28 เมษายน 2569 วิธีกินดื่มแบบรักษ์โลก ทำได้ง่าย แค่ลดขยะอาหาร-ซื้ออาหารท้องถิ่น
ในปี 2026 สภาพอากาศร้อนจัด เราช่วยโลกได้ด้วย “การกินคาร์บอนต่ำ” เน้นพืช ลดเนื้อแดง กินของท้องถิ่นตามฤดูกาล และลดขยะอาหาร รวมถึงการกินเพื่อสุขภาพ จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากอาหารได้ สูงสุดถึง 42% ทั้งประหยัด ดีต่อสุขภาพ และช่วยโลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
อย่างแรกคือ เลือกรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักและลดปริมาณเนื้อสัตว์กับผลิตภัณฑ์จากนม เนื่องจากเนื้อแดง เช่น เนื้อวัวและเนื้อแกะ รวมถึงนมเนย มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์สูงที่สุดในบรรดาอาหารทั้งหมด การเปลี่ยนมาใช้โปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง หรือเมล็ดธัญพืช ไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เกือบสามในสี่ แต่ยังเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและราคาประหยัดอีกด้วย
การเลือกรับประทานอาหารตามฤดูกาลและสนับสนุนผลผลิตในท้องถิ่น แทนที่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะอาหารที่เติบโตตามธรรมชาติในฤดูกาลนั้นไม่ต้องพึ่งพาการใช้โรงเรือนที่ควบคุมอุณหภูมิด้วยพลังงานสูง ขณะเดียวกันยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคการขนส่งได้อีก
นอกจากนี้ การเลือกอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปน้อยที่สุด เช่น ผลไม้สดและผักสด แทนขนมขบเคี้ยวหรืออาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-processed foods) จะช่วยลดทั้งการใช้พลังงานในโรงงานและลดผลกระทบต่อร่างกายไปพร้อมกัน
การลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเลือกซื้อสินค้าแบบตักแบ่ง หรือรีฟีล รวมถึงใช้ถุงผ้าส่วนตัว ตลอดจนพกแก้วติดตัวและลดการใช้หลอดพลาสติก เพราะกระบวนการผลิตและกำจัดพลาสติกสร้างก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาล และหากเลือกได้ การใช้วิธีปรุงอาหารที่ประหยัดพลังงาน เช่น การใช้ไมโครเวฟ หรือการปิดฝาหม้อขณะต้มน้ำ ก็เป็นส่วนเล็กๆ ที่ช่วยลดการใช้พลังงานในครัวได้เช่นกัน
การกินเพื่อโลกไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป งานวิจัยระบุว่าการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่มีราคาประหยัด เช่น ปลาขนาดเล็ก ไข่ ถั่ว และผักพื้นบ้าน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอาหารได้ถึงหนึ่งในสาม และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าอาหารทั่วไปที่เราคุ้นเคย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้จำเป็นต้องเลิกกินอาหารมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง เช่น กาแฟและช็อกโกแลต แค่ลดปริมาณการบริโภคลงเพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1231043)