12 กันยายน 2569 มจธ. คิดค้น “สูตรปลูกต้นไม้ 3 ชั้น” ดัก PM2.5 สูงสุด 40.5% ใช้ AI ออกแบบ “เกราะสีเขียว” ปกป้องคนกรุงเทพฯ
นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พัฒนาโปรแกรมจัดสวนลดฝุ่นด้วย AI รวบรวมข้อมูลพืชไทย 73 ชนิด พบการปลูกแบบ 3 ระดับให้ประสิทธิภาพดักฝุ่นสูงกว่าการปลูกแบบชั้นเดียวถึง 5 เท่า เตรียมนำร่องพื้นที่จริงย่านรัชดาภิเษก
8 กันยายน 2569 ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ เป็นความท้าทายของการออกแบบและบริหารเมือง โดยข้อมูลพบว่าแหล่งกำเนิด PM2.5 มาจากรถยนต์ดีเซลร้อยละ 46 การเผาชีวมวลร้อยละ 22 อนุภาคทุติยภูมิร้อยละ 14 รถยนต์เบนซินร้อยละ 11 และแหล่งอื่นอีกร้อยละ 7 ทำให้บทบาทของ “ต้นไม้” เปลี่ยนจากพื้นที่เพื่อความร่มรื่นสู่ “พื้นที่สีเขียวลดฝุ่น” ด้วยการผสานองค์ความรู้ด้านพืชและกระบวนการพืชบำบัดเข้ากับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบเซ็นเซอร์ และซอฟต์แวร์จำลองสามมิติ
รศ.ดร.ชัยรัตน์ ตรีทรัพย์สุนทร อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์ชีวภาพเชิงบูรณาการและนวัตกรรม คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี และหัวหน้าห้องปฏิบัติการ Remediation (RMT) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และทีมวิจัย ได้พัฒนา “โปรแกรมจัดสวนลดฝุ่น” เพื่อพยากรณ์ประสิทธิภาพของสวนลดฝุ่น โดยภายในโปรแกรมประกอบด้วยพันธุ์พืชไทย 73 ชนิด แบ่งเป็นไม้ประดับ 51 ชนิด ไม้ยืนต้น 13 ชนิด และไม้พุ่ม 9 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพลดฝุ่นแตกต่างกันตามลักษณะของใบ ทั้งความหนาแน่นของปากใบ ขนบนใบ ความขรุขระของพื้นผิว และชั้นไข โดยพืชที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กัลปพฤกษ์ นีออน โมก รวมถึงเฟิร์นข้าหลวง เฟิร์นใบมะขาม พลูด่าง กลุ่มคล้า และกวักมรกต
รศ.ดร.ชัยรัตน์ กล่าวว่า ต้นไม้จะเครียดเมื่อโดนฝุ่นสะสมมากๆ โดยตอบสนองด้วยการปิดปากใบ เพื่อกักเก็บน้ำ และเมื่อเครียดถึงจุดหนึ่งจะสลัดใบทิ้งและหยุดทำหน้าที่ทันที งานวิจัยจึงไม่ได้หยุดเพียงแค่หาว่าต้นอะไรดักฝุ่นได้ดี แต่ต้องหาคำตอบว่าจะรักษาประสิทธิภาพการดักฝุ่นของพืชได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สภาพแวดล้อมจริงของเมืองอย่างไร จุดเปลี่ยนสำคัญของงานวิจัยเกิดขึ้นเมื่อทีมพบว่าการเลือกชนิดต้นไม้เพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอ เพราะรูปแบบการปลูกและการจัดวางมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดักฝุ่น จึงพัฒนาการจัดวางพืชแบบหลายระดับ ผสมไม้คลุมดิน ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นเรือนยอดสูง เพื่อรับและชะลอการเคลื่อนที่ของอากาศ ในระดับต่างๆ ผลการศึกษาพบว่าการปลูกแบบ 3 ระดับ สามารถลดฝุ่นได้สูงสุดถึงร้อยละ 40.5 ในช่วงฤดูฝุ่น เพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ประมาณร้อยละ 9.9 และช่วยลดความเร็วของลมปั่นป่วน ขณะที่การจัดวางพืชแบบชั้นเดียวให้ผลเพียงร้อยละ 6-8.2 สะท้อนว่าการรับมือ PM2.5..ในเมืองไม่ใช่เพียงเรื่องจำนวนต้นไม้ แต่การออกแบบ พื้นที่สีเขียวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
ที่มา : www.Tcijthai.com (https://www.tcijthai.com/news/2026/9/current/15305)