19 กันยายน 2564 สภาพอากาศสุดขั้ว! WMO ส่งสัญญาณหายนะ “เกิดถี่และรุนแรงขึ้น”

ที่มา : https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9640000092821

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกเป็นรายงานฉบับแรก ตรวจสอบความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่าง 3 ปัจจัย คือ คุณภาพอากาศกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการล็อคดาวน์จากการควบคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 แม้ว่าได้รับข่าวดีในช่วงแรกๆ ว่าการระบาดของโรคเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การปล่อยมลพิษลดลง แต่สิ่งที่ตามมาอีกนั้นยังไม่จบ ผลลัพธ์จากมาตรการล็อกดาวน์ที่รัฐบาลกำหนดและข้อจำกัดการเดินทางเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 ส่งผลให้คุณภาพอากาศดีขึ้นในหลายส่วนของโลก ตัวอย่าง เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย) มีปัญหาอนุภาคในอากาศลดลง 40% ในปี 2563 นี่เป็นข่าวดี แต่เป็นข่าวดีแค่ช่วงสั้นๆ เพราะทันทีที่โรคระบาดคลายตัวลง การล็อคดาวน์ก็ไม่จำเป็นอีก การปล่อยมลภาวะก็จะเพิ่มขึ้นอีก แต่มันไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะ WMO ยังพบด้วยว่า ในช่วงเวลาเดียวกันเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมกลับทำให้เกิดพายุทรายและฝุ่นรวมถึงไฟป่าที่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

WMO กล่าวถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ว่า ระหว่างปีที่แล้วและในปีนี้ที่มีการล็อคดาวน์ ถึงแม้ว่ามนุษย์จะปล่อยมลภาวะลดลง (ซึ่งก็ไม่ได้ลดอย่างยั่งยืนอีก) ธรรมชาติยังทำหน้าที่แทนมนุษย์ในการทำให้ภาวะโลกร้อนติดลมบนจนกระทั่งไม่ต้องมีมนุษย์ ธรรมชาติก็ยังขับเคลื่อนกระบวนการทำลายคุณภาพอากาศด้วยตัวมันเอง มีเหตุการณ์ที่รุนแรงมากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2563 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ของมวลชีวภาพ โดยเฉพาะไฟป่าหลายพื้นที่ เช่น ในไซบีเรียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อน ไฟป่าเหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษจนเกิดผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ และไม่ใช่แค่ในพื้นที่นั้น ๆ พวกเขายังพบว่า เหตุการณ์ไฟป่าในออสเตรเลียยังทำให้คุณภาพอากาศลดลงอย่างมากในส่วนต่างๆ ของโลก

WMO ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสามารถส่งผลต่อระดับมลพิษโดยตรง พวกเขาบอกว่า ความถี่และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อนอาจนำไปสู่การสะสมของสารมลพิษใกล้พื้นผิวของโลกมากขึ้น รายงานระบุว่าไฟป่าที่รุนแรงได้ปะทุขึ้นในหลายส่วนของโลก ฝุ่นและพายุทรายขนาดมหึมายังทำให้มลพิษทางอากาศแย่ลงอีกด้วย

นี่คือความน่ากลัวของ “climate change” ถึงแม้ว่า น้ำมือมนุษย์จะมีส่วนอย่างมากที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ แต่เมื่อมันติดลมบนแล้ว เราจะพบว่า ธรรมชาติเริ่มที่จะขับเคลื่อนการทำลายตัวเองโดยไม่ต้องยืมมือมนุษย์อีก ธรรมชาติแปรปรวนจนสร้างไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดในช่วงเวลาแค่ 2 ปีมานี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นช่วงที่มนุษย์กักตัวเองและลดการสร้างมลพิษ

LinksLinks2