26 มิถุนายน 2569 ไม่ใช่แค่เทรนด์แต่คือ ‘ทางรอด’ ทำไมธุรกิจยุคใหม่ ถ้าทำลายสิ่งแวดล้อมจะกู้เงินยากขึ้น

เป็นเวลานานหลายทศวรรษที่โลกขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนสมมติฐานที่ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างมั่นคง ยืดหยุ่น และหาอะไรมาทดแทนได้เสมอ แม้เราจะรู้ลึกๆ ว่ามันไม่จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นสมมติฐานที่ ‘สะดวก’ ดีในการเร่งการเติบโต ผลักภาระต้นทุนแฝงออกไปนอกบัญชี และละเลยความเสี่ยงที่ระบุไม่ได้ในงบการเงิน แต่ในวันนี้ รายงาน Global Risks Report จากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) สะท้อนชัดเจนว่า ตรรกะเดิมๆ กำลังชนเพดาน ความเสี่ยงด้านการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การขาดแคลนน้ำ และวิกฤติสภาพภูมิอากาศ ได้กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงทางการเงินและระบบซัพพลายเชนทั่วโลกไปแล้ว

เปลี่ยนโครงสร้างทุนนิยม เมื่อธรรมชาติคือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ฟรีอีกต่อไป ความจริงที่เจ็บปวดคือ ระบบการเงินในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อรีดเค้นผลประโยชน์สูงสุดจากสิ่งที่เรามองเห็นและวัดค่าได้เท่านั้น ส่วนสิ่งที่เราพึ่งพิงอย่างระบบนิเวศกลับถูกมองข้าม แต่ในปัจจุบัน ภาคธุรกิจเริ่มตระหนักแล้วว่า การสร้างมูลค่าในระยะยาวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากฐานรากของธรรมชาติที่มั่นคง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระดับโลกคือ ซัพพลายเชนของสินค้าเกษตร เช่น น้ำมันปาล์ม หรือโกโก้ ที่ปัจจุบันไม่ได้ถูกมองแค่เรื่อง “ต้นทุน” อีกต่อไป แต่โยงใยไปถึงความสมบูรณ์ของดิน แหล่งน้ำ และความเป็นอยู่ของชุมชน จนนำไปสู่การเกิดพันธมิตรร่วมทุนระหว่างองค์กรใหญ่และเกษตรกรรายย่อยเพื่อร่วมกันแบกรับความเสี่ยง นอกจากนี้ มุมมองต่อธรรมชาติกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่เรายอมควักเงินมหาศาลเพื่อบำรุงรักษา “โครงสร้างพื้นฐาน” อย่างถนนหรือเสาไฟฟ้า วันนี้ป่าไม้ที่ช่วยคุมสภาพอากาศ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำที่ช่วยบำบัดน้ำเสีย กำลังถูกนับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่สถาบันการเงินต้องนำมาคำนวณความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

GAEA และพลังของ ‘เงินทุนหนุนความเปลี่ยนแปลง’ ความท้าทายในปัจจุบันคือ เงินทุนส่วนใหญ่ยังคงวิ่งตามผลตอบแทนระยะสั้น การลงทุนในระบบนิเวศที่ต้องใช้เวลาเป็นทศวรรษจึงแข่งขันได้ยาก นี่จึงเป็นเหตุผลให้เกิดแพลตฟอร์มอย่าง GAEA (Global Accelerator for Earth Action) ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง โดยการระดมทุนเชิงกลยุทธ์ (Catalytic Capital) จากพันธมิตรกว่า 50 ราย รวมมูลค่ากว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.4 แสนล้านบาท) เพื่อกระจายความเสี่ยง ปลดล็อกข้อจำกัดทางการตลาด และหนุนโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม “ในโลกยุคใหม่ การเติบโตทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เส้นขนานที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ต้องเดินไปด้วยกัน ผู้นำธุรกิจที่กล้าขยับตัวก่อนและพิสูจน์ ได้ว่าโมเดลรักษ์โลกสามารถทำเงินได้จริง คือผู้ที่จะกุมความได้เปรียบในการแข่งขันยุคหน้า”

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ (https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1239513)

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy