7 มีนาคม 2569 พืชใกล้สูญพันธุ์มีจำนวนเพิ่มขึ้น หลังปลูกใกล้ ‘แผงโซลาร์เซลล์’

พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นพลังงานสะอาดที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โครงการฟาร์มโซลาร์เซลล์
จึงเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ทะเลทรายที่รับแสงอาทิตย์ได้ปริมาณมาก แต่การสร้างโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ทะเลทราย อาจสร้างผลกระทบต่อพืชและสัตว์ท้องถิ่น นักวิจัยพยายามค้นหาวิธีการที่จะพัฒนาพลังงานสะอาดไปพร้อมกับการรักษาภูมิประเทศเดิมเอาไว้

อย่างไรก็ตาม การศึกษาล่าสุดในรัฐเนวาดา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยการสร้างฟาร์มโซลาร์ที่ผ่านการวางแผนอย่างรอบคอบ สามารถทำให้พืชทะเลทรายหายากสามารถเจริญเติบโตได้ดีท่ามกลางแผงโซลาร์เซลล์ และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การศึกษาที่นำทีมนักนิเวศวิทยาจากสถาบันวิจัยทะเลทราย (DRI) นำโดย ทิฟฟานี่ เปเรย์รา ซึ่งได้เฝ้าติดตามพืชหายากที่ชื่อว่า “ธรีคอร์เนอร์ มิลค์เวตช์” (Threecorner milkvetch) ที่ขึ้นอยู่แถวแผงโซลาร์เซลล์ ของโครงการ Gemini Solar Project ในรัฐเนวาดา พบว่า ในปี 2024 มีพืชชนิดนี้ถึง 93 ต้นในพื้นที่โครงการ เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับก่อนก่อสร้างโครงการในปี 2018 ที่พบเพียง 12 ต้นเท่านั้น

ธรีคอร์เนอร์ มิลค์เวตช์ เป็นพืชในตระกูลถั่วที่เติบโตต่ำติดดิน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Astragalus geyeri var. triquetrus ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพืชใกล้สูญพันธุ์ โดยรัฐเนวาดาจัดให้เป็นพืชที่ตกอยู่ในอันตรายขั้นวิกฤติและได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากวงจรชีวิตของมันขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่หาได้ยากในทะเลทรายโมฮาวี

โครงการโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ มักจะใช้วิธีถางต้นไม้และปรับหน้าดินให้เรียบก่อนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งไม่เพียงแต่ ทำลายต้นไม้บนดินเท่านั้น แต่ยังทำลายเมล็ดพันธุ์ที่เก็บสะสมอยู่ในดินชั้นบน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่สำหรับโครงการ Gemini Solar Project ใช้วิธีที่การปรับหน้าดินและพยายามหลีกเลี่ยงการทำลายพืชพรรณเดิม ซึ่งช่วยให้ต้นพืชรอดตาย และเมล็ดพันธุ์เติบโตงอกขึ้นใหม่ได้อีกด้วย พืชที่พบในโครงการมีขนาดใหญ่กว่าพืชที่เติบโตในธรรมชาติในเกือบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความกว้าง ความสูง รวมถึงจำนวนดอกและผล จากข้อมูลระบุว่า พืชในโครงการเริ่มออกผลเร็วกว่าปกติเกือบ 3 สัปดาห์ และผลิตดอกได้มากกว่าถึง 8 เท่า และให้ผลมากกว่าถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับต้นที่อยู่นอกโครงการ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตนี้คือ “ไมโครไคลเมต” (microclimate) หรือสภาพภูมิอากาศย่อยที่เกิดขึ้นภายใต้แผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงร่มเงาจากแผงโซลาร์เซลล์ช่วยลดอุณหภูมิที่หน้าดินและชะลอการระเหยของน้ำหลังจากฝนตก ทำให้ดินมีความชื้นยาวนานขึ้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1223353)

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy
แบบสำรวจความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ สผ.