ONEP Learning #24 เมื่อธรรมชาติไม่มีพรมแดน…ทำไมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสำคัญ

ONEP Learning #24 เมื่อธรรมชาติไม่มีพรมแดน…ทำไมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสำคัญ

เมื่อธรรมชาติไม่มีพรมแดน…ทำไมความร่วมมือระหว่างประเทศจึงสำคัญ 🌍

เคยเป็นกันบ้างไหมครับ…เวลาได้ยินคำว่า “อนุสัญญา” หรือ “ความร่วมมือระหว่างประเทศ” แล้วรู้สึกว่าไกลตัวเหลือเกิน เหมือนเป็นเรื่องของนักการทูต นักวิชาการ หรือเวทีใหญ่ระดับโลก แต่แอดอยากบอกครับว่า ความจริงแล้ว เรื่องเหล่านี้กำลังเกี่ยวข้องกับป่า ทะเล นกอพยพ พื้นที่ชุ่มน้ำ และความมั่นคงทางอาหารที่อยู่รอบตัวเราโดยตรง เพราะธรรมชาติไม่ได้มีพรมแดน และใน Ep ที่ผ่านมา เราได้รู้แล้วว่า เส้นทางบินของนกก็ไม่ได้หยุดแค่หน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง ระบบนิเวศทางทะเลไม่รู้จักคำว่า “เขตแดน” และปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพก็ไม่เลือกประเทศ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “สผ.” หรือ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องทำงานเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายเวที โดยที่ประเทศไทยไม่เดินไปอย่างลำพัง

  1. อาเซียนกับความหลากหลายทางชีวภาพ: ภูมิภาคเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันดูแล 🌏
    เมื่อเราพูดถึง “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หลายคนอาจนึกถึงป่าเขา ทะเล หรือสัตว์หายากในประเทศของเราเอง แต่ถ้าลองถอยออกมามองให้กว้างไปที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราจะเห็นว่าธรรมชาติไม่เคยหยุดอยู่แค่เส้นแบ่งเขตแดนทางการเมืองเลย ป่าชายเลนผืนหนึ่งอาจเชื่อมต่อกับทะเลอีกประเทศหนึ่ง แม่น้ำสายสำคัญอย่างโขงไหลผ่านหลายรัฐ เส้นทางนกอพยพพาดผ่านฟ้าเดียวกันทั้งภูมิภาค ในความเป็นจริงแล้ว ระบบนิเวศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โยงใยถักทอภูมิภาคนี้เข้าไว้ด้วยกัน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม “อาเซียน” จึงมีความหมายต่อการอนุรักษ์มากกว่าที่เราคิด
    ภายใต้กรอบของประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือ ASEAN Socio-Cultural Community ความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของภูมิภาค เพราะอาเซียนถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีระบบนิเวศหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งป่าฝนเขตร้อน แนวปะการัง แหล่งชุ่มน้ำ และภูเขาสูง หากพื้นที่เหล่านี้เสื่อมโทรม ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่แค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง
    เวทีหลักที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้คือ ASEAN Working Group on Nature Conservation and Biodiversity หรือ AWGNCB ซึ่งเป็นเวทีหารือของประเทศสมาชิกเพื่อทบทวนความก้าวหน้าการอนุรักษ์ ผลักดันโครงการความร่วมมือ และประสานท่าทีของอาเซียนในเวทีโลก เรียกได้ว่าเป็น “โต๊ะกลาง” ที่ทุกประเทศต้องเอาการบ้านของตัวเองมาวาง แลกเปลี่ยน เรียนรู้ และหาทางไปต่อร่วมกัน
    ในบทบาทของประเทศไทย สผ. ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานกลางกับหน่วยงานในประเทศไทย เช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการเสนอพื้นที่คุ้มครองของไทยให้ได้รับการประกาศเป็นอุทยานมรดกอาเซียน (ASEAN Heritage Parks: AHP) และการผลักดันการบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่ภาคเกษตร หรือที่เรียกว่า mainstreaming biodiversity ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า การอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องของกรมใดกรมหนึ่ง แต่ต้องถูกฝังอยู่ในทุกนโยบายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา
    อีกกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนงานระดับภูมิภาคคือ การมี ASEAN Centre for Biodiversity (ACB) ซึ่งเป็นองค์กรซึ่งทำหน้าที่เสมือน “ศูนย์กลางความรู้” ของอาเซียน สนับสนุนงานอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนผ่านการสร้างเครือข่าย อบรม วิจัย และจัดการฐานข้อมูลระดับภูมิภาค โดยมีผู้แทนประเทศสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ ร่วมบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการกำกับศูนย์อาเซียนฯ สะท้อนหลักการว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบร่วมกัน
    ในมิติของพื้นที่คุ้มครองระดับภูมิภาค แนวคิด ASEAN Heritage Parks เกิดขึ้นจากปฏิญญาว่าด้วยพื้นที่อุทยานมรดกที่สงวนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2527 และได้รับการรื้อฟื้นในปี พ.ศ. 2546 ภายใต้ชื่อปฏิญญาอุทยานมรดกอาเซียน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการประกาศพื้นที่ซึ่ง “โดดเด่น” แต่เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแล สร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน และทำให้พื้นที่คุ้มครองเหล่านี้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการที่เข้มแข็งในระดับภูมิภาค
    ขณะเดียวกัน ภูมิภาคก็ต้องการข้อมูลที่รอบด้านเพื่อกำหนดทิศทางนโยบาย รายงาน ASEAN Biodiversity Outlook จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของประเทศสมาชิก ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์สถานภาพความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งภูมิภาค รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารวิชาการ แต่เป็น “กระจกสะท้อน” ว่าเรากำลังอยู่ตรงไหน ก้าวหน้าแค่ไหน และยังมีช่องว่างใดที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ผ่านมาได้จัดทำแล้ว 3 ฉบับ และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำฉบับที่ 4
    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราทำอะไรในประเทศของเรา” แต่คือ “เราทำอะไรในฐานะเพื่อนบ้าน” เพราะป่าชายเลน ทะเลอันดามัน แม่น้ำโขง และเส้นทางนกอพยพ ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค หากประเทศหนึ่งละเลย อีกประเทศย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ระบบนิเวศเชื่อมถึงกันหมด การอนุรักษ์จึงไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการร่วมมือ และบางที คำว่าอาเซียน อาจไม่ใช่แค่เวทีการประชุมหรือถ้อยแถลงทางการทูต แต่คือคำถามที่ย้อนกลับมาหาเราทุกคนว่า เมื่อธรรมชาติของภูมิภาคนี้เป็นผืนเดียวกัน เราพร้อมจะดูแลมันไปด้วยกันหรือยัง 🤝
    ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดเอกสาร “อาเซียน 2025: มุ่งหน้าไปด้วยกัน” เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ 👉
    https://shorturl.asia/wV0s4
  2. เวทีโลกที่เชื่อม “วิทยาศาสตร์” กับ “นโยบาย”: Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services (IPBES) 🔬
    ในโลกที่งานวิจัยถูกตีพิมพ์ปีละนับล้านฉบับ คำถามที่น่าคิดคือ งานวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเดินทางไปไกลแค่ไหน ไปไกลกว่าห้องแล็บหรือการประชุมวิชาการหรือไม่ หรือมันยังคงนอนนิ่งอยู่ในวารสารที่คนอ่านจำกัดเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
    จากคำถามนี้เอง ทำให้เกิดเวทีระดับโลกอย่าง Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2012 โดยมีโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายมากว่า “จะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศ ไม่หยุดอยู่แค่บนกระดาษ แต่ถูกแปลงเป็นนโยบายที่ใช้ได้จริง”
    IPBES จึงถูกออกแบบให้เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “นักวิทยาศาสตร์” กับ “ผู้กำหนดนโยบาย” บทบาทสำคัญของเวทีนี้คือการประเมินองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ลักษณะเป็นองค์กรอิสระระหว่างรัฐบาลใกล้เคียงกับ Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC ซึ่งเป็นองค์กรที่นำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ IPBES มุ่งเน้นเสนอการนำองค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการของระบบนิเวศ ดังนั้น รายงานของ IPBES ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมข้อมูล หากเป็นการสังเคราะห์หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการทบทวนอย่างเข้มข้น โดยการมีส่วนร่วมของรัฐบาล นักวิชาการ ตลอดจนชนพืนเมืองและชุนชนท้องถิ่น เพื่อจะทำให้ข้อมูลวิชาการไม่ได้อยู่แค่ในตำราแต่สามารถนำเสนอทางเลือกให้รัฐบาลสามารถใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    นอกจากการประเมินองค์ความรู้แล้ว IPBES ยังพัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ นำข้อมูลไปปรับใช้ได้จริง เสริมสร้างสมรรถนะของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาให้เข้าถึงองค์ความรู้และมีส่วนร่วมในกระบวนการประเมิน และสื่อสารสาระสำคัญสู่สาธารณะในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพราะความรู้ที่ดี หากสื่อสารไม่ถึง ก็อาจไม่มีพลังเปลี่ยนแปลงใด ๆ
    ข้อมูลและข้อค้นพบจาก IPBES ถูกนำไปใช้สนับสนุนการประชุมสมัชชาภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention on Biological DIversity: CBD) และเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ หลายถ้อยคำในเอกสารนโยบายระดับโลก มีรากฐานมาจากกระบวนการประเมินทางวิทยาศาสตร์ของเวทีนี้
    แล้วประเทศไทยได้อะไรจากการเข้าร่วม?
    คำตอบแรกคือการเข้าถึงองค์ความรู้ล่าสุดระดับโลก ไม่ต้องรอให้ข้อมูลตกผลึกนานหลายปี ประเทศสามารถรับรู้แนวโน้ม ความเสี่ยง และช่องว่างเชิงนโยบายได้อย่างทันท่วงที คำตอบถัดมาคือการมีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนการกำหนดนโยบายภายในประเทศ ทำให้การตัดสินใจไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ แต่ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองในระดับสากล และอีกมิติหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยคือการยกระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีโลก เพราะการมีส่วนร่วมในกระบวนการวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบร่วมต่ออนาคตของโลก 🌐
    ท้ายที่สุดแล้ว IPBES อาจไม่ใช่เพียงเวทีของผู้เชี่ยวชาญ แต่คือคำถามชวนคิดสำหรับทุกประเทศว่า เราจะปล่อยให้ความรู้กับนโยบายเดินคนละทาง หรือจะทำให้สองสิ่งนี้เดินเคียงกัน เพื่อให้การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่แค่ถ้อยคำสวยงามในเอกสาร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง
    ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 👉
    https://ipbes.net/
  3. เส้นทางบินที่เชื่อม 22 ประเทศ: East Asian-Australasian Flyway Partnership (EAAFP) 🐦
    ลองเงยหน้ามองท้องฟ้าในช่วงฤดูอพยพ คุณอาจเห็นเพียงฝูงนกที่บินเป็นรูปตัววี แต่เบื้องหลังภาพนั้นคือเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง 22 ประเทศ และเส้นทางบินที่ยาวไกลหลายหมื่นกิโลเมตร เส้นทางนี้มีชื่อว่า East Asian-Australasian Flyway Partnership หรือ EAAFP หนึ่งใน 9 เส้นทางนกน้ำอพยพที่สำคัญที่สุดของโลก
    เส้นทางดังกล่าวเริ่มต้นจากพื้นที่ตอนเหนืออย่างรัสเซียและอลาสก้า พาดผ่านเอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลงไปจนถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ตลอดแนวเส้นทางนี้ มีนกน้ำอพยพมากกว่า 50 ล้านตัว จากกว่า 250 ชนิด ใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นจุดพัก เติมพลัง และสืบพันธุ์ในแต่ละช่วงชีวิต พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ หากเส้นทางบินนี้เป็น “ทางด่วน” พื้นที่ชุ่มน้ำแต่ละแห่งก็คือ “จุดพักรถ” ที่ขาดไม่ได้แม้แต่แห่งเดียว
    ประเทศไทยเองก็เป็นหมุดหมายสำคัญในเครือข่ายนี้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปากแม่น้ำกระบี่ ปากทะเล–แหลมผักเบี้ย โคกขาม และบางปู ซึ่งทำหน้าที่รองรับนกอพยพจำนวนมากในแต่ละปี พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเฉพาะในระดับท้องถิ่น แต่คือชิ้นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศระดับภูมิภาคและระดับโลก
    ภายใต้กรอบความร่วมมือของ EAAFP มีการจัดประชุมภาคี (Meeting of Partners: MOP) ทุก ๆ 2 ปี เพื่อทบทวนแผนกลยุทธ์ ติดตามความก้าวหน้า และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศสมาชิก เพราะการดูแลนกอพยพไม่อาจทำแบบโดดเดี่ยวได้ การอนุรักษ์ต้องมองทั้งเส้นทาง ไม่ใช่แค่ปลายทาง
    ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความเชื่อมโยง หากประเทศใดประเทศหนึ่งทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ว่าจะด้วยการพัฒนาเมือง การถมทะเล หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน วงจรชีวิตของนกทั้งเส้นทางอาจสะดุดทันที นกที่บินมาไกลหลายพันกิโลเมตรอาจไม่พบพื้นที่พักที่ปลอดภัย ส่งผลต่อการรอดชีวิตและการสืบพันธุ์ในระยะยาว และเมื่อประชากรนกลดลง ระบบนิเวศที่พึ่งพากันเป็นห่วงโซ่ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
    เรื่องของนกอพยพจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของคนรักนก แต่เป็นบทสะท้อนว่าธรรมชาติไม่เคยรู้จักคำว่า “พรมแดน” ความร่วมมือแบบพหุภาคีจึงไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นความจำเป็น เพราะในโลกที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งต้องพึ่งพาพื้นที่หลายประเทศ การอนุรักษ์ก็ต้องเดินทางไกลพอ ๆ กับพวกมันเช่นกัน ✈️
  4. แล้วประชาชนได้อะไรจากความร่วมมือเหล่านี้? 🤔
    นี่อาจเป็นคำถามที่ตรงที่สุด และสำคัญที่สุด เพราะท้ายที่สุดแล้ว นโยบายทุกฉบับ เวทีทุกเวที และข้อตกลงทุกข้อ ควรสะท้อนกลับมาที่คุณภาพชีวิตของผู้คน
    ประการแรกคือ “ความมั่นคงทางอาหาร” ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือฐานรากของเกษตรกรรมที่ยั่งยืน เมื่อดินยังดี น้ำยังสะอาด ความหลากหลายของแมลงผสมเกสรและสิ่งมีชีวิตในไร่นายังทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่ ผลลัพธ์คืออาหารที่ปลอดภัยและมั่นคงมากขึ้นในระยะยาว พูดง่าย ๆ คือ หากธรรมชาติแข็งแรง ระบบอาหารของเราก็แข็งแรงตามไปด้วย
    ประการที่สองคือ “การป้องกันภัยธรรมชาติ” พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน และแนวปะการัง เปรียบเสมือนแนวป้องกันภัยตามธรรมชาติที่ช่วยลดแรงกระแทกจากน้ำท่วม พายุ และคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง การอนุรักษ์จึงไม่ใช่เพียงการรักษาทรัพยากร แต่คือการลงทุนเพื่อความปลอดภัยของชุมชนในระยะยาว
    ประการที่สามคือ “นโยบายที่มีฐานวิทยาศาสตร์” เมื่อประเทศไทยใช้ข้อมูลจาก Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services และกลไกความร่วมมือของอาเซียนมาประกอบการตัดสินใจ นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมย่อมตั้งอยู่บนหลักฐานที่ผ่านการประเมิน ไม่ใช่การคาดการณ์หรือการตัดสินใจตามกระแสระยะสั้น ซึ่งหมายถึงความรอบคอบ โปร่งใส และน่าเชื่อถือมากขึ้น
    ประการที่สี่คือ “โอกาสทางเศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่ ASEAN Heritage Parks หรือการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับกรอบภูมิภาค ล้วนช่วยสร้างรายได้ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศในฐานะสังคมที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ในโลกที่ตลาดให้คุณค่ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจก็เปิดกว้างมากขึ้นเช่นกัน
    และประการสุดท้ายคือ “เสียงของประเทศไทยในเวทีโลก” เมื่อเรามีบทบาทเชิงรุกในเวทีความร่วมมือ ไม่ว่าจะระดับภูมิภาคหรือระดับนานาชาติ ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้รับกติกา แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทาง การมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทางของการเจรจาหมายถึงการได้สะท้อนผลประโยชน์และบริบทของประเทศอย่างแท้จริง
    ดังนั้น ความร่วมมือเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเพียงภาษาทางการในเอกสารระหว่างประเทศ หากแต่เป็นโครงสร้างเบื้องหลังความมั่นคง อาหาร ความปลอดภัย เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีของประเทศที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของเราทุกคนอย่างแนบแน่น 🌿
    ไม่ว่าจะเป็นเวทีภูมิภาค เวทีโลก หรือความร่วมมือเรื่องนกอพยพที่บินข้ามครึ่งโลก ทั้งหมดมันบอกเราชัด ๆ ว่า “ธรรมชาติไม่เคยมีพรมแดน” แล้วเราจะดูแลมันแบบต่างคนต่างทำได้ยังไง? ความร่วมมือระหว่างประเทศเลยไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่แค่ศัพท์เท่ ๆ ในเอกสารราชการ แต่คือกลไกสำคัญที่ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นนโยบายจริง การอนุรักษ์กลายเป็นการลงมือทำจริง และสุดท้ายก็ย้อนกลับมาที่คุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน ทั้งเรื่องอาหาร ความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โอกาสเศรษฐกิจสีเขียว และบทบาทของไทยในเวทีโลก
    ONEP Learning ตอนหน้า แอดบอกเลยว่าห้ามพลาดดดดดดด! 😆
    เพราะถ้าไม่ตามไว้ เดี๋ยวคุยกับเค้าไม่รู้เรื่องนะครับ ซึ่งตอนหน้าแอดขอพาไปต่อกับอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ “ประชาชนอย่างเรา ๆ จะมีส่วนร่วมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพได้ยังไง?” ต้องทำอะไรบ้าง มีช่องทางไหนเปิดให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้จริง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเป็นพลังเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วเปลี่ยนอนาคตธรรมชาติของประเทศเราไปด้วยกัน 💚

OnepLearning #สผ #Onep #MNRE #ทสหนึ่งเดียว

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy
แบบสำรวจความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ สผ.