24 พฤษภาคม 2569 เปิดแล็บ “อาจารย์แบงก์” มศว ปั้นโมเดลพริกอินทรีย์ด้วยงานวิจัย ยกระดับเกษตรกรสู่ “นวัตกรการเกษตร”
“ ผมเป็นอาจารย์เกษตรกร ศึกษาเรื่องพริกมาทั้งชีวิต เรียนมาด้านการปรับปรุงพันธุ์พริกอย่างเดียวเพราะเป็นพืชในดวงใจเลยก็ว่าได้เพราะผมก็ชอบกินเผ็ดมาก แถมพ่อแม่ผมก็เป็นเกษตรกรทำไร่ไถนา แต่เขาคงภูมิใจที่ถึงแม้ผมจะไม่ไดเป็นเกษตรกรเหมือนเขา แต่ก็ได้ใช้ความรู้วิชาการเกษตรให้เป็นประโยชน์กับสังคม ช่วยเกษตรกรและปลูกฝังให้เด็กยุคใหม่อยากทำเกษตร อยากเป็นนวัตกรการเกษตรได้ไม่มากก็น้อย”
แม้ “พริก” จะไม่ใช่ของไทยเพราะมีต้นกำเนิดในลาตินอเมริกาที่มาถึงไทยเมื่อศตวรรษที่ 16 ทว่า “พริก” กลับกลายเป็นพืชที่ช่วยชูรสเผ็ดให้อาหารไทยได้อย่างเอร็ดอร่อยจนขึ้นชื่อถูกปากติดใจได้ในหลายเมนูในคนหมู่มาก รวมทั้ง “อาจารย์แบงก์” (ดร.ธนประสงค์ อยู่พิศิษฐ์ไตรวัติ) รองคณบดีฝ่ายบริหาร ภาควิชานวัตกรรมเกษตร วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อาจารย์นักวิจัยหนุ่มคนรุ่นใหม่ผู้ที่ชื่นชอบการกินอาหารรสเผ็ดที่มาจากพริก กระทั่งสนใจศึกษาเรื่อง “พริก” อย่างรู้ลึกรู้จริง
“ผมเรียนมาทางด้าน การปรับปรุงพันธุ์พริกต้านทานโรคแอนแทรกโนส และการผลิตพืชอินทรีย์ (โครงการที่ทำการปรับปรุงพริกสายพันธุ์ไทยให้มีความต้านทานโรคเหมาะสมกับการปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์) ผมเลยรู้เรื่องพริกมากกว่าพืชอย่างอื่น เหตุที่ผมสนใจเกษตรนี่ส่วนหนึ่งก็เพราะพ่อแม่ทำเกษตรอยู่โคราช ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด เป็นคนโคราช โตมากับสภาพแวดล้อมวิถีชีวิตชนบท รู้เรื่องเกษตรกรรมบ้างแต่ตอนนั้นก็ยังไม่อิน เลยไปเอาดีเรียนจบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ซึ่งก็เป็นคนละฟิลด์กับการหันเหมาเรียนด้านการเกษตรหลังจากที่ผมจบปริญญาตรีวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ปริญญาโท วิทยาศาสตร์ สาขาการจัดการเกษตรอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และไปเรียนจบปริญญาเอกที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลยก็จริง แต่ช่วงหนึ่งผมเคยทำงานชุมชนที่วิทยาลัยโพธิวิชชาลัยที่ มศว มาก่อน ได้คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้คนเกษตรกรและชุมชนสังคมชนทบทในการลงพื้นที่เกษตรกรรมบ่อย จนซึมซับและรู้สึกว่าเกษตรมันเป็นเรื่องใกล้ตัวคนเราที่เราเรียนรู้และมีความสำคัญในการมีชีวิต เพราะอาหารเป็นหนึ่งใน 5 ปัจจัยหลักของมนุษย์เรา แต่ทุกวันนี้คนเรามีทางเลือกในการบริโภคอาหารหลากหลาย สำคัญสุดคืออาหารต้องสะอาดปลอดภัยไร้สารเคมีได้ก็จะดีที่สุด พืชผักออแกนิค ผักอินทรีย์ที่ว่าปลอดสารเคมีก็ราคาสูงแต่จริงๆ เราปลูกกินได้ ปลูกขายได้ ผมเองก็ทั้งปลูกกินปลูกวิจัยไปในตัว ก็ได้กินได้ศึกษาควบคู่ หรืออย่างคนรุ่นใหม่บางคนก็หันมาสนใจปลูกผักอินทรีย์ ปลูกในพื้นที่จำกัดอย่างเช่นบนดาดฟ้าก็ทำได้ผล นิสิตที่ผมสอนวิชานวัตกรรมการเกษตรนี่พวกเขาก็ตั้งใจเรียนไปเพื่อเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เรียกว่า ‘นวัตกรการเกษตร’ เรียกว่าเรากำลังปลุกกระแสเทรนด์อาชีพให้เด็กเจน Z ได้มีธุรกิจจากการทำฟาร์มทำเกษตรทั้งที่เมื่อก่อนก็มองกันว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวและเป็นอาชีพของคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ปู่ย่าตายายเรา เด็กรุ่นหลังๆ ไม่สนใจ บางคนครอบครัวเป็นคนต่างจังหวัด พ่อแม่เป็นชาวไร่ชาวนา มีที่นามีไร่สวนมากมายแต่ไม่คิดจะเรียนเกษตรเพื่อเอาไปพัฒนาสร้างเม็ดเงินรายได้ต่อยอดอะไรเลยแต่ตอนนี้ค่านิยมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียนเกษตรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและมันตอบโจทย์สังคมได้ว่าการเรียนนวัตกรรมการเกษตรที่เราสอนมันไม่คร่ำครึ โบราณ มันมีความสนุก ท้าทายและสร้างงานสร้างอาชีพได้อย่างมั่งคั่งและเป็นมั่นคง สร้างเทรนด์อาชีพใหม่ของผู้เรียนนวัตกรรมเกษตรได้อย่างน่าอัศจรรย์ เช่น นักสื่อสารเพื่อชุมชน นวัตกรการเกษตร ผู้ประกอบการการเกษตรสร้างสรรค์ นักจัดการสังคม เป็นต้น วิชานี้นิสิตวิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว ก็เรียนครับวิชาเกษตรอินทรีย์ทั้งการปรับปรุงพันธุ์และการปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตอนนี้นิสิตที่ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็มีทั้งหมด 19 คน ยังมีจำนวนน้อยก็จริงแต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ว่าเราจะมีเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจและรักการเรียนเกษตรอินทรีย์แล้วจบไปเป็นเกษตรกร เป็น Smart Young Farmmer ที่มีคุณภาพไปทำงานในศาสตร์สายวิชาด้านนี้เพื่อรับใช้สังคมได้อย่างมีความรู้ที่เชี่ยวชาญ ทำได้จริง ใช้ได้จริงในชีวิตทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์ (https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/techno-news/article_336685)