26 สิงหาคม 2564 รณรงค์อนุรักษ์นกกก สัตว์ป่าคุ้มครอง

ที่มา: https://tna.mcot.net/latest-news-766030

นายธนิตย์ หนูยิ้ม ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 (นครสวรรค์) กล่าวว่า บันทึกภาพของน้องกกหนึ่ง นกกกเพศผู้ที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี เป็นสัตว์ป่าของกลาง เจ้าหน้าที่เฝ้าประคบประหงมป้อนอาหารเลี้ยงดูจนสุขภาพสมบูรณ์เเข็งเเรง จนกระทั่งน้องกกหนึ่งอายุได้ประมาณ 6 เดือน ปล่อยให้ใช้ชีวิตอิสระ จนตอนนี้อายุ 4 ปีเเล้ว น้องกกหนึ่งมีนิสัยขี้อ้อน แม้จะบินออกไปหากินในป่าได้เอง แต่ยังกลับมาอ้อนขออาหารและผลไม้จากเจ้าหน้าที่ตลอด โดยน้องกกหนึ่งโชว์ลีลารับผลไม้จากเจ้าหน้าที่อย่างแม่นยำ อีกตัวคือ น้องซาฟี่ เป็นเพศเมียซึ่งมาอยู่ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า เนื่องจากเป็นสัตว์ป่า ปัจจุบันกกหนึ่งและซาฟี่เริ่มเข้าคู่กัน ช่วงเช้าจะมารอพี่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมอาหารให้กิน ที่หน้าโรงเตรียมอาหารสัตว์ป่าได้แก่ ผลไม้ อาหารสำเร็จรูป จิ้งหรีด เนื้อสัตว์บ้างบางมื้อ หลังจากอิ่มเเล้ว จะบินไปทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น อาบเเดด อาบน้ำฝน รวมถึงหาผลไม้ป่ากิน เช่น ลูกมะเม่า ลูกเถาคัน ลูกหว้า ลูกองุ่นป่า ลูกไทร หรือบางครั้งจับสัตว์ขนาดเล็กกินบ้างเช่น ตุ๊กแก กิ้งก่า งู ตกบ่ายจะเเวะมาที่โรงเตรียมอาหารอีกครั้ง รอกินอาหารที่พี่ๆ จัดเตรียมให้ พอพลบค่ำก็จะบินขึ้นนอนบนยอดไม้สูง นกกก (นกกาฮัง นกกะวะ หรือนกอีฮาก) มีถิ่นกำเนิดในอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ ตลอดถึงเมียนม่าร์ ไทย และเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยมีทั่วไปเกือบทุกภาคยกเว้นภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และเคยมีมากที่เกาะตะรุเตา เป็นนกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจำพวกนกเงือกของประเทศไทย โดยมีขนาดลำตัว 122 ซม. ตัวผู้และตัวเมียโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวผู้จะมีขนาดใหญ่กว่า และต่างกันตรงที่ตัวผู้มีตาสีแดงทับทิม โหนกมีสีดำที่ด้านหน้าและด้านท้าย ตัวเมียตาสีซีดหรือสีขาว และไม่มีสีดำที่โหนก จากกลางโหนกของนกกกลงมามีสีเหลืองอ่อนปนสีส้ม สีนี้เกิดจากต่อมน้ำมันที่ก้น เมื่อนกตายลงสีนี้จะหายไปด้วย

ฤดูกาลผสมพันธุ์คือ ในหน้าหนาวจนถึงหน้าร้อน ซึ่งจะวางไข่ตามโพรงไม้สูง วางไข่ครั้งละ 1-2 ฟอง ก่อนวางไข่ตัวเมียจะเข้าไปในโพรงแล้วตบแต่งโพรงก่อน ตัวผู้คาบดินผสมกับมูลของตัวเมียโบกปิดปากโพรง หรืออาจใช้อาหารที่กินเข้าไปแล้วสำรอกออกมาเพื่อปิดปากโพรง เหลือช่องไว้ตรงกลางพอให้ตัวเมียยื่นปากออกมาได้ ขณะที่ตัวเมียกกไข่และเลี้ยงลูกอยู่นี้ ตัวผู้จะหาอาหารมาเลี้ยงลูกและเมียของมัน โดยจะจับคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวตลอดชีวิต

นกกกอาศัยอยู่ตามป่าดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบเขาที่มีต้นไม้สูง ชอบอยู่กันเป็นฝูงเล็ก ๆ ฤดูผสมพันธุ์จะอยู่กันเป็นคู่ ชอบกระโดด และร้องเสียงดัง ซึ่งเสียงอาจฟังได้ความว่า “กก กก หรือ กาฮัง กาฮัง” ขณะหากินร้องเสียงดังมาก เวลาบินจะกระพือปีกสลับกับร่อน เสียงกระพือปีกดังคล้ายเสียงหอบ ปกติจะเกาะตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ผลในป่า บริเวณต้นที่มีผลสุกชนิดที่ชอบ มันจะมากินทุกวันจนผลไม้หมด จึงไปหากินที่ต้นอื่น

อาหารประจำของนกกกคือ ผลไม้ต่าง ๆ และสัตว์เล็ก ๆ เช่น กิ้งก่า แย้ หนู งู โดยเอาหางจับฟาดกับกิ่งไม้ให้ตายก่อน แล้วเอาปากงับตลอดตัวให้เนื้อนิ่มกระดูกแตก แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ อ้าปากรับให้สัตว์นั้นเข้าไปในปากแล้วกลืนลงไป เมื่อกินผลไม้ แล้วตลอดเส้นทางบิน จะถ่ายมูล แล้วเมล็ดสามารถงอกเป็นต้นขึ้นใหม่ จึงมีความสำคัญต่อความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่ามาก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจึงรณรงค์ให้ช่วยกันอนุรักษ์นกกกมาอย่างต่อเนื่อง

LinksLinks2