การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนจำนวนมาก ทั้งทางตรง (ธุรกิจโรงแรม สายการบิน ผู้ประกอบการนำเที่ยว ร้านอาหาร) และทางอ้อม (ห่วงโซ่อุปทานของสินค้า บริการท้องถิ่น) โดยก่อนการระบาดของโควิด-19 (COVID-19) ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 39.9 ล้านคนในปี 2019 และมีรายได้จากการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปีเดียวกันสูงถึงระดับหลักล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญต่อ GDP ของประเทศ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์))

สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาพรวมของโลกและบริบทของประเทศไทย)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกมีความรุนแรงและชัดเจนขึ้น ทั้งอุณหภูมิพื้นผิวโลกที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิมหาสมุทรที่อุ่นขึ้น และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยรายงาน Climate Change 2021: The Physical Science Basis ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการประเมินครั้งที่ 6 (Sixth Assessment Report: AR6) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า อุณหภูมิโลกและแนวโน้มระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น และมีระยะเวลายาวนานขึ้น ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของเหตุการณ์สุดขั้ว (คลื่นความร้อน พายุฝนหนัก น้ำท่วม) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเทศไทย พื้นที่ชายฝั่งทะเล ระยะทางกว่า 2,600 กิโลเมตร กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากการกัดเซาะชายฝั่ง การทรุดตัวของที่ดิน และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นในระดับท้องถิ่น บางพื้นที่พบว่ามีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ระดับมิลลิเมตรต่อปี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อแหล่งท่องเที่ยวชายหาด เกาะ และระบบนิเวศชายฝั่ง เช่น แนวปะการังและป่าชายเลน โดยงานวิจัย

นอกจากผลกระทบด้านการรับ (Vulnerability) หรือระดับความเปราะบางหรือความเสี่ยงของในพื้นที่ชุมชน หรืออุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความสามารถในการรับมือหรือฟื้นตัวจากผลกระทบแล้ว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับโลก การท่องเที่ยวคิดเป็นร้อยละ 6–ของการปล่อย Greenhouse Gas หรือ GHG ของโลก ซึ่งหมายความว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นภาคเศรษฐกิจที่รับผลกระทบและเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในเวลาเดียวกัน

กรณีตัวอย่าง

ประเทศไทย

1) ปะการังฟอกขาวและการปิดอุทยาน การสำรวจและรายงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า การเกิดการฟอกขาวของปะการังในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเลหลายแห่ง ทั้งฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งทะเลอ่าวไทย เช่น อุทยานแห่งชาติหาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อุทยานแห่งชาติสิรินาถ จังหวัดภูเก็ต อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร จังหวัดชุมพร เป็นต้น ต้องประกาศปิดบางอุทยานชั่วคราวเพื่อลดความเสียหายและฟื้นฟู ซึ่งในปี 2567 พบอัตราการเกิดปะการังฟอกขาวระดับสูง ร้อยละ 70 – 80 ในบางพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการดำน้ำดูปะการังและธุรกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจน เนื่องจากคุณภาพทรัพยากรทางทะเลและจำนวนนักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติลดลง

2) การกัดเซาะชายฝั่งจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ภาคใต้ การเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งและการกัดเซาะชายฝั่งบริเวณชายหาดหลายแห่งในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต บางพื้นที่พบการเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งมีระยะทางเป็นเมตรต่อปี ทำให้ส่งผลกระทบต่อชายหาดซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด

ต่างประเทศ

1) มัลดีฟส์ (Maldives) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่พึ่งพาธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงรีสอร์ตอย่างมาก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของประเทศหมู่เกาะที่มีความเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยรายงานของ ธนาคารโลก (World Bank) และหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น United Nations Environment Programme (UNEP) และ United Nations World Tourism Organization (UNWTO) แจ้งเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลอาจสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวของประเทศหมู่เกาะอย่างมาก

2) Great Barrier Reef (ออสเตรเลีย) ในปี 2016–2017 เกิดเหตุการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ แนวปะการังได้รับผลกระทบรุนแรง ทำให้ในบางพื้นที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและรายได้ของชุมชนที่พึ่งพาการท่องเที่ยว

บทวิเคราะห์ (ผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางเลือกเชิงนโยบาย)

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทั้ง ทางตรง (ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย ชายหาดหาย แนวปะการังเสื่อมสภาพ โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายจากพายุ น้ำท่วม) และ ทางอ้อม (ฤดูกาลท่องเที่ยวเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม นักลงทุน ธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น) ซึ่งเมื่อผนวกรวมผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว อาจทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูญเสียรายได้และอัตราการจ้างงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริเวณ เช่น พื้นที่ชายฝั่งทะเลและเกาะท่องเที่ยว พื้นที่ที่พึ่งพาระบบนิเวศทางทะเล ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก เป็นต้น

ทางออก 2 มิติ: เชิงนโยบายและการบริหารจัดการ

1) การปรับตัว (Adaptation) หมายถึงการดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น การป้องกันชายฝั่งด้วยแนวธรรมชาติ อาทิ การฟื้นฟูป่าชายเลน การออกแบบและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถทนทานต่อพายุหรือสภาพอากาศที่รุนแรง การบริหารจัดการจำนวนผู้เยี่ยมชม (Visitor Management) เพื่อป้องกันความเสื่อมโทรมของทรัพยากรท่องเที่ยว รวมถึงการจัดทำแผนฟื้นฟูหลังเกิดวิกฤต สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยว การปรับตัวอาจรวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่น และการกระจายตลาดนักท่องเที่ยวเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป

2) การลดผลกระทบ (Mitigation) ภาคการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่มีนัยสำคัญ ดังนั้น ภาครัฐและภาคธุรกิจจึงควรร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบการคมนาคมขนส่งไปสู่การใช้พลังงานสะอาด รวมถึงการจัดการพลังงานภายในสถานประกอบการด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรม ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เช่น การใช้หลอดไฟ LED และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน การติดตั้งระบบควบคุมอุณหภูมิและเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพ การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนการใช้ระบบอัตโนมัติในการควบคุมไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องพัก ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของโรงแรมและภาคการท่องเที่ยวโดยรวม

สุดท้ายแล้ว การผสานระหว่างนโยบายระดับชาติ อาทิ การวางผังชายฝั่ง มาตรการทางการเงินสนับสนุนการปรับตัว และการรณรงค์ตลาดเชิงยั่งยืน และแนวปฏิบัติของภาคเอกชน อาทิ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บทสรุป

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งในฐานะ “ผู้ได้รับผลกระทบ” และ “ผู้มีส่วนร่วมในการก่อให้เกิดปัญหา” จากกรณีศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้น การรับมือกับปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างครอบคลุม ทั้งมาตรการปรับตัว (Adaptation) และมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ในภาคการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการกำหนดนโยบายในระดับประเทศและการส่งเสริมความร่วมมือจากผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น หากสามารถดำเนินมาตรการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวได้อีกด้วย

บทความโดย นายอามีน สัสดีวงศ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม

 แหล่งอ้างอิง

  1. Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2021). Climate Change 2021: The Physical Science Basis. Contribution of Working Group I to the Sixth Assessment Report (AR6) of the IPCC – Summary for Policymakers. https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg1/
  2. Office of the National Economic and Social Development / National Statistical Office (Thailand). (2023). Statistical Yearbook / International Tourist Arrivals and Tourism Receipts. (Statistical Yearbook). (ข้อมูลสถิติการท่องเที่ยวของไทย)
  3. Lenzen, M., et al. (2018). The carbon footprint of global tourism. Nature Climate Change, 8, 522–528. (สรุป: การท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณ 8% ของการปล่อย GHG โลกในปีข้อมูลที่ศึกษา).
  4. World Travel & Tourism Council (WTTC). (2024). Environmental & Social Research — Travel & Tourism emissions and contribution to global GHG. (รายงาน/ข่าวประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสัดส่วนการปล่อยก๊าซของภาคการท่องเที่ยว)
  5. Department of National Parks, Wildlife and Plant Conservation / Government Public Relations (Thailand). (2024, May 23). 12 marine national parks closed to combat coral bleaching. ข่าว/ประกาศ (รายงานการปิดอุทยานเพื่อเฝ้าระวังปะการังฟอกขาว)
  6. Nidhinarangkoon, P., et al. (2023). Shoreline changes and coastal erosion studies in Phuket, Thailand. MDPI / Marine Journal (ศึกษาแนวชายฝั่งในภูเก็ต — ผลกระทบจากการกัดเซาะและระดับน้ำทะเล)
  7. World Bank. (2024/2025). Maldives Country Climate and Development Report / Key Highlights. (รายงานความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศสำหรับประเทศหมู่เกาะมัลดีฟส์ — ความเสี่ยงต่อภาคการท่องเที่ยว)

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy
แบบสำรวจความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ สผ.