28 สิงหาคม 2569 ‘ขี้ยาง’ ไอเดียสุดเลิศ สู่ ‘หวายเทียม’ รักษ์โลก เพิ่มมูลค่า 30 เท่า
การเปลี่ยน “ขี้ยาง” ราคาถูกสู่ “เส้นหวายเทียม” แบรนด์ PARASAN ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนของการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก นอกจากจะช่วยขจัดปัญหาวัตถุดิบราคาตกต่ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังสร้างบทเรียนสำคัญว่า งานวิจัยไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์รักษ์โลก และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (ARDA) กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและผู้ส่งออกยางธรรมชาติรายสำคัญของโลก มีพื้นที่ปลูกยางกว่า 23.8 ล้านไร่ และมีเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่า 1.7 ล้านราย แต่ยางส่วนใหญ่ยังจำหน่ายในรูปวัตถุดิบที่มีราคาผันผวนตามตลาดโลก ความท้าทายของอุตสาหกรรมยางพาราไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาด สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ โครงการ “การขยายผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นหวายเทียมกลิ่นหอม ทนเชื้อรา แบคทีเรีย แสงแดด และรังสียูวี จากยางธรรมชาติผสมเทอร์โมพลาสติก” ซึ่ง ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี โดยมี นายอัรฟัน หะสีแม เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งเริ่มจากการที่คณะนักวิจัยลงพื้นที่ศึกษาปัญหาของเกษตรกรในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จำหน่ายยางก้อนถ้วยในราคาต่ำ ขณะที่วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตเครื่องจักสานกลับประสบปัญหาขาดแคลนหวายธรรมชาติและมีต้นทุนสูง ทางคณะวิจัยฯ จึงพัฒนา “เส้นหวายเทียมจากยางธรรมชาติ” เพื่อเป็นวัตถุดิบทดแทนที่ผลิตได้ภายในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพาราไทย ผลจากการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตยางก้อนถ้วยคุณภาพสูง มีราคารับซื้อ 30–50 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่วิสาหกิจชุมชนสามารถผลิตเส้นหวายเทียมได้ 250–300 กิโลกรัมต่อวัน สร้างมูลค่าการจำหน่ายไม่น้อยกว่า 7,500 บาทต่อวัน ก่อนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น กระเช้าผลไม้ โซฟา เก้าอี้ โคมไฟ ซึ่งตอบโจทย์ตลาดเฟอร์นิเจอร์ โรงแรม รีสอร์ต และงานตกแต่งภายในที่ต้องการวัสดุทดแทนหวายธรรมชาติ โดยมีราคาจำหน่ายตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อชิ้น นอกจากนี้ ทางโครงการยังเชื่อมโยงเครือข่าย 3 วิสาหกิจชุมชน ในจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงตลาดปลายทาง ตอกย้ำว่างานวิจัยสามารถยกระดับสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างอุตสาหกรรมชุมชน และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายอัรฟัน หะสีแม หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่า หวายเทียมจากยางธรรมชาติสามารถขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ สามารถปรับคุณสมบัติให้เหมาะกับการใช้งาน และมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงหวายธรรมชาติ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านทานเชื้อรา แบคทีเรีย แมลง แสงแดด และรังสียูวี และมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งมากกว่าหวายธรรมชาติที่มีอายุเฉลี่ยเพียง 1–2 ปี นอกจากนี้วัสดุได้รับการทดสอบคุณสมบัติตามวิธีมาตรฐาน ASTM D1646 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จึงพร้อมต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพาราประเภทอื่น เช่น หลังคาเทียมจากยางพาราเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราไทยต่อไป ปัจจุบันมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ 3 วิสาหกิจชุมชน โดยในระดับชุมชน เทคโนโลยีถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “PARASAN” เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ด้านนางวรรลัดดา พรหมสุข รองประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปยางบ้านตาชี กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้ชุมชนเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ขายวัตถุดิบ” สู่ “ผู้ผลิตสินค้านวัตกรรม” เกิดการจ้างงานกว่า 150 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาประกอบอาชีพในบ้านเกิด
ที่มา : www.bangkokbiznews.com (https://www.bangkokbiznews.com/economics/1248344)