วิกฤติแม่น้ำกก

วิกฤติแม่น้ำกก

แม่น้ำกกเป็นแม่น้ำสายหลักและแม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนือ มีความยาวรวม 285 กิโลเมตร ไหลจากทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำในเขตรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ก่อนเข้าสู่ประเทศไทยทางอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และไหลผ่านจังหวัดเชียงรายลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน ลุ่มน้ำกกมีพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 10,875 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งมีประชากรจำนวนมากประมาณ 657,940 คน ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำแห่งนี้ และพึ่งพาแม่น้ำกกในการดำรงชีวิต ทั้งด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการประมงพื้นบ้าน

ปัจจุบันแม่น้ำกกเกิดวิกฤตการณ์คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมและมีสารพิษปนเปื้อนอย่างรุนแรง ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการปนเปื้อนของสารหนู และโลหะหนักอื่น ๆ เช่น แคดเมียม ทองแดง ปรอท ตะกั่ว เป็นต้น ที่ชะล้างมาจากกิจกรรมทำเหมืองแร่ในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ทั้งภายในและต่างประเทศ ประกอบกับสารเคมีจากการเกษตรและน้ำเสียจากภาคครัวเรือนที่ปล่อยลงสู่ลำน้ำโดยตรง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำที่เคยสะอาดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคและสารพิษ จึงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากสัตว์น้ำมีตุ่มแดง ตุ่มพุพองรอบปากและลำตัว แผลเน่าเปื่อยตามตัวและเหงือก และผลผลิตทางการเกษตรมีการปนเปื้อนและสะสมสารพิษ ทำให้เกิดการลดลงของผลิตผลและคุณภาพอาหารที่ส่งออกสู่ตลาด จนส่งผลกระทบต่อรายได้หลักของชาวบ้านและเกษตรกรที่ลดลงเช่นกัน อีกทั้งปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำประปา

ด้านสังคมและสุขภาพประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกกต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง อาทิ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากการสะสมสารพิษในร่างกายจากการใช้น้ำในการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการกินสัตว์น้ำที่มีสารพิษปนเปื้อน ทำให้ความมั่นคงทางอาหารลดลงและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของจังหวัดเชียงรายซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากภาพลักษณ์แม่น้ำที่เคยสวยงามถูกแทนที่ด้วยความกังวลเรื่องมลพิษทางน้ำ ทำให้นักท่องเที่ยวลดจำนวนลง ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการเรือนำเที่ยว ที่พักริมน้ำ โรงแรม รีสอร์ท และร้านอาหารอย่างมาก

แม่น้ำกก

การแก้ไขปัญหาสถานการณ์มลพิษในแม่น้ำกกที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการความร่วมมือร่วมกันอย่างจริงจัง และมุ่งเน้นการยกระดับสู่การเจรจาระดับพหุภาคี โดยเฉพาะกับประเทศเมียนมาและกลุ่มทุนจากจีนเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษที่ต้นทาง ควบคู่ไปกับการใช้มาตรการทางกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูแม่น้ำอย่างเร่งด่วน การจัดการเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุม ทั้งการตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษจากเหมืองแร่อย่างเข้มงวด และการฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำเพื่อดึงความเชื่อมั่นกลับคืนมา หากปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังต่อไป ไม่เพียงแต่ระบบนิเวศจะเสื่อมโทรม โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนลุ่มน้ำที่มีความผูกพันกับสายน้ำแห่งนี้มาอย่างยาวนานอาจต้องสูญสลายไปในที่สุด และกลายเป็นภาระของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเข้ามาเยียวยาและฟื้นฟูสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

บทความโดย นางสาวสายธาร อินทรประสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ กองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมมลพิษ. 2566. รายงานสถานการณ์มลพิษทางน้ำของประเทศไทย. แหล่งที่มา: khttps://epo01.pcd.go.th/. [22 มีนาคม 2569].

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร. 2567.มลพิษแม่น้ำกกภัยข้ามพรมแดนที่ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แหล่งที่มา : https://www.seub.or.th/bloging/news/2025-111/. [25 มีนาคม 2569].

ไทยพับลิก้า. 2569. วิกฤติความมั่นคงระดับลุ่มน้ำ หายนะแม่น้ำกก-แม่น้ำสาย-แม่น้ำโขง แหล่งที่มา: https://thaipublica.org/2026/01/devastation. [31 มีนาคม 2569].

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy