18 กุมภาพันธ์ 2564 นักวิทยาศาสตร์รัสเซียไขปริศนาหลุมยักษ์ในไซบีเรีย อาจโยงภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

ที่มา: https://www.khaosod.co.th /around-the-world-news/news_5974275

นักวิทยาศาสตร์ไขความลับของหลุมขนาดใหญ่ที่ปรากฏตัวในเขตทุนดราไซบีเรีย บนคาบสมุทรยามัลและกีดา ในอาร์กติกรัสเซีย คาดว่าเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภาพถ่ายจากโดรนแบบจำลองสามมิติ และปัญญาประดิษฐ์ช่วยเผยความลับของหลุมปริศนาเหล่านี้ หลุมดังกล่าวเป็นหลุมที่ ๑๗ นับตั้งแต่การค้นพบหลุมลักษณะนี้หลุมแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ จากการระเบิดอย่างรุนแรงของก๊าซมีเทนจนน้ำแข็ง และเศษหินหลายร้อยก้อนกระเด็นออกไปเมื่อปีที่แล้ว เหลือร่องรอยเป็นวงกลมปากกว้างบนพื้นดิน และโพรงว่างใต้ดิน “หลุมใหม่ได้รับการรักษาอย่างดีโดยเฉพาะ เนื่องจากน้ำผิวดินยังไม่รวมตัวในหลุมเมื่อเราไปสำรวจ ทำให้เราได้ศึกษาหลุมที่สดใหม่ และยังไม่ผ่านการย่อยสลาย” นายเยฟกีนี ชูวีลิน นักวิทยาศาสตร์ผู้นำการวิจัย ศูนย์การกู้คืนไฮโดรคาร์บอน สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสคอลโคโว ในกรุงมอสโกระบุ เป็นครั้งแรกที่คณะนักวิจัยสามารถใช้โดรนบินลึกลงไปในหลุม ซึ่งต่ำกว่าพื้นดิน ๑๐ – ๑๕ ม. จึงจับภาพรูปร่างโพรงใต้ดินที่ก๊าซมีเทนก่อตัว นายชูวีลินเป็นส่วนหนึ่งของคณะนักวิทยาศาสตร์รัสเซียที่เยือนหลุมดังกล่าวเมื่อเดือน ส.ค. ๒๕๖๓ และการค้นพบดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสารจีโอไซแอนซ์ (ธรณีศาสตร์) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

โดรนถ่ายภาพราว ๘๐ ภาพ ทำให้คณะนักวิจัยสร้างแบบจำลอง ๓ มิติ ของหลุม ซึ่งมีความลึก ๓๐ ม. เท่ากับรถบัส ๓ คัน ต่อกัน อีกอร์ โบโกยัฟเลนสกี แห่งสถาบันวิจัยน้ำมันและก๊าซสถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซีย ทำหน้าที่เป็นนักบินโดรนกล่าวว่า เขาต้องนอนราบบนขอบหลุมลึกเท่ากับตึก ๑๐ ชั้น และห้อยแขนสองข้างเหนือปากปล่องเพื่อควบคุมโดรน “เราเกือบสูญเสียโดรนไป ๓ ครั้ง แต่ประสบความสำเร็จในการได้ข้อมูลเพื่อนำไปทำแบบจำลอง ๓ มิติ” นายโบโกยัฟเลนสกีกล่าว แบบจำลองดังกล่าวซึ่งแสดงถ้ำ หรือโพรงที่ผิดปกติในส่วนล่างของหลุม ส่วนใหญ่ยืนยันสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เคยตั้งสมมติฐานว่า ก๊าซมีเทนก่อตัวในโพรงในน้ำแข็ง ทำให้เนินดินปรากฏขึ้นที่ระดับพื้นดิน เนินดินมีขนาดใหญ่ขึ้นก่อนระเบิดจนน้ำแข็ง และเศษดินอื่นๆ กระเด็นออกไป เหลือแต่หลุมไว้ ส่วนสิ่งที่ยังไม่มีความชัดเจนคือว่า ก๊าซมีเทนมาจากไหน อาจมาจากชั้นลึกภายในโลก หรือใกล้พื้นผิว หรือทั้งสองอย่างรวมกัน“แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีผลต่อความเป็นไปได้ที่หลุมระเบิดจากก๊าซจะปรากฏในชั้นดินเยือกแข็งคงตัวในอาร์กติก” นายชูวีลินกล่าว ด้วยการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม คณะนักวิจัยยังสามารถระบุได้ว่า หลุมก่อตัวขึ้นเมื่อใด เชื่อว่าเนินดินจะระเบิดในช่วงใดช่างหนึ่งระหว่างวันที่ ๑๕ พ.ค. – ๙ มิ.ย. ๒๕๖๓ หลุมถูกพบครั้งแรกในระหว่างการบินเฮลิคอปเตอร์ในวันที่ ๑๖ ก.ค. ๒๕๖๓ เวลาดังกล่าวไม่ได้จากการสุ่ม นี่เป็นช่วงเวลาของปีที่มีพลังงานสุริยะไหล่บ่าเข้ามาจำนวนมาก ทำให้หิมะละลายและชั้นบนของพื้นดินร้อนขึ้น ทำให้ลักษณะและปฏิกิริยาดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไป” นายชูวีลินกล่าว แม้ว่าหลุมเหล่านี้จะปรากฏในพื้นที่ที่มีประชากรเบาบางมาก แต่เกิดความเสี่ยงต่อคนพื้นเมืองและโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซ และหลุมเหล่านี้มักถูกพบโดยบังเอิญระหว่างเที่ยวบินของเฮลิคอปเตอร์หรือฝูงกวางเรนเดียร์

ทำแผนที่และทำนายการระเบิดของหลุม

จนถึงตอนนี้มีการบันทึกหลุม ๑๗ แห่ง แตยังไม่ทราบว่ามีหลุมทั้งหมดเท่าไร และหลุมต่อไปจะสามารถระเบิดได้เมื่อไร คณะนักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีเครื่องมือดีพอเพื่อตรวจสอบ และทำแผนที่หลุมที่ปลดปล่อยก๊าซออกมา แม้ว่าทีมศูนย์วิจัยภูมิอากาศวูดเวลล์ ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงในภูมิประเทศอาร์กติก และในที่สุดอาจคาดการณ์ได้ว่า หลุมที่จะระเบิดครั้งต่อไปอาจเกิดขึ้นที่ใด คณะนักวิจัยคิดค้นอัลกอริทึมเพื่อหาจำนวนการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความสูงของเนินดิน และการขยายตัวหรือการหดตัวของทะเลสาบในสองคาบสมุทร คือ ยามัล และกีดา แบบจำลองของนักวิทยาศาสตร์ทำนายหลุมทั้งหมด ๗ หลุมอย่างถูกต้อง ตามที่นักวิทยาศาสตร์รายงานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๐ และเปิดเผยการก่อตัวของหลุมใหม่อีก ๓ แห่ง คณะนักวิจัยพบหลุมเป็นเพียงสัญญาณที่ไม่มั่นคงว่า พื้นที่เหนือสุดของโลกใบนี้ ๓๒๗,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยร้อยละ ๕ ของพื้นที่ดังกล่าวที่ทีมงานสำรวจเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันในภูมิทัศน์ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๗ – ๒๕๖๐ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมถึงการยุบตัวของพื้นดิน การก่อตัวของทะเลสาบใหม่ๆ และการหายไปของทะเลสาบอื่นๆ และการกัดเซาะของแม่น้ำ ตามผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารจีโอไซแอนซ์ในเดือนม.ค. ปีนี้ “หลุมเหล่านี้แสดงถึงกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบมาก่อน หลุมและการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันอื่นๆ ที่เกิดขึ้นทั่วภูมิทัศน์ของอาร์กติกบ่งบอกว่า อาร์กติกร้อน และน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้อยู่อาศัยในอาร์กติกและทั่วโลก” ซู นาตาลี ผู้อำนวยการโครงการอาร์กติกจากศูนย์วิจัยภูมิอากาศวูดเวลล์ และผู้ร่วมการวิจัย กล่าวในแถลงการณ์

LinksLinks2