15 พฤษภาคม 2569 พืช 50,000 ชนิด เสี่ยงสูญพันธุ์ภายในปี 2100 จากโลกร้อน กระทบความมั่นคงทางอาหาร-ระบบนิเวศ

เมื่อพูดถึง “การสูญพันธุ์จากภาวะโลกร้อน” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพสัตว์มากกว่าพืช แต่ความจริงแล้วพืชกำลังเผชิญหน้ากับการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพืชหลายหมื่นชนิดอาจหายไปจากโลกภายในสิ้นศตวรรษนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า พืชทั่วโลกประมาณ 7-16% หรือประมาณ 35,000 -50,000 ชนิด มีแนวโน้มจะสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยไปมากกว่า 90% และเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่งภายใน 55-75 ปีข้างหน้า
หากพิจารณาตามสถานการณ์มลพิษคาร์บอนในระดับปานกลาง

ดอง เสี่ยวหลี นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส (UC Davis) และผู้ร่วมวิจัยระบุว่า อุณหภูมิ
ที่สูงขึ้น คือตัวเร่งการสูญพันธุ์ แม้พืชบางชนิดจะพยายามปรับตัวด้วยการย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่ที่เย็นกว่าตามธรรมชาติ โดยอาศัยลม น้ำ หรือสัตว์ แต่นั่นก็อาจไม่เพียงพอ จากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์หลายล้านครั้งพบว่า ต่อให้พืชจะพยายามย้ายถิ่นเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ไม่ช่วยให้อัตราการสูญพันธุ์ลดลง ดองอธิบายว่าสาเหตุไม่ได้มาจากพืชเคลื่อนที่ช้าเกินไป แต่เป็นเพราะถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับพวกมันกำลังจะหายไปจากโลก

เธอยกตัวอย่างดอกทิวลิปที่ต้องการส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างดิน อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน แต่โลกร้อนทำให้เงื่อนไขเหล่านี้กระจัดกระจายไปคนละทิศทาง เช่น อุณหภูมิที่เหมาะสมย้ายไปทางเหนือ แต่น้ำฝนย้ายไปทางตะวันออก ในขณะที่ดินยังอยู่ที่เดิม ทำให้พื้นที่ที่ทิวลิปจะอยู่รอดได้ลดลงอย่างมาก สถานการณ์นี้ทวีความรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่อาร์กติก ซึ่งอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 4 เท่า รวมถึงในแถบเมดิเตอร์เรเนียนและออสเตรเลีย ในออสเตรเลีย ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความเสี่ยงนี้คือการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบปริมาณน้ำฝนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพืชพันธุ์ท้องถิ่น

นอกจากความเสี่ยงในอนาคตแล้ว การศึกษาจากสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว แห่งสหราชอาณาจักร พบว่า ปัจจุบัน
มีพืชดอกเกือบ 10,000 ชนิดที่อยู่ในเกณฑ์อันตราย พืชเหล่านี้มีความเก่าแก่ทางวิวัฒนาการและมีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก หากพวกมันหายไป เรื่องเล่าเกี่ยวกับ “ต้นไม้แห่งชีวิต” ทั่วโลกจะหายไปถึง 21%

เฟลิกซ์ ฟอเรสต์ นักชีววิทยาด้านวิวัฒนาการของพืช ระบุว่ามนุษย์มักให้ความสนใจกับสัตว์ที่มีขนปุยหรือมีปีกมากกว่าพืช เขากล่าวว่า “เราพยายามจะแก้ไขความไม่สมดุลระหว่างพืชและสัตว์ เพราะที่ผ่านมาพืชมักถูกละเลยแม้แต่จากองค์กรที่ทำงานด้านนี้” แม้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้บางพื้นที่ เช่น ฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดความหลากหลายของพืชเฉพาะถิ่นเพิ่มขึ้นจากการย้ายถิ่น แต่โดยภาพรวมของโลกแล้ว อัตรา
การสูญพันธุ์ยังคงสูงจนน่าตกใจ ในพื้นที่เฉพาะอย่างแคลิฟอร์เนีย พืชโบราณอย่าง spikemoss..(Selaginella) ซึ่งมีวิวัฒนาการมายาวนานกว่า 400 ล้านปี กำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ เช่นเดียวกับต้นยูคาลิปตัสในออสเตรเลียที่เป็นหัวใจสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรมพื้นเมือง และอุตสาหกรรมไม้

การจัดระเบียบใหม่ของพืชทั่วโลกจะนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์ทางธรรมชาติรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ดองระบุว่า “บางสปีชีส์จะมาพบกันเป็นครั้งแรก ซึ่งผลลัพธ์นั้นคาดเดาได้ยาก และทุกอย่างจะแตกต่างไปจากภาพจำที่เราเคยเห็นเมื่อ 40-50 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง”

ความสูญเสียนี้ไม่ได้กระทบเพียงแค่ธรรมชาติ แต่ยังส่งผลถึงมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พืชหลายชนิดที่เราใช้ประโยชน์ เช่น ต้นวานิลลา หรือพืชที่มีกลิ่นแรงที่สุดในโลกอย่าง บัวผุด (Titan Arum) ล้วนอยู่ในรายชื่อที่เสี่ยงต่อการหายไป แน่นอนว่าจะกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์และการเข้าถึงวัสดุพื้นฐานด้วย นักวิจัยมองว่า ต่อให้มนุษย์ช่วยกันการย้ายพืชไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม ก็ไม่ช่วยลดอัตราการสูญพันธุ์ทั่วโลกได้ เราจำเป็นต้องฟื้นฟูป่า การปกป้องพื้นที่ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศ และการจัดการธนาคารเมล็ดพันธุ์ควบคู่กันไปด้วย เหนือสิ่งอื่นใด การลดการปล่อยมลพิษยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งทั่วโลกจำเป็นต้องรีบดำเนินการก่อนที่ระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของชีวิตจะล่มสลายลง เพราะถ้าโลกขาดพืช สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1233683)

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy