10 เมษายน 2569 เจาะต้นเหตุทำไม? คนเชียงใหม่ เจอฝุ่นซ้ำทุกปี!
ช่วงปลายเดือนมีนาคม สถานการณ์ยิ่งตอกย้ำภาพเดิมอย่างชัดเจน เมื่อเชียงใหม่ถูกจับตาในฐานะหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดของโลก คำถามจึงย้อนกลับมาอีกครั้งแบบหลีกไม่พ้นว่า ต้นตอของฝุ่นมหาศาลเหล่านี้มาจากไหนกันแน่ คำตอบที่ใกล้ความจริงที่สุด อาจไม่ใช่การชี้ไปที่สาเหตุใดสาเหตุหนึ่งแบบตรงๆ แต่คือการยอมรับว่า วิกฤตฝุ่นของเชียงใหม่เกิดจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกันอยู่ตลอด ทั้งฝุ่นจากกิจกรรมของคนในเมือง สภาพภูมิประเทศ และปัจจัยทางอากาศที่ทำให้ฝุ่นไม่ยอมกระจายออกไปง่ายๆ
ปัญหาคือ เมื่อเมืองที่มีฝุ่นสะสมอยู่แล้ว ต้องมาเจอกับเงื่อนไขทางธรรมชาติที่ไม่เป็นใจ สถานการณ์ก็พร้อมปะทุทันที เชียงใหม่มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายแอ่งกระทะ มีแนวภูเขาล้อมรอบ เมื่อเกิดฝุ่นหรือควันขึ้นในพื้นที่ มลพิษจึงระบายออกได้ยากกว่าพื้นที่เปิด ยิ่งในช่วงฤดูแล้งที่ลมนิ่ง อากาศปิด และการระบายตัวของอากาศต่ำ หลายคนจึงเปรียบภาพนี้เหมือนมี “ฝาชีครอบเมือง” เอาไว้ ทำให้ฝุ่นทั้งหมดถูกกักอยู่ใกล้พื้นดิน และคนในเมืองต้องรับมันเข้าไปเต็มๆ
แต่ตัวแปรที่ทำให้สถานการณ์จาก “อากาศไม่ดี” กลายเป็น “วิกฤตสีแดง” จริงๆ คือไฟป่าและการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะในช่วงกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ภาคเหนือเจอกับจุดความร้อนจำนวนมากในพื้นที่ป่าและพื้นที่สูง
เมื่อไฟป่าเกิดขึ้นตามแนวเขาหรือพื้นที่เข้าถึงยาก ควันจำนวนมหาศาลจะถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง และควันเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในป่า แต่จะไหลลงมาปะทะกับฝุ่นพื้นฐานในเมือง พอเจอกับสภาพอากาศที่ระบายตัวไม่ดี ทุกอย่างก็ยิ่งหนักขึ้นแบบก้าวกระโดด นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายครั้ง เชียงใหม่ถึงไม่ได้แค่ “อากาศแย่” แต่กลายเป็นเมืองที่ฝุ่นพุ่งแรงในระดับน่ากังวล
ขณะเดียวกัน การจัดการไฟป่าก็ต้องขยับจาก “รอให้เกิดค่อยดับ” ไปสู่การป้องกันเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า การเตรียมกำลัง และการทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ป่าและรอยต่อป่า เพื่อหยุดไฟตั้งแต่ต้นทางก่อนจะลุกลามกลายเป็นฝุ่นควัน
ตราบใดที่ฝุ่นพื้นฐานยังไม่ลด ไฟป่ายังปะทุซ้ำ และอากาศยังปิดครอบเมือง ป่าสร้างฝุ่น เมืองสร้างควัน เชียงใหม่ก็จะยังต้องเผชิญวงจรเดิมปีแล้วปีเล่า
ที่มา : MGR Online (https://mgronline.com/news1/detail/9690000033486)