20 กรกฏาคม 2569 ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ทำประมงทั่วโลกปั่นป่วน ปลาอพยพหนีน้ำร้อน หวั่นทำลายระบบนิเวศทางทะเล
“ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ได้เริ่มขึ้นแล้ว ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนพุ่งสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์นี้ทำให้อุตสาหกรรมประมงทั่วโลกกระทบหนักอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้ “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุก 2-7 ปี แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำให้เอลนีโญทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น จนกลายเป็นภัยคุกคามที่ขยายวงกว้างการเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นจาก “ลมสินค้า” อ่อนกำลังลง ซึ่งในสภาวะปกติจะพัดน้ำอุ่นจากอเมริกาใต้ไปทางเอเชียและดึงเอาน้ำลึกที่เย็นและอุดมด้วยสารอาหารขึ้นมาแทนที่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “กระแสน้ำผุดในมหาสมุทร” แต่ในช่วงซูเปอร์เอลนีโญ กระบวนการนี้จะชะงักลง ทำให้น้ำที่ผิวดินอุ่นขึ้นและขาดแคลนสารอาหารที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต
เมื่อขาดสารอาหาร “แพลงก์ตอนพืช” สิ่งมีชีวิตพื้นฐานของห่วงโซ่อาหารในทะเล ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยัง แพลงก์ตอนสัตว์และปลาขนาดเล็กที่ต้องดิ้นรนหาอาหารในระดับน้ำที่ลึกขึ้นหรืออพยพไปที่อื่นเพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งประมงล่มสลาย สถานการณ์เช่นนี้สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างสุดขั้วในอุตสาหกรรมประมง บางพื้นที่มีปลาเพิ่มมากขึ้น แต่บางที่กลับไม่มีปลาเหลืออยู่เลย
เปรู แหล่งทำประมงปลาแอนโชวี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ต้องประกาศยกเลิกฤดูกาลจับปลาอย่างไม่มีกำหนด ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม เพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรปลาลดต่ำลงไปมากกว่าเดิม การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากแอนโชวี่เป็นสินค้าส่งออกหลักและเป็นแหล่งผลิตน้ำมันปลาและอาหารสัตว์ที่สำคัญของโลก
ฮุมแบร์โต สเปเซียโน ที่ปรึกษาด้านการประมงอุตสาหกรรมของเปรู ระบุว่า เรือประมงที่ติดตั้งเทคโนโลยีโซนาร์ตรวจพบปลาแอนโชวี่อยู่ที่ระดับความลึกกว่า 100 เมตร ที่น้ำเย็นกว่าและมีสารอาหารมากกว่า ด้วยความลึกระดับนี้ทำให้ไม่สามารถใช้อวนล้อมจับปลาได้ ไม่เพียงแต่เปรูเท่านั้นที่ประสบปัญหา ทางฝั่งมหาสมุทรอินเดีย รัฐบาลอินเดียก็กำลังเตรียมรับมือกับปริมาณปลาทูอินเดียที่มีจำนวนลดลงและมีขนาดเล็กลงอย่างมาก ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในแปซิฟิก แต่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกคาบสมุทร ในทางตรงกันข้าม ชาวประมงในแถบเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียกลับมองว่านี่คือโอกาสทอง เพราะสามารถจับปลาทูน่าครีบน้ำเงินได้ในปริมาณมหาศาลอย่างไม่เคยมีมาก่อน ข้อมูลระบุว่า ในครึ่งปีแรกมีการจับปลาชนิดนี้ได้มากกว่าปีที่แล้วถึงเกือบ 300,000 ตัว เนื่องจากน้ำที่อุ่นขึ้นดึงดูดปลาจากเขตร้อนให้ว่ายขึ้นมาทางเหนือ
ผู้จัดการบริษัทตกปลาเพื่อการกีฬาแห่งหนึ่งในซานดิเอโกกล่าวว่า ตอนนี้มีปลาหลากชนิดให้จับ สร้างความตื่นเต้นให้แก่การประมงของเมือง ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการประมงนันทนาการในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ราคาอาหารโลกยังคงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจับสัตว์น้ำได้น้อยลง อย่างเช่น อย่างเช่นราคาปลาแอนโชวี่ ซึ่งใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์น้ำ พุ่งสูงถึง 2,500 ดอลลาร์ต่อตัน เพิ่มขึ้น 80% จากปีที่แล้ว เป็นผลมาจากจับปลาแอนโชวี่ได้น้อยลง ทำให้การผลิตอาหารปลาทั่วโลกลดลงประมาณ 40% ในหนึ่งปี ส่งผลให้ต้นทุนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วโลกแพงขึ้น ขณะที่ ปลาแซลมอนในธรรมชาติที่ขาดแคลนอาหารจะมีสภาพผอมโซ ซึ่งทำให้มูลค่าของพวกมันลดลงอย่างรุนแรง
ที่มา : กรุงเพทธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1243464)