4 เมษายน 2569 ‘ปลาบึก’ ในแม่น้ำโขงใกล้สูญพันธุ์ หายากขึ้น ตัวเล็กลง ผลจากการสร้างเขื่อน-ประมงเกินขีดจำกัด
รายงานล่าสุดจากอนุสัญญาว่าด้วยการอนุรักษ์ชนิดพันธุ์สัตว์ป่าที่อพยพย้ายถิ่น (CMS) ภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ประชากรปลาน้ำจืดที่อพยพย้ายถิ่นทั่วโลกมีจำนวนลดลงอย่างรุนแรงถึง 81% นับตั้งแต่ปี 1970 ปลาเหล่านี้เป็นแต่กลับเป็นกลุ่มสัตว์ที่มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์สูงที่สุดกลุ่มหนึ่งในปัจจุบัน
ปลาอพยพเหล่านี้ ไม่ได้มีความสำคัญแค่ในเชิงระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังแหล่งโปรตีนและรายได้หลักของชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำสายหลักทั่วโลก หากพวกมันหายไปจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์มากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก
ปัจจัยหลักที่ทำให้ปลาเหล่านี้มีจำนวนลดลง คือ การสร้างเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้แม่น้ำขาดความต่อเนื่องและเกิดการแตกแยกของถิ่นที่อยู่ เขื่อนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ปิดกั้นเส้นทางการเดินทางไปยังแหล่งวางไข่ แต่ยังเปลี่ยนกระแสน้ำและอุณหภูมิที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของปลา
นอกจากปัญหาเรื่องเขื่อนแล้ว ปัญหามลพิษที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำวิกฤตินี้ให้รุนแรงขึ้น อุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้นและระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบโดยตรงต่อความทนทานและการแพร่กระจายของปลาอพยพ ทำให้พวกมันต้องเผชิญกับแรงกดดันในทุกช่วงวัยของชีวิต
ขณะเดียวกัน การทำประมงเกินขนาดและการล่าที่ผิดกฎหมายก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชากรปลาลดลงอย่างรวดเร็ว ปลาสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่มักจะตกเป็นเป้าหมายหลักของการล่า ซึ่งส่งผลให้ปลาเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะเติบโตจนถึงวัยเจริญพันธุ์หรือส่งต่อพันธุกรรมไปยังรุ่นต่อไปได้ทัน
“แม่น้ำโขง” เป็นหนึ่งในพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพน้ำจืดสูงที่สุดในโลก และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาอพยพที่มีความสำคัญระดับโลก แต่ตอนนี้ระบบการอพยพของปลากำลังล่มสลาย จำนวนปลาลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “ปลาบึก” ปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก กำลังตกอยู่ในสถานะวิกฤตต่อการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง
ขณะที่ มิเชล ธีม รองประธานฝ่ายปลาน้ำจืดของ WWF สหรัฐ กล่าวอย่างชัดเจนว่า “แม่น้ำไม่รู้จักพรมแดน และปลาที่พึ่งพาแม่น้ำก็ไม่รู้จักพรมแดนเช่นกัน” เธอเรียกร้องให้มีการมองแม่น้ำเป็นระบบที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด และเร่งลงทุนในการแก้ไขปัญหาในระดับลุ่มน้ำก่อนที่เวลาจะหมดลง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1227716)