18 กุมภาพันธ์ 2564 เปิดโปงเครือข่ายไทเกอร์ควีนส์ ลอบค้าเสือส่งจากลาว – ไทยจนร่ำรวย

ที่มา:

https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5974413

รายงานเชิงสืบสวนสอบสวน พบเครือข่ายค้าสัตว์ป่า “ไทเกอร์ ควีนส์” ร่ำรวยจากการลักลอบค้าเสือในประเทศลาวและไทย โดยเพาะเลี้ยงขึ้นมาเพื่อทำเงินโดยเฉพาะ คล้ายกับเรื่องราวในซีรีส์สารคดีอาชญากรรมเรื่อง Tiger King (ไทเกอร์ คิง) ทางเน็ตฟลิกซ์ ความต้องการบริโภคเนื้อ และอวัยวะเสือของประเทศจีนและเวียดนามเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนประชากรชนชั้นกลางที่มากขึ้น เพราะบางคนเชื่อว่ากินอวัยวะเสือแล้วจะทำให้พละกำลังแข็งแกร่งดั่งเสือ และนิยมนำกระดูกหรืออวัยวะต่างๆ ของเสือมาปรุงเป็นยาแผนโบราณ แหล่งส่งออกในประเทศลาวและไทยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายส่งสินค้าไปถึงผู้บริโภค และยังใช้ของเลียนแบบที่นำเข้ามาจากแอฟริกาอีกด้วย “ฟรีแลนด์” องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทำงานเพื่อต่อต้านการลักลอบค้าสัตว์ป่าและองค์กรการกุศล “รณรงค์หยุดค้าสัตว์ป่า” เชื่อว่า “ไทเกอร์ ควีนส์” หรือเหล่าราชินีเสือ เป็นเครือข่ายค้าเสือที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โกยรายได้มหาศาลจากการค้าเสือ เครือข่ายบางแห่งผสมพันธุ์เสือ และโฆษณาว่าเป็นสวนเสือ หรือสวนสัตว์ อ้างเหตุผลด้านการท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ แต่แท้จริงแล้วเพาะเสือเพื่อขายเสือและอวัยวะ ซึ่งอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายในประเทศลาว และการคอร์รัปชันแสวงหาประโยชน์จากสัตว์ป่าที่กำลังสูญพันธุ์ สตีฟ กัลสเตอร์ ผู้ก่อตั้งฟรีแลนด์กล่าวว่า พ่อค้าคนกลางในประเทศลาวใช้ฟาร์มเสือเป็นช่องทาง ตบตา ทำให้ดูเหมือนว่าสัตว์ป่าที่ลักลอบข้ามพรมแดนมาจากประเทศไทยไปยังประเทสลาวเป็นสัตว์ที่เพาะเลี้ยงขึ้นเองในฟาร์มของลาวพร้อมทั้งเอกเอกสารกำกับ

นอกจากนี้ การเพาะสัตว์ป่ายังเป็นการลดการพึ่งพาชาวไทยที่จัดหาสัตว์ป่าในประเทศไทย ฟรีแลนด์เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้วฟาร์มเสือในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศลาว มีเสือประมาณ ๓๐ ตัว และส่งลูกเสือมีชีวิต และเสือโตเต็มวัยข้ามไปยัประเทศลาว อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ยังพบซากเสือ ๖ ตัว และหัวเสือ ๖ หัวในที่เกิดเหตุจากการตรวจสอบดีเอ็นดีของเสือที่มีชีวิตปรากฏว่าเสือ ๓ ตัวมียีนที่ไม่ตรงกับเสือตัวอื่น แสดงว่าเสืออาจถูกจับมาจากที่อื่น ส่วนในประเทศลาว พบบริษัทแห่งหนึ่งมีความเกี่ยวพันกับฟาร์มเสือ และฟาร์มลิง โดยเจ้าของกิจการมีศักดิ์เป็นลูกสะใภ้ของอธิบดีกรมศุลกากร สปป.ลาว แม้ว่าทั้งประเทศลาวและไทยมีกฎหมายที่ผูกพันกับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส แต่ยังมีช่องโหว่อยู่

องค์กรตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Investigation Agency หรือ EIA) รายงานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ใบอนุญาตให้เพาะเลี้ยง และขนส่งเสือทำได้ง่ายมาก และไม่มีกฎระเบียบป้องกันไม่ให้มีสินค้าที่มีส่วนประกอบจากเสือวางขายในตลาด กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรบริษัทนี้เพราะเกี่ยวข้องกับกิจการผิดกฎหมาย รวมทั้งลักลอบขนส่งยาเสพติด มนุษย์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่า พร้อมทั้งระบุว่า จ้าว เว่ย มหาเศรษฐีคุมพื้นที่นี้ ส่วน ซู กุ้ยชิน ภรรยา ฉายา “ราชินีเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ” ได้ประโยชน์ทำกำไรมหาศาลจากการลักลอบค้าสัตว์ป่า ทั้งหมีดำ ตัวนิ่ม เสือ แรดและช้าง

เด็บบี แบงก์ จากอีไอเอกล่าวว่า ในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำหาซื้อผลิตภัณฑ์จากเสือได้ง่ายมาก รวมทั้งไวน์กระดูกเสือซึ่งชาวเวียดนามนิยมบริโภค เนื่องจากชาวเวียดนามนิยมบริโภคไวน์กระดูกเสือ วิไซ แก้วสว่าง ชาวลาว หาทางรวยจากธุรกิจนำเข้ากระดูกสิงโตจากแอฟริกาซึ่งราคาต่ำกว่ากระดูกเสือ ๒๕ เท่า นำมาดองไวน์แล้วหลอกว่า เป็นไวน์กระดูกเสือ แต่นายวิไซหลบหนีไป หลังจากถูกเปิดโปงความจริง เด็บบี แบงก์ จากอีไอเอ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากไม่ได้ตรวจดีเอ็นเอ ผู้บริโภคจะไม่มีทางทราบความแตกต่างระหว่างกระดูกเสือกับกระดูกสิงโต ยิ่งในช่วงการระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันไปสั่งซื้อผ่านทางออนไลน์แทบทั้งหมด ช่องโหว่ที่เป็นทำเลทอง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ริมแม่น้ำโขง แขวงบ่อแก้ว ตรงข้ามกับ จ. เชียงราย ประเทศไทย พื้นที่นี้เป็นของประเทศลาวก็จริง แต่ปล่อยให้บริษัท คิงส์ โรมัน กรุ๊ป ที่จดทะเบียนในฮ่องกงทำสัญญาเช่า ๙๙ ปี

LinksLinks2