26 ตุลาคม 2569 ขอบฟ้าใหม่การเงินโลก เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม

ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. 2569 กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพของไทยอีกครั้งในรอบ 35 ปี หลังการประชุมครั้งก่อนเมื่อปี 2534 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 คนจาก 191 ประเทศ ภายใต้แนวคิด ก้าวสู่ “ขอบฟ้าใหม่” ของประเทศไทย” (Thailand’s New Horizons) ซึ่งมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน

แม้วาระหลักจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและการเงินโลก แต่ความยั่งยืนกลับเชื่อมโยงกับการหารือในหลายมิติ ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม ตลาดทุน หนี้สาธารณะ ความมั่นคงทางพลังงาน ไปจนถึงการจ้างงานและธรรมาภิบาลทางการเงิน

ในการประชุมหัวข้อ “Financing a Resilient Green Economy” เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้ร่วมเสวนาหารือถึงการระดมทุนเพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ที่สามารถรับมือกับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ สาระสำคัญคือ การลงทุนเพื่อปรับตัวต่อวิกฤติภูมิอากาศอาจสร้างหรือรักษาการจ้างงานได้ถึง 150 ล้านตำแหน่งทั่วโลก ขณะเดียวกัน นโยบายด้านภูมิอากาศควรเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจและความจำเป็นของแต่ละประเทศ แนวคิดนี้สะท้อนว่า การรับมือโลกร้อนไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงต้นทุน แต่สามารถเป็นโอกาสสร้างงาน กระตุ้นการลงทุน และเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยพิบัติได้ด้วย

ขณะที่มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (อีเอสจี) เป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ข้อมูลที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และสามารถเปรียบเทียบระหว่างองค์กร จะช่วยให้ตลาดประเมินความเสี่ยงและโอกาสของธุรกิจได้แม่นยำขึ้น การผลักดันมาตรฐานดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์องค์กร แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบตลาดทุนที่เอื้อต่อการระดมเงินลงทุนในโครงการสีเขียวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อสังคมความยั่งยืนยังหมายถึงความสามารถของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ไอเอ็มเอฟเตือนว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกอาจสูงเกิน 100% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ภายในปี 2573ขณะที่ความผันผวนของพลังงานยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ เมื่อภาระหนี้สูง รัฐบาลย่อมมีงบประมาณเหลือจำกัดสำหรับลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาสังคม และการปรับตัวต่อภัยภูมิอากาศ ประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องหาสมดุลระหว่างการรักษาวินัยการคลัง กับการลงทุนเพื่อรองรับความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว

ความผันผวนของอุปทานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อราคาพลังงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสถานการณ์นี้ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดมีความสำคัญมากกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะยังช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดวิกฤติระหว่างประเทศในด้านการลงทุน การสร้างงานที่มีคุณภาพ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่ภาคเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องการเติบโต เทคโนโลยี และความยั่งยืน ผ่านเวทีคู่ขนานของภาคธุรกิจ

ในด้านธรรมาภิบาล การเปิดตัว “Bangkok..Blueprint” หรือ แผนแม่บทกรุงเทพฯ โดยไอเอ็มเอฟ ธนาคารโลก และธนาคารแห่งประเทศไทย มุ่งวางแนวทาง 5 เสาหลักเพื่อสกัดกั้นเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ สะท้อนว่าระบบการเงินที่ปลอดภัย โปร่งใส และประชาชนเชื่อมั่น เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน การประชุมที่กรุงเทพฯ สะท้อนว่า ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ตั้งแต่การจัดหาเงินทุนและการรักษาวินัยการคลัง ไปจนถึงการสร้างงาน การรับมือความเสี่ยงด้านพลังงาน และการปรับตัวต่อวิกฤตภูมิอากาศ ขณะที่องค์กรคลังสมอง “อีทรีจี” (E3G) มองว่า เวทีนี้อาจมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางวาระการเงินก่อนการประชุมคอป32 ในปีหน้าท้ายที่สุด ความยั่งยืนไม่ใช่วาระแยกส่วนของนักสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายการเงินต้องตอบร่วมกันว่า จะจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตได้ในวันนี้ โดยไม่ลดทอนโอกาสของคนรุ่นต่อไป

ที่มา : เดลินิวส์ออนไลน์ (https://www.dailynews.co.th/news/6281453/)

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy