ONEP Learning #33 ทำไมถึงต้องใช้ GIS ในการคาดคะเนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม

สวัสดีครับทุกคน~ จาก Ep. ที่ผ่านมา แอดได้พาทุกท่านย้อนไปดูความสำคัญของคูเมืองจากในอดีตสู่ปัจจุบัน หลายท่านชื่นชอบมาก เพราะเหมือนได้ย้อนเวลาไปท่องเที่ยวในยุคต่างๆ กันเลยทีเดียว 😊 วันนี้แอดมิน ONEP Learning มีเรื่องน่าสนใจมาเล่าให้ฟังอีกแล้ว คราวนี้เป็นการมองภาพอนาคตและคาดการณ์กันครับ 🔎 ช่วงนี้หลายคนคงเห็นข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติในหลายพื้นที่ ทั้งของประเทศไทยเองและระดับโลก แน่นอนว่า บางครั้งก็เกิดผลกระทบต่อแหล่งธรรมชาติและโบราณสถานสำคัญ จนแอดเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า…หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเขารู้ได้ยังไงว่า “พื้นที่ไหน” กำลังเสี่ยง หรือควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
แล้วทุกท่านเคยสงสัยไหมว่า… ทำไมบางพื้นที่สามารถคาดการณ์น้ำท่วม ดินถล่ม หรือประเมินความเสี่ยงต่อแหล่งโบราณสถานได้ล่วงหน้า? แล้วข้อมูลเหล่านี้ถูกวิเคราะห์จากอะไร? 🤔 จริง ๆ แล้ว เบื้องหลังการวางแผนด้านสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน มีเทคโนโลยีสำคัญตัวหนึ่งที่เข้ามาช่วยรวบรวม วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมหาศาลเอาไว้ด้วยกัน จนทำให้เรามองเห็น “ความเสี่ยง” ได้ชัดขึ้นก่อนจะเกิดเหตุจริง และคำตอบสำคัญของเรื่องนี้…ซ่อนอยู่ในเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “GIS” ✨ ยุคแห่งนวัตกรรมในปัจจุบันนี้ GIS ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “เครื่องมือหลัก” ที่ขาดไม่ได้สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปแล้ว
GIS คืออะไร? 📌
GIS (Geographic Information System) หรือ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ คือ ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อ้างอิงตำแหน่งจริงบนโลก โดยเป็นการบูรณาการข้อมูลจากแผนที่ ภาพถ่ายดาวเทียม และสถิติภัยพิบัติเข้าด้วยกัน เพื่อแปลงข้อมูลให้เป็นแบบจำลองเชิงพื้นที่ที่มีความแม่นยำ เช่น พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ (จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว หรือพื้นที่ที่พายุขึ้นฝั่ง) ลักษณะทางกายภาพ (ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว หรือศูนย์กลางความกดอากาศของพายุ) รวมถึงสภาพท้องถิ่น เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน ประเภท และความสูงของอาคารในพื้นที่ เป็นต้น
ที่สำคัญนอกเหนือจากความหมายที่พูดมาก่อนหน้านี้ GIS ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยประเมินความเสี่ยง และสนับสนุนการตัดสินใจเพื่อวางแผนเชิงรุกป้องกันภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 🌱🏛️
แล้ว GIS มีความสำคัญต่องานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมยังไง?
ด้วยภารกิจของหลาย ๆ หน่วยงานด้านการดูแล อนุรักษ์ และบริหารจัดการพื้นที่แหล่งธรรมชาติ และแหล่งศิลปกรรมอันควรอนุรักษ์ ได้นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาประยุกต์ใช้ สามารถช่วยรวบรวมและบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่จากหลายแหล่ง เช่น ข้อมูลแหล่งธรรมชาติ แหล่งศิลปกรรม การใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึง ข้อมูลภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม มาวิเคราะห์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถระบุพื้นที่เสี่ยง พื้นที่เปราะบาง และพื้นที่ที่ควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษได้อย่างชัดเจน
ดังนั้น การที่หน่วยงานด้านการดูแล อนุรักษ์ และบริหารจัดการพื้นที่ต่าง ๆ นำ GIS มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการคาดคะเนความเสี่ยง นั่นเพราะ…ระบบนี้ไม่ได้เก็บแค่ “ภาพถ่าย” แต่เก็บ “ชั้นข้อมูล” ที่ซับซ้อนมาซ้อนทับกัน ทำให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนใน 3 มิติหลัก ๆ นั่นคือ
📍 เห็นความเชื่อมโยงของข้อมูล: GIS สามารถนำข้อมูลแหล่งศิลปกรรม เช่น วัดเก่า มาวางทับกับข้อมูลภัยธรรมชาติ เช่น แผนที่น้ำท่วมซ้ำซาก หรือข้อมูลมลพิษ ทำให้เห็นทันทีว่าโบราณสถานที่ไหนกำลังตกอยู่ในสถานะเสี่ยงมากน้อยพียงใด
📍 วิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต: ระบบสามารถคำนวณการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เช่น หากเมืองขยายตัวไปทางทิศใดทิศหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศหรือบดบังทัศนียภาพของแหล่งธรรมชาติหรือแหล่งศิลปกรรมอย่างไร เพื่อช่วยลดและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนที่ความเสียหายจะเกิดจริง
📍 ความแม่นยำเชิงพิกัด: เมื่อระบุความเสี่ยงได้ระดับพิกัด การจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณหรือกำลังคนลงไปดูแลพื้นที่ “เปราะบางสูง” จึงทำได้อย่างตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด
ดังนั้น การนำ GIS มาใช้จึงไม่ใช่แค่เพียงเป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพื้นที่เชิงอนุรักษ์ของหลาย ๆ หน่วยงาน ให้สามารถจัดการได้อย่างเป็นระบบ แม่นยำ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น 🌏
จากคุณสมบัติของ GIS จะเห็นได้ว่า เครื่องมือนี้มีความสำคัญต่อการคาดคะเนความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งในมิติของทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งศิลปกรรมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ การแสดงผลข้อมูลในรูปแบบแผนที่ที่เข้าใจง่าย การเชื่อมโยงปัจจัยเสี่ยงหลายมิติ เช่น ภัยพิบัติ ลักษณะภูมิประเทศ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต จึงทำให้ GIS เป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจในการวางแผนป้องกันและอนุรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว…ในโลกปัจจุบันที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การมองเห็น “พื้นที่” จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พิกัดหรือตำแหน่งบนแผนที่อีกต่อไป หากแต่คือ “การมองเห็นและคาดการณ์” ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต… GIS จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถเชื่อมโยงข้อมูลมหาศาลในปัจจุบัน มาประมวลผลเพื่อคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การวางแผนป้องกันและการบริหารจัดการความเสี่ยงในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการมีระบบคาดการณ์ที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เปราะบาง และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ไม่ให้ต้องเสื่อมสลายหรือเลือนหายไป ท่ามกลางวิกฤตการณ์ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลกระทบจากการขยายตัวของโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่อาจทำลายอัตลักษณ์และคุณค่าดั้งเดิมไปอย่างน่าเสียดาย 💚
แล้วคุณจะรู้ว่า… “แผนที่” ในยุคนี้ ไม่ได้มีไว้แค่บอกเส้นทาง แต่ยังช่วยคาดการณ์อนาคตและปกป้องทรัพยากรสำคัญของประเทศได้อีกด้วย 🛰️
ท่านใดสนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ☎️
โทรศัพท์ 0 2265 6754
กลุ่มงานพัฒนาระบบเครื่องมือและกลไกการอนุรักษ์
กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม
หรืออยากเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา คลิกที่นี่เลยครับ 💻
กองจัดการสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม https://nced.onep.go.th/
ตอนต่อไป ONEP Learning จะพาไป “รู้จักศรีเทพ จากมรดกไทยสู่เวทีโลก” เรื่องราวอันทรงคุณค่า ที่สื่อถึงความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ บอกเลยว่า อ่านแล้วจะหลงรักมรดกโลกของประเทศไทยมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ 🇹🇭✨
ฝากติดตามกันไว้เลย…รับรองว่าเข้มข้นและน่าสนใจกว่าที่คิด วันนี้แอดขอลาไปก่อนครับ พบกันวันศุกร์หน้าน้าาาา…. 👋