11 สิงหาคม 2564 รายงาน UN ส่งสัญญาณอันตรายโลกร้อน

ที่มา: https://mgronline.com/around/detail/9640000078670

รายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ของสหประชาชาติฉบับล่าสุดระบุว่า ตัวการสำคัญของปัญหาทั้งหมดคือ มนุษย์ และการเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจช่วยจำกัดผลกระทบได้บ้าง กระนั้นยังมีผลกระทบอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นแล้วและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ รายงานคาดหมายว่า คลื่นร้อน พายุเฮอร์ริเคนขนาดยักษ์ และสภาพอากาศสุดโต่งจะรุนแรงขึ้น

 

อันโตนิโอ กูเตียร์เรส เลขาธิการยูเอ็นกล่าวว่า รายงานฉบับนี้เป็นสัญญาณอันตรายสำหรับมนุษยชาติ และควรเป็นสัญญาณการสิ้นสุดสำหรับการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิลตลอดจนถ่านหิน ก่อนที่เชื้อเพลิงเหล่านี้จะทำลายโลก รายงานของไอพีซีซีที่อิงกับงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์กว่า 14,000 ชิ้น ให้ภาพที่ครอบคลุมและชัดเจนที่สุดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกกำลังทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรและจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป รายงานระบุว่า ถ้าไม่มีมาตรการขนาดใหญ่และดำเนินการทันทีเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิโลกเฉลี่ยมีแนวโน้มแตะหรือเกินเกณฑ์ภาวะโลกร้อนที่ 1.5 องศาเซลเซียสภายในเวลา 20 ปี

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษ แสดงความหวังว่า รายงานฉบับนี้จะเป็นสัญญาณเตือนให้ทั่วโลกลงมือทำทันที ไม่ต้องรอจนถึงการประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ของยูเอ็นที่สก็อตแลนด์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐอเมริกาทวิตว่า การแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่อาจรอได้อีกต่อไป และราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเพิกเฉยยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ รายงานยังระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้อุณหภูมิโลกเฉลี่ยสูงขึ้นแล้ว 1.1 องศาเซลเซียสจากค่าเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม และอาจขยับขึ้นอีก 0.5 องศาเซลเซียส หากไม่มีความพยายามในการลดผลกระทบจากมลพิษในบรรยากาศ ซึ่งเท่ากับว่า แม้เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่อุณหภูมิจะยังคงสูงขึ้นจากการสูญเสียมลพิษทางอากาศและการสะท้อนของความร้อนจากดวงอาทิตย์บางส่วน อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสเป็นระดับสูงสุดที่มนุษยชาติสามารถรับได้โดยไม่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง

 

ทั้งนี้ อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น 1.1 องศาเซลเซียสที่บันทึกได้ ก็ทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ โดยในปีนี้คลื่นร้อนทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนในแถบแปซิฟิกนอร์ทเวสต์ของอเมริกาเหนือ รวมทั้งอุณหภูมิยังร้อนจัดชนิดทำลายสถิติทั่วโลก ในอีกด้านหนึ่ง ไฟป่าที่ยิ่งรุนแรงจากความร้อนและความแห้งแล้งกำลังแผ่ปกคลุมหลายเมืองในภาคตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดเป็นประวัติการณ์จากป่าแถบไซบีเรีย และบีบให้ชาวกรีซต้องทิ้งบ้านหนีลงเรือเฟอร์รี นอกจากนั้น ขณะนี้ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เช่น แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะยังคงละลาย และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นซึ่งจะสูงขึ้น หากน้ำในมหาสมุทรอุ่นขึ้น แม้จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากขึ้น และช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่เวลาของโลกกำลังจะหมดลง กล่าวคือ หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในทศวรรษหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยจะยังคงสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ. 2040 และอาจสูงขึ้น 1.6 องศาเซลเซียสภายในปี ค.ศ. 2060 ก่อนที่อุณหภูมิจะทรงตัว แต่ถ้าโลกยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่คาดการณ์ปัจจุบัน อุณหภูมิอาจเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสในปี ค.ศ. 2060 และ 2.7 องศาเซลเซียสเมื่อสิ้นศตวรรษ และสถานการณ์อาจเลวร้ายลง หากภาวะโลกร้อนทำให้เกิดวงจรป้อนกลับที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เช่น การละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) หรือการที่พืชพันธุ์ในป่าทั่วโลกประสบปัญหาตายจากยอดลงสู่โคนต้น (dieback)

 

 

 

 

 

 

LinksLinks2