อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ New S-Curve กับบทบาทนำพาประเทศไทยสู่ Net Zero 2050

อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ที่มีศักยภาพสูง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลก ความก้าวหน้าของโครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน การขนส่ง และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ช่วยเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และการขนส่งสินค้า อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มีเพียงมิติของ “โอกาสทางเศรษฐกิจ” เท่านั้น แต่ยังมาพร้อม “แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม” ที่ทวีความเข้มข้นขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้นโยบายด้านสังคมคาร์บอนต่ำกลายเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนี้อย่างมีนัยสำคัญ

ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมีความชัดเจน เมื่อพิจารณาจากสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยเฉพาะในภาคขนส่งซึ่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 81.8 ล้านตันต่อปี (China Economic Information Center: CEIC, 2023) ซึ่งเป็นหนึ่งในสัดส่วนสูงสุดของประเทศไทย ขณะที่ภาคการบินยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิง การบินแบบดั้งเดิมซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากเช่นกัน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงนโยบายที่ไม่เพียงรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม แต่ต้องสามารถลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทาย รัฐบาลได้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านนโยบายสำคัญหลายประการ โดยเป้าหมายหลัก คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 (Net Zero 2050) ซึ่งเป็นพันธกรณีภายใต้ความตกลงปารีส ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เป้าหมายนี้สะท้อนเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับอุตสาหกรรมการบิน และโลจิสติกส์ เช่น การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในท่าอากาศยานและศูนย์กระจายสินค้า รวมถึงการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวตามเป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ภายใต้การดำเนินงานที่ควบคู่กัน ประเทศไทยยังเร่งพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยการวางโครงสร้างระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Thailand ETS) ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ขององค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) และกลไก CORSIA หรือโครงการชดเชยและลดการปล่อยคาร์บอนจากการบินระหว่างประเทศ (Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International Aviation) เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคการบินสามารถชดเชยคาร์บอนตามข้อกำหนดระหว่างประเทศได้อย่างถูกต้อง ตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนให้เอกชนเข้าร่วมระบบคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ เช่น T-VER ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจแก่ภาคโลจิสติกส์ที่ต้องเผชิญต้นทุนพลังงานสูง และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในตลาดได้โดยตรง

เมื่อกรอบนโยบายเปลี่ยนแปลงไป อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์จึงต้องเร่งปรับตัวในหลายมิติ ทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีฝูงบินประหยัดพลังงาน การใช้ SAF เพื่อช่วยลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนยานพาหนะขนส่งสินค้าไปสู่ระบบไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน การพัฒนา Smart Logistics เพื่อยกระดับประสิทธิภาพพลังงานและการเสริมระบบตรวจสอบการปล่อยคาร์บอนเพื่อรองรับตลาดคาร์บอนที่กำลังก่อรูปอย่างจริงจัง แนวทางเหล่านี้ไม่ได้เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับโลกกำลังเข้มงวดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สุดท้าย แม้ประเทศไทยมีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งการตั้งเป้าหมาย Net Zero และการเร่งพัฒนาตลาดคาร์บอน แต่สิ่งที่ยังเป็นคำถามสำคัญคือ “อัตราความพร้อม” ของประเทศในการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพราะกฎเกณฑ์ใหม่ของโลกไม่ได้วัดเพียงความเร็วของการขนส่ง แต่รวมถึง “ความเร็วของการลดคาร์บอน” ด้วย หากประเทศไทยเร่งดำเนินตามนโยบายเหล่านี้อย่างจริงจัง จะทำให้มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สีเขียวในภูมิภาคได้อย่างมั่นคง แต่หากการปรับตัวโดยรวมยังคงล่าช้า ทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบายและสังคม ในอนาคตอาจต้องเผชิญความเสี่ยง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมไทยต้องร่วมกันตอบ คือ

เราจะยอมให้ประเทศตามหลังโลกในยุคที่คาร์บอนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความเจริญ หรือจะเลือกเดินหน้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำที่แข่งขันได้และรับผิดชอบต่อโลกใบนี้ ?

อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ New S-Curve

ที่มา: https://www.bangkokbanksme.com/en/6up-green-logistics

บทความโดย นายอามีน สัสดีวงศ์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม (กตป.)

แหล่งอ้างอิง

  1. CEIC Data. (2023). Thailand: Carbon dioxide emissions statistics. Retrieved from https://www.ceicdata.com
  2. Department of Climate Change and Environment (DCCE). (2023). แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจก พ.ศ. 2564–2573. Retrieved from https://www.dcce.go.th
  3. Energy Policy and Planning Office (EPPO). (2023). Thailand energy statistics. Retrieved from https://www.eppo.go.th
  4. International Carbon Action Partnership (ICAP). (2023). Thailand emissions trading system. Retrieved from https://icapcarbonaction.com
  5. National Statistical Office of Thailand. (2023). Environment indicators 2567. Retrieved from https://www.nso.go.th
  6. United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). (2022). Thailand’s second updated nationally determined contribution (NDC). Retrieved from https://unfccc.int
  7. Thailand Greenhouse Gas Management Organization (TGO). (2023). Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER). Retrieved from https://www.tgo.or.th
  8. https://www.bangkokbanksme.com/en/6up-green-logistics

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy