28 กันยายน 2569 ‘เนเธอร์แลนด์’ เปลี่ยนวิธีรับมือ ‘น้ำท่วม’ เลิก ‘ควบคุมธรรมชาติ’ หันมา ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’
“เนเธอร์แลนด์” เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่าจัดการกับ “น้ำท่วม” ได้ดีที่สุดในโลก จนกลายเป็นต้นแบบการบริหารจัดการน้ำให้แก่หลายประเทศ เนื่องจากพื้นที่ราว 25% ของประเทศตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วมขณะเดียวกัน เนเธอร์แลนด์ยังต้องรับมือน้ำจากแม่น้ำสายหลักของยุโรป เช่น แม่น้ำไรน์ และแม่น้ำเมิซ ที่เข้ามาทางตอนใต้ของประเทศ ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลเหนือ
เฟอร์ดินานด์ เดียร์มันเซ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงน้ำท่วมจากสถาบันเดลตาเรส กล่าวว่า “พื้นที่ราว 60% ของประเทศ จัดว่าเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ทำให้เนเธอร์แลนด์มุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้น้ำท่วมเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเป็นหลัก”
ควบคุมธรรมชาติ ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1953 เกิด “มหาอุทกภัย” ครั้งใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ เมื่อพายุหมุนรุนแรงพัดซัดมวลน้ำทะเลเหนือเข้าถล่มพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,800 คน พื้นที่ทางการเกษตรและเมืองกว่า 2,070 ตร.กม. จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นแรงขับเคลื่อนครั้งสำคัญในการปฏิวัตินวัตกรรมทางวิศวกรรมการจัดการน้ำของประเทศ หลังจากการโศกนาฏกรรมในครั้งนั้น เนเธอร์แลนด์เปลี่ยนจากการตั้งรับภัยพิบัติเป็นการป้องกันเชิงรุกอย่างจริงจัง รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อวางแผนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมแบบบูรณาการ เปลี่ยนจากการอิงตามสถิติน้ำท่วมในอดีต ไปสู่การพัฒนาแบบจำลองคาดการณ์ภัยน้ำท่วมในอนาคต สำหรับออกแบบสิ่งก่อสร้างที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนได้ออกมาเป็น “เดลตาเวิกส์” (Delta Works) โครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม ที่ใช้เวลาสร้างยาวนานกว่า 43 ปี และใช้งบประมาณลงทุนรวมสูงถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งประกอบไปด้วยเขื่อน อู่ปิดน้ำ ประตูกั้นน้ำท่วม และคันกั้นน้ำระยะทางรวมกันกว่า 1,000 กม.
โดยสามารถตัดตรงและร่นระยะทางของแนวชายฝั่งทะเลเนเธอร์แลนด์จากเดิมที่ขรุขระยาว 700 กม. ให้เหลือแนวป้องกันหลักเพียง 80 กม.เท่านั้น และกลายเป็นมาตรฐานระดับโลกที่วิศวกรทั่วโลกนำมาปรับใช้จนถึงปัจจุบัน
“ประตูกั้นคลื่นพายุแม่น้ำสเกลต์ฝั่งตะวันออก” (Oosterscheldekering) ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และซับซ้อนที่สุดในโครงการ ด้วยยาวกว่า 9 กม. ประกอบด้วยเสาคอนกรีตสำเร็จรูป 65 ต้น และบานประตูเหล็กเคลื่อนที่ได้ 62 บาน โดยในสถานการณ์ปรกติ บานประตูกั้นคลื่นจะถูกเปิดไว้ เพื่อให้ระบบนิเวศน้ำเค็ม คลื่นน้ำ และการเพาะเลี้ยงหอยนางรมตามธรรมชาติยังคงดำเนินไปได้ และจะปิดบานประตูลงเฉพาะเมื่อเกิดพายุรุนแรงเท่านั้น
การก่อสร้างโครงการเดลตาเวิกส์เสร็จสิ้นในปี 1997 เมื่อ “กำแพงกั้นน้ำมาเอสแลนท์” สำหรับป้องกันเมืองร็อตเตอร์ดัมและประชาชนมากกว่า 1 ล้านคน เปิดใช้งาน ซึ่งถือว่าเป็นกำแพงกั้นน้ำเคลื่อนที่ได้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีประตูเหล็กโค้งสองข้างที่ยาวด้านละ 210 ม. และสูงถึง 22 ม. ซึ่งแต่ละข้างมีน้ำหนักมหาศาลพอ ๆ กับหอไอเฟล เมื่อระดับน้ำทะเลพุ่งสูงเกิน 3 ม. ประตูกลไกอัจฉริยะนี้จะหมุนเคลื่อนเข้าหากันและจมลงสู่พื้นน้ำเพื่อเป็นกำแพงยักษ์ป้องกันเมืองโดยอัตโนมัติ
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1254058)