5 พฤษภาคม 2564 นกชนหิน ว่าที่สัตว์ป่าสงวนลำดับที่ ๒๐ พบในป่าดิบอุทยานแห่งชาติเขาหลวง

ที่มา:

https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9640000042734

นกชนหิน๑ ใน ๑๓ นกเงือกของประเทศไทย เป็นนกประจำถิ่นที่อาศัยอยู่ตามป่าดิบในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ซึ่งในการสำรวจเมื่อปี ๖๒ พบกระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์เพียง ๓ แห่งของประเทศไทยเท่านั้น ได้แก่ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง  เพจเฟซบุ๊ค ประชาสัมพันธ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชรายงานว่า นกชนหิน เป็นหนึ่งในสัตว์ป่าเฉพาะถิ่นของอุทยานแห่งชาติเขาหลวง อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นอุทยานแห่งชาติสำคัญอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของโลก มีรายงานสำรวจพบเฟิร์นบนเขาหลวงมากกว่า ๒๐๐ ชนิด เช่น เฟิร์นบัวแฉก (พันธุ์ไม้โบราณ) เฟิร์นมหาสดำ (เฟิร์นต้นขนาดใหญ่ที่พัฒนามาก่อนยุคไดโนเสาร์) เป็นสุดยอดแหล่งรวมกล้วยไม้เมืองใต้ นอกจากนี้ ป่าผืนนี้ยังเป็นอาณาจักรของสัตว์เฉพาะถิ่นอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ นกชนหิน ซึ่งถือว่าเป็นนกเงือกชนิดหนึ่งที่มีสายพันธุ์กรรมเก่าแก่ยาวนานถึง ๔๕ ล้านปี มีลักษณะเด่นกว่านกเงือกชนิดอื่น ๆ อยู่ตรงที่สันบนจะงอยปากใหญ่หนาเนื้อในสีขาวตันคล้ายงาช้าง และมีขนหางพิเศษคู่หนึ่ง ซึ่งจะงอกยาวเลยขนหางเส้นอื่นๆ ออกไปมากถึง ๕๐ ซม. ปกตินกชนหินหากินในระดับยอดไม้ กินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ลูกไทร บางครั้งกินสัตว์อื่น ๆ เช่น กิ้งก่า กระรอก และนกอีกด้วย มักจะอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ ฤดูผสมพันธุ์เริ่มราวปลายเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ. ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นช่วงที่มีการขยายพันธุ์ โดยเลือกทำรังอยู่บนต้นไม้สูง และใช้วัสดุปิดปากรังเช่นเดียวกับนกเงือกชนิดอื่น ๆ เพียงแต่ว่ารังของนกชนหินจะค่อนข้างพิถีพิถันกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ พวกเขาเลือกหารังเฉพาะที่อยู่บนตอไม้ หรือเข้าได้ทางด้านบนเท่านั้น เพราะส่วนหัวที่ตันและหางที่ยาว อีกทั้งนกชนหินออกลูกเพียงตัวเดียวเท่านั้น และใช้เวลาเลี้ยงลูก อยู่ในรังนานกว่านกเงือกชนิดอื่นๆ คือ ๕ เดือน โดยที่แม่นกจะอยู่กับลูกในโพรงตลอดเวลา โดยไม่มีการพังโพรงออกมาก่อน นกชนหินตัวผู้ทำหน้าที่หาอาหารส่งเสบียงมาให้ตลอดเวลา เสียงร้องของนกชนหินนั้นไม่เหมือนนกชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะนกตัวผู้ส่งเสียงร้องติดๆ กันดังๆ ว่า “ตู๊ก…ตู๊ก” ร้องทอดเป็นจังหวะติดต่อกันยาว โดยเสียงร้องจะกระชั้นขึ้น และพอจะสุดเสียง เสียงร้องจะคล้ายกับเสียงคนหัวเราะประมาณ ๔-๖ ครั้ง แต่พอตกใจจะแผดเสียงสูงคล้ายเสียงแตร และเมื่อเกิดการต่อสู้กันเพื่อแย่งอาณาเขต นกชนหินจะใช้ส่วนหัวที่หนาชนกัน รวมถึงบางครั้งอาจจะบินชนกันในอากาศจึงได้ชื่อว่า “นกชนหิน”

ปัจจุบันประชากรนกชนหินเหลือน้อยลง เพราะการคุกคามของมนุษย์ ทั้งถูกล่าเพื่อเอาสันบนจะงอยปากบนไปแกะสลักทำเป็นเครื่องใช้และเครื่องประดับ และจากการสูญเสียแหล่งอาศัย จึงมีสถานะอนุรักษ์เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และอนุสัญญาไซเตสจัดเอาไว้ในบัญชีที่ ๑ ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย รวมถึง IUCN Red List จัดให้นกชนหินอยู่ในเกณฑ์ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (critically endangered – CR) “การสูญพันธุ์ของนกชนหินคงไม่ใช่แค่ความสูญเสียในระดับพื้นที่ที่ต้องขาดผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ชั้นหนึ่งในป่า แต่นับเป็นโศกนาฎกรรมระดับโลกเลยทีเดียว ถ้าเราไม่อาจปกป้องสายพันธุ์ที่มีความมหัศจรรย์เช่นนี้ไว้ได้”

การปกป้องนกชนหินที่มีการยกระดับจากสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าสงวนลำดับที่ ๒๐ นั้น ศ.ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิจัยนกเงือกให้ความเห็นว่า “มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ กฎหมายในการดูแลนกชนหินจะมีความเข้มข้นขึ้น แต่เมื่อมีกฎหมายแล้วต้องเข้มงวดในการบังคับใช้ด้วย ซึ่งกรณีตัวอย่างจากทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พบมีการใช้ประโยชน์จากป่ามาก แต่ไม่มีการอนุรักษ์ ทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้” ข้อเสีย หากนกชนหินถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าสงวน เรื่องการทำวิจัยจะยุ่งยากขึ้น เพราะต้องกำหนดเขตหวงห้าม ซึ่งอาจจะเป็นการปิดกั้นนักวิจัยจากภายนอก ในขณะเดียวกันหากไม่มีการเฝ้าระวังนกชนิดนี้ก็อาจจะหายไปโดยธรรมชาติ เพราะไม่สามารถเจาะโพรงเองได้ และยังต้องเป็นโพรงลักษณะพิเศษอีกด้วย ดังนั้นการจัดอันดับให้เป็นสัตว์ป่าสงวน แต่ไม่มีการเฝ้าระวังที่ดี ในที่สุดนกก็จะค่อย ๆ ลดลง หรือหายไปโดยที่อาจไม่มีคนล่า แต่เพราะไม่มีที่ทำรัง ในทางกลับกันการยกสถานะนกชนหินเป็นสัตว์ป่าสงวนอาจยิ่งเป็นการเพิ่มค่าหัวหรือสร้างแรงจูงใจของนักล่ามากยิ่งขึ้นด้วยเพราะเป็นสัตว์ป่าสงวน ดังนั้นควรเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมศึกษาพัฒนาแนวทางในการอนุรักษ์นกชนหินอย่างเหมาะสม