ONEP Learning #23 30×30 และ OECMs : เมื่อการอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของทุกคน

30×30 และ OECMs : เมื่อการอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องของทุกคน 🌏🌱
ถ้าวันหนึ่งเราต้องอธิบายให้ลูกหลานฟังว่า ทำไมธรรมชาติรอบตัวถึงเปลี่ยนไป เราจะตอบอย่างไรว่าเราเคยทำอะไรไว้บ้าง 🤔 ในวันที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง คำว่า “การอนุรักษ์” อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นหน้าที่ของใครบางกลุ่มอีกต่อไป แต่มันคือคำถามตรง ๆ ถึงพวกเราทุกคนว่า จะปล่อยให้ธรรมชาติค่อย ๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตา หรือจะลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในสมการอนาคตนี้ 🌿 เป้าหมาย 30×30 และแนวคิด OECMs จึงไม่ใช่เพียงกรอบนโยบายระดับโลก หากคือสัญญาณเตือนว่า การดูแลโลกใบนี้และจะใช้ประโยชน์อย่างไรให้ยั่งยืน อาจเริ่มต้นได้จากพื้นที่เล็ก ๆ ใกล้ตัว มากกว่าที่เราเคยคิด
โลกวันนี้หมุนเร็วกว่าเดิม เมืองขยาย เศรษฐกิจเติบโต การใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด และสิ่งที่เพิ่มขึ้นเงียบ ๆ ควบคู่กันคือ แรงกดดันต่อธรรมชาติ 🌏 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เราใช้เครื่องมือและกลไกสำคัญหลากหลาย ผ่านกฎหมาย ผ่านวิถีชุมชน และสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อปกป้องผืนป่าและระบบนิเวศ แม้จะช่วยชะลอการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพได้จริง เห็นผลเป็นรูปธรรมในหลายส่วน แต่ด้วยความที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่คาดไม่ถึงมากมาย และธรรมชาติเองก็ถูกกระทบจากแรงกดดันรอบด้านเช่นเดียวกัน
แอดจึงอยากชวนทุกท่าน มารู้จัก พื้นที่ในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อาจจะอยู่ในละแวกบ้านเรา ในชุมชน พื้นที่ของเอกชน พื้นที่ความเชื่อทางศาสนา หรือแม้แต่สวนเล็ก ๆ พื้นที่สีเขียวกลางเมือง 🌳 ซึ่งพื้นที่เหล่านี้สำคัญและกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การอนุรักษ์ในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้เริ่มจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ต้องมีกฎระเบียบบังคับเสมอไป แต่อาจเริ่มจาก “พื้นที่ของเรา แม้จะไม่ได้ใหญ่โต แต่มากด้วยความตั้งใจ” ที่เรามีส่วนร่วมดูแลได้จริง ซึ่งนี่คือจุดตั้งต้นของบทสนทนาใหม่ที่โลกกำลังชวนเราคิดต่อจากนี้
📌 1) 30×30 และ OECMs คืออะไร ทำไมคนทั้งโลกถึงพูดถึง?
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ตัวเลข “30×30” ถูกพูดถึงในเวทีสิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง 🌍 แนวคิดนี้เกิดขึ้นภายใต้กรอบความร่วมมือของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Convention on Biological Diversity ซึ่งกำหนดเป้าหมายชัดเจนว่า ทุกประเทศต้องร่วมกันปกป้องและดูแลพื้นที่บนบก แหล่งน้ำในแผ่นดิน ทะเลและชายฝั่ง ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573
ฟังดูเหมือนเป็นแค่ “ตัวเลข” แต่ในทางวิชาการ นี่คือหมุดหมายสำคัญของความพยายามหยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่เกิดขึ้นรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ 📊 เป้าหมาย 30% ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ แต่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ว่า หากเราไม่รักษาพื้นที่ธรรมชาติในสัดส่วนที่เพียงพอ ระบบนิเวศจะไม่สามารถทำหน้าที่ค้ำจุนชีวิตมนุษย์ได้อย่างมั่นคง
คำถามจึงตามมาทันทีว่า แล้วเราจะเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์อย่างไร โดยไม่ไปกระทบวิถีชีวิตของผู้คน หรือขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ นั่นคือ อนุรักษ์ ฟื้นฟูดูแลแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ 🌱
ตรงนี้เองที่แนวคิด OECMs หรือ Other Effective Area-based Conservation Measures เริ่มมีการพูดคุยและเข้ามามีบทบาทในงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนมากขึ้น
OECMs ในบริบทของไทย หมายถึง “พื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย” อธิบายให้เข้าใจง่าย คือ พื้นที่ที่ไม่ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตอนุรักษ์อย่างเป็นทางการ แต่มีรูปแบบบริหารจัดการดูแลพื้นที่ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพและสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถเป็นแนวเชื่อมต่อระบบนิเวศระหว่างพื้นที่อนุรักษ์กับพื้นที่ที่มีการใช้ประโยชน์ 🌳
ตัวอย่างพื้นที่ที่เราคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นป่าชุมชน พื้นที่เกษตรที่จัดการอย่างยั่งยืน พื้นที่เอกชนที่ตั้งใจฟื้นฟูธรรมชาติ หรือแม้แต่พื้นที่สีเขียวในเมือง ก็สามารถมีบทบาทในระบบการอนุรักษ์ระดับประเทศได้ หากมีการจัดการที่เหมาะสม โปร่งใส และตรวจสอบได้
OECMs จึงไม่ใช่การ “เพิ่มข้อจำกัด” ให้สังคม แต่คือ การขยายความหมายของคำว่าอนุรักษ์ ให้ครอบคลุมการดูแลธรรมชาติด้วยความตั้งใจจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมบนเส้นทางสู่เป้าหมาย 30×30 ไปด้วยกัน 🤝
📌 2)OECMs ทางเลือกใหม่ของการอนุรักษ์ ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
เสน่ห์สำคัญของ OECMs คือการ “เปลี่ยนบทบาท” ของคำว่าการอนุรักษ์ จากเดิมที่หลายคนมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ให้กลายเป็นเรื่องของทุกภาคส่วนในสังคม 🌿
OECMs เปิดพื้นที่ให้ชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่รูปแบบการบริหารจัดการร่วมกันหลายฝ่าย เข้ามามีบทบาทดูแลพื้นที่ตามบริบทของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกแห่ง แต่ต้องมีเป้าหมายร่วมคือการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรม
ในเชิงแนวคิด รูปแบบของ OECMs สามารถเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ บางพื้นที่มีการอนุรักษ์เป็นวัตถุประสงค์หลักอย่างชัดเจน บางพื้นที่มีการอนุรักษ์เป็นวัตถุประสงค์รองควบคู่กับกิจกรรมอื่น และบางแห่ง การอนุรักษ์อาจเป็นผลลัพธ์ที่เสริมขึ้นมาจากกิจกรรมด้านวัฒนธรรม ความเชื่อ ความมั่นคง หรือการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงชื่อเรียกขานและขนาดของพื้นที่ เล็ก หรือใหญ่ แต่คือ “ผลลัพธ์” ที่เกิดขึ้นจริงต่อธรรมชาติ และระบบการจัดการที่มีความโปร่งใส มีส่วนร่วม และต่อเนื่องในระยะยาว
OECMs จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การอยู่ร่วมกับธรรมชาติไม่ได้มีรูปแบบเดียว และการอนุรักษ์ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในกรอบพื้นที่คุ้มครองหรือพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายเท่านั้น หากแต่สามารถเกิดขึ้นได้ในพื้นที่หลากหลายรูปแบบ ตราบใดที่ความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการดูแลอย่างแท้จริง 🌏
📌 3) ประเทศไทยไปถึงไหนแล้ว กับเส้นทาง OECMs สู่เป้าหมาย 30×30
ประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อน OECMs อย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 โดยมี สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดกรอบแนวทางและประสานความร่วมมือ ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศอย่าง United Nations Development Programme (UNDP), International Union for Conservation of Nature (IUCN), World Wide Fund for Nature (WWF) และ Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) เพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์การประเมิน กลไก/ขั้นตอนวิธีการในระดับประเทศและผลักดันพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นพื้นที่ OECMs อย่างเป็นระบบ 🤝🌍
หากมองจากตัวเลขประมาณการ ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่คุ้มครองบนบกประมาณร้อยละ 22.12 และเมื่อรวมพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็น OECMs สัดส่วนนี้จะขยับเพิ่มเป็นร้อยละ 24.22 ส่วนพื้นที่ทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเดิมอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 มีโอกาสขยับไปสู่กว่าร้อยละ 21 หากสามารถขับเคลื่อน OECMs ได้อย่างเต็มศักยภาพ 📊
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางสู่เป้าหมาย 30×30 ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ และไม่ได้เป็นเพียงภาพฝันในเชิงนโยบาย แต่กำลังค่อย ๆ ขยับผ่านการทำงานจริงในพื้นที่นำร่องหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ ระยอง, ศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพฯ, ชุมชนคลองขนมจีน พระนครศรีอยุธยา, อ่าง 70 ไร่ สิงห์ปาร์ค เชียงราย และชีวพนาเวศ ฉะเชิงเทรา 🌳
พื้นที่เหล่านี้กำลังพิสูจน์ว่า OECMs ไม่ใช่แค่แนวคิดบนกระดาษ แต่คือกระบวนการลงมือทำที่เกิดขึ้นจริงในบริบทที่หลากหลาย และกำลังกลายเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเส้นทางสู่เป้าหมาย 30×30 อย่างเป็นรูปธรรม
📌 4) OECMs มากกว่าการอนุรักษ์ คือโอกาสของสังคม เศรษฐกิจ และอนาคต
เมื่อพูดถึง OECMs หลายคนอาจนึกถึงเรื่องธรรมชาติเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง แนวคิดนี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะต่อระบบนิเวศเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของผู้คนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว 🌏
เมื่อพื้นที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่เพิ่มมูลค่าจากความหลากหลายทางชีวภาพ 🌿 ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจสามารถยกระดับบทบาทด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์องค์กรที่เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติ
ในระดับประเทศ การมีพื้นที่ที่เข้าข่าย OECMs เพิ่มขึ้น ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงแหล่งทุนและความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับโลกได้มากขึ้น ที่สำคัญที่สุด ระบบนิเวศที่ได้รับการดูแลยังคงทำหน้าที่พื้นฐานที่หล่อเลี้ยงสังคม ทั้งการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และแหล่งกักเก็บคาร์บอน ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม
ในระยะยาว OECMs จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านการอนุรักษ์ แต่คือ “พื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม” ที่ทำให้คำว่าการดูแลธรรมชาติไม่ใช่ภาระของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของสังคม 🤝 เพราะเป้าหมาย 30×30 จะไม่มีวันสำเร็จ หากธรรมชาติถูกทิ้งไว้ให้ใครบางคนดูแลเพียงลำพัง แต่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเริ่มมองเห็นคุณค่าของพื้นที่รอบตัว และลุกขึ้นมาดูแล “พื้นที่ของเรา” ไปพร้อมกัน
หากอยากทำความเข้าใจรายละเอียดมากขึ้น สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้ 🔗
https://chm-thai.onep.go.th/?page_id=13705
หรือติดต่อ กลุ่มงานขับเคลื่อนนโยบายและกลไก กองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ
☎️ เบอร์โทรศัพท์: 0 2265 6560
📧 E-mail: onep.flyway@gmail.com
ท้ายที่สุดแล้ว 30×30 และ OECMs ไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายเชิงตัวเลขหรือถ้อยคำในเวทีนานาชาติ หากคือทิศทางใหม่ของการทำงานด้านความหลกาหลายทางชีวภาพที่ตั้งคำถามกับเราทุกคนว่า จะเติบโตอย่างไรโดยไม่ทิ้งธรรมชาติไว้ข้างหลัง 🌱 ความสำคัญของมันไม่ได้อยู่แค่การเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ แต่คือการรักษาระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของสังคมในระยะยาว และย้ำให้เห็นว่า “ประชาชน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับผลกระทบ หากเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้ร่วมขับเคลื่อนอนาคต
บทสนทนานี้จึงยังไม่จบ เพราะในตอนต่อไปของ ONEP Learning เราจะพาไปทำความเข้าใจกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้ลึกขึ้น 🌍 ว่าประเทศไทยมีพันธกรณีอะไร และทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกลับมาสู่ชีวิตของพวกเราอย่างไรบ้าง เพื่อให้การดูแลธรรมชาติไม่ใช่เพียงนโยบาย แต่เป็นความตระหนักร่วมที่เริ่มต้นได้จากวันนี้นั่นเองครับ 🌿