19 มกราคม 2569 บูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพในกลยุทธ์องค์กร
การให้ความสำคัญกับ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ Biodiversity ไม่ได้เพียงเพื่อลดความเสี่ยงด้านธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศ หรือสิทธิมนุษยชน เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจ ทั้งการเข้าถึงตลาดทุนและแหล่งเงินทุน การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ การสร้างความน่าเชื่อถือแก่องค์กร ตลอดจนการสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมา มีการผลักดันให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น
ทั้งจากนโยบายระดับโลก เช่น กรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพของโลก (Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework: KM-GBF) นโยบายระดับประเทศ เช่น การที่ประเทศไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับประเทศ (National Biodiversity Strategies and Action Plans: NBSAPs) และเป้าหมายระดับชาติด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงมาตรฐานการรายงานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น European Sustainability Reporting Standards (ESRS E4) และ Global Reporting Initiative (GRI 101 Biodiversity 2024) และมาตรฐานที่เชื่อมโยงกับรายงานทางการเงินอย่าง International Sustainability Standards Board (ISSB) ซึ่งปัจจุบันมีแผนพัฒนามาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านธรรมชาติ โดยใช้กรอบของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เป็นกรอบอ้างอิงด้วยเช่นกัน
ท่ามกลางบริบทที่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของธุรกิจ ทำให้ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายงานที่ดูแลเรื่องความยั่งยืนเท่านั้น แต่เป็นวาระร่วมของคณะกรรมการและผู้บริหารทุกระดับที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนทิศทางโดยรวม และเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรในการพัฒนาและเติบโตอย่างยั่งยืน คณะกรรมการและผู้บริหารจึงควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการประเด็นดังกล่าวเข้ากับการกำกับดูแลและกลยุทธ์องค์กร เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่ง ก.ล.ต. พร้อมสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนผ่านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ การให้ข้อมูลและแนวทางที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการส่งเสริมการรายงานที่โปร่งใสสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ที่มา : https://www.wealthythai.com/th/updates/insurance/44568