยกพื้นที่ออกจากการพัฒนาเชิงเศรษฐกิจให้ชัดเจน โดยกำหนดขอบเขตและพื้นที่เพื่อรองรับการพัฒนาแต่ละประเภทให้ชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดความเข้มข้นในการพัฒนาแต่ละพื้นที่ด้วย พื้นที่ที่จะพัฒนาเชิงเศรษฐกิจควรจะห่างจากพื้นที่ที่จะพัฒนาเชิงอนุรักษ์ ดังนั้น การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม คือ การควบคุมสภาพแวดล้อมที่อยู่ในแหล่งธรรมชาติและสภาพแวดล้อมโดยรอบแหล่งศิลปกรรมอย่างเหมาะสม โดยแอดขอนำเสนอระดับความเข้มงวดในการควบคุม ซึ่งแบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้ครับ
🤍 1) บรรยากาศ (Atmosphere) หมายถึง ตัวแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรม และสิ่งแวดล้อมที่มีความสอดคล้อง ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
💚 2) แหล่งอันควรอนุรักษ์ (Nuclear) หมายถึง ตัวธรรมชาติและศิลปกรรม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องอนุรักษ์
💛 3) พื้นที่สงวน (Preservation Area) หมายถึง พื้นที่ที่มีคุณค่ามากทางด้านวิชาการ และมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง หรือผลกระทบทำให้ถูกทำลายได้ง่ายในพื้นที่นี้ห้ามกระทำการใด ๆ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพดั้งเดิมของแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรมโดยเด็ดขาด
💙 4) พื้นที่อนุรักษ์ (Conservation Area) หมายถึง พื้นที่ใกล้เคียง หรือบริเวณรอบตัวธรรมชาติและศิลปกรรม
ซึ่งเมื่อพื้นที่นี้ถูกทำลายย่อมมีผลกระทบต่อการคงอยู่ของตัวธรรมชาติและศิลปกรรมด้วย ในบริเวณนี้ยินยอมให้ทำกิจกรรมได้บางประการที่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่มากนัก
❤️ 5) พื้นที่บริการและการจัดการ หรือพัฒนา (Service and Management Area) หมายถึง พื้นที่ข้างเคียงหรือโดยรอบแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรมที่มีความเกี่ยวพันกับตัวธรรมชาติและศิลปกรรมน้อยมาก จึงยินยอมให้มีการพัฒนาได้ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมของหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า กิจกรรมใดที่จะเกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบให้เกิดการทำลายคุณค่าของแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรม
🔍 “หลักการจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม” มองจุดใดเป็นสำคัญกันนะ?
📚 การจัดการจะมุ่งเน้นการอนุรักษ์โดยมองภาพองค์รวม อนุรักษ์สภาพความเป็นดั้งเดิมและมีเอกลักษณ์ ซึ่งหากจำเป็นต้องสร้างใหม่แล้ว จะต้องไม่ลืมว่าบริเวณสิ่งใหม่กับบริเวณมรดกทางวัฒนธรรมจำเป็นจะต้องมีสิ่งกั้นอยู่ หรือพื้นที่ที่กั้นอยู่ และพื้นที่ที่ดีที่สุด คือพื้นที่สีเขียว พร้อมกันนี้ การอนุรักษ์ซ่อมแซมจะต้องไม่ผิดไปจากสภาพดั้งเดิมด้วยนะครับ
🔍 “ประโยชน์ที่ประชาชนและชุมชนจะได้รับ มีอะไรบ้าง?”
🍀✨ ไม่ใช่แค่เราได้รักษาธรรมชาติให้คงอยู่กับพวกเราทุกคนไปนาน ๆ นะครับ การจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม นำประโยชน์มาให้พวกเรา อย่าง (1) ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางวัฒนธรรม ช่วยเสริมคุณค่าและความสำคัญของแหล่งศิลปกรรม ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรม (Cultural Resource) ให้เด่นชัดขึ้น ช่วยให้เกิดความสามัคคีในการร่วมมือร่วมใจ ดูแลปกป้องและรักษาแหล่งศิลปกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมชาติให้คงอยู่ตลอดไป และช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงทางด้านศิลปวัฒนธรรมให้แก่ประเทศชาติ (2) ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้แก่ชุมชน ช่วยให้ประชาชนในบริเวณนั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยให้ชุมชนมีแหล่งสันทนาการเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพอนามัยและจิตใจ และ (3) ด้านการศึกษาและวิจัย ช่วยกระตุ้นยกระดับคุณภาพทรัพยากรบุคคลให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ทั้งทางด้านวิชาการและทัศนคติ และช่วยให้เยาวชนของชาติมีแหล่งความรู้ทางวิชาการที่จะนำไปสู่การศึกษาและวิจัย ซึ่งจะนำประโยชน์มาสู่ท้องถิ่นในอนาคตอีกด้วยครับ ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและชุมชนในพื้นที่ ว่าแล้ว แอดเริ่มนับ 1 เลย ว่า 10 แหล่งธรรมชาติ จะเริ่มไปเที่ยวที่ไหนก่อนดี ระหว่าง เกาะ แก่ง ภูเขา ถ้ำ น้ำตก หรือแหล่งศิลปกรรมที่น่าสนใจไม่ต่างกัน เช่น วัด พิพิธภัณฑ์ พระราชวัง เมืองโบราณ อุทยานประวัติศาสตร์ เมืองประวัติศาสตร์ ย่านชุมชนเก่า ถ้าจะให้ดี เราก็เที่ยวไปพร้อมๆ กันไปเลยดีกว่า เพราะในพื้นที่หนึ่งๆ ที่เราจะไปสามารถค้นหาได้เลยว่ามีแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมอยู่ที่ไหนบ้าง โหยยย… วางแผนยาวไปถึงปีหน้าแล้วครับบบบบบ✨
รักษาคุณค่าตั้งแต่ต้นทาง…หันมาเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างรู้คุณค่า แล้วคุณจะหลงรักในทุกแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรมที่หล่อเลี้ยงอัตลักษณ์และคุณค่าของชุมชนที่เป็นแหล่งเรียนรู้และพลังขับเคลื่อนของท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน และจะกลายเป็นมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มั่นคง…ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป..ใช้ต่อยอดโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
📲เติมเต็ม พลังกายพลังใจ จากแหล่งธรรมชาติและศิลปกรรมเพิ่มเติมได้ที่
- คู่มือ การดำเนินการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมในระดับจังหวัด (ปี 2563) 📘🌳
https://culturalenvi.onep.go.th/images/Handbook คู่มือ 2563.pdf - แหล่งศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์ 🏛️✨
https://culturalenvi.onep.go.th/ - การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ 🌲🌏
https://naturalsite.onep.go.th/document
