7 สิงหาคม 2569 1% ที่ถูกรีไซเคิล ทำไม ‘แฟชั่นรักษ์โลก’ แบบเดิมถึง ‘พัง’
อุตสาหกรรมแฟชั่นโลกกำลังเผชิญวิกฤติครั้งใหญ่ เมื่อเสื้อผ้ามือสองและวัสดุรีไซเคิลยังไม่เพียงพอที่จะหยุดกองขยะล้นโลก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ทางออกใหม่ผ่านนโยบายภาครัฐ การยกระดับแรงงานนอกระบบ และนวัตกรรมวัสดุกวาดล้างคาร์บอน ด้านประเทศไทยเองก็เริ่มขยับตัวรับมือปัญหาขยะสิ่งทออย่างจริงจังแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสแฟชั่นรักษ์โลกช่วงหลายปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยทางเลือกสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นฝ้ายออร์แกนิก โพลีเอสเตอร์รีไซเคิล การใส่ใจเรื่องแคปซูลวอร์ดโรบ หรือการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม มือสอง แต่ในความเป็นจริง กลับมีสิ่งทอเพียง 1% เท่านั้นทั่วโลกที่ถูกนำกลับมารีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะที่อุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาวัตถุดิบดั้งเดิม โดยเกือบสองในสามมาจากโพลิเมอร์ปิโตรเลียม วิกฤติขยะสิ่งทอในปัจจุบัน สะท้อนชัดเจนว่า แนวคิดแฟชั่นยั่งยืนแบบเดิมที่ผลักภาระให้ผู้บริโภคต้อง “ซื้อให้น้อยลง เลือกให้ดีขึ้น และบริจาคให้บ่อยขึ้น” ไม่สามารถขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการยังขาดหายไปในซีกโลกใต้ จนกลายเป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำ เช่น สรุปกองขยะสิ่งทอในทะเลทรายอัตตาคามา (Atacama Desert) ประเทศชิลี ตลาดกานตามานโต (Kantamanto Market) ในประเทศกานา หรือเมืองปานิปัต (Panipat) ในประเทศอินเดีย
จุดเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด อุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากการประชุมระดับรัฐมนตรีและอุตสาหกรรมสิ่งทอระดับโลกครั้งแรก (Global Textile Ministerial and Industry Summit) จัดขึ้น ณ กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี โดยความร่วมมือระหว่างองค์กร Ambition Loop, โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UN Environment Programme) และมูลนิธิ ZDHC ซึ่งมุ่งเน้น 4 เสาหลักสำคัญในการผลักดันระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริงในห่วงโซ่อุปทาน ทว่า การจะแปลงเสาหลักเหล่านี้ให้ใช้งานได้จริง จำเป็นต้องรื้อคิดใหม่ตั้งแต่กระบวนการเลือกวัสดุไปจนถึงจุดสิ้นสุดอายุขัยของเสื้อผ้า โดยมี 3 แนวทางหลักในการแก้ไขวิกฤตินี้
ทำให้โมเดลหมุนเวียนแข่งขันด้านต้นทุนได้ มาตรการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) จะช่วยดึงต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาคำนวณรวมในราคาขายจริง แต่เนื่องจากกระบวนการรีไซเคิล ซ่อมแซม และอัปไซเคิลเสื้อผ้ามีความซับซ้อนและต้องใช้แรงงานคนสูง จึงสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่ (Economies of Scale) ได้ยาก มูลนิธิ Ellen MacArthur จึงเสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับการขายต่อและการซ่อมแซมเสื้อผ้า ควบคู่กับการใช้ “พาสปอร์ตดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์” (Digital Product Passport) เพื่อให้หน่วยงานและผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาและองค์ประกอบวัสดุของเสื้อผ้าแต่ละชิ้นได้ง่ายขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดมือสองและธุรกิจซ่อมแซม
ที่มา : Bangkokbiznews (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1246116)