หมดยุค “เสียแล้วทิ้ง” เมื่อการซ่อมกลายเป็นอาวุธลับในการสู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อม

ในโลกยุคปี 2026 เราไม่ได้อยู่เพียงแค่ในยุคที่การรีไซเคิลเป็นเรื่องปกติอีกต่อไป แต่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการ “ยืดอายุขัย” ของผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ความตระหนักรู้ของผู้บริโภค แต่คือการอุบัติขึ้นของกฎหมายและแนวคิดที่เรียกว่า “Right to Repair” หรือสิทธิในการซ่อมแซม ซึ่งกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั่วโลกจาก “ซื้อ ใช้ ทิ้ง” สู่การปฏิวัติวงจรการบริโภคไปสู่การ “ซื้อ ใช้ ซ่อม ใช้ ซ่อม ใช้ ซ่อม ……. (จนกว่าจะซ่อมไม่ได้) ทิ้ง”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ระบบเศรษฐกิจโลกถูกขับเคลื่อนด้วยโมเดล Planned Obsolescence หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานจำกัด เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อรุ่นใหม่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภูเขาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) จำนวนมหาศาล ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการรั่วไหลของโลหะหนักและการใช้ทรัพยากรใหม่ที่ไม่มีสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 กระแสลมได้เปลี่ยนทิศทาง เมื่อสหภาพยุโรปและอีกหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศในแถบเอเชีย เริ่มบังคับใช้กฎหมาย “หนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล” (Digital Product Passport) ซึ่งบังคับให้ผู้ผลิตต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิต ความสามารถในการซ่อมแซม และความพร้อมของอะไหล่ ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อสินค้าแค่ที่ “ฟีเจอร์” แต่ดูที่ “Repairability Score” หรือคะแนนความง่ายในการซ่อม

สิทธิในการซ่อม: เมื่อเครื่องมือกลับมาอยู่ในมือเรา

คำว่า “Right to Repair” ไม่ได้หมายถึงแค่การนำสมาร์ทโฟนไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ร้านตู้ทั่วไปได้ แต่มันครอบคลุมถึง 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่

1) การออกแบบที่เป็นมิตร สินค้าต้องถูกออกแบบให้ถอดประกอบได้ง่าย ไม่ใช้กาวที่แกะไม่ได้ หรือน็อตชนิดพิเศษที่ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางเท่านั้น

2) การเข้าถึงข้อมูลและอะไหล่ ผู้ผลิตต้องเปิดเผยแผนผังวงจร (Schematics) และซอฟต์แวร์ที่จำเป็นในการวินิจฉัยอาการเสียให้แก่ร้านซ่อมอิสระและบุคคลทั่วไป

3) การยุติการล็อกซอฟต์แวร์  การสิ้นสุดยุคที่การเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่แท้แล้ว แต่เครื่องแจ้งเตือนว่า “ชิ้นส่วนไม่รู้จัก” ซึ่งเป็นข้อจำกัดให้ผู้บริโภคต้องเข้าศูนย์บริการราคาแพงเพียงอย่างเดียว

เมื่อการซ่อมกลายเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่า สิ่งที่ตามมาคือการลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) อย่างมหาศาล อยากให้มองภาพว่า การยืดอายุการใช้งานสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กออกไปเพียง 1 ปี สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เทียบเท่ากับการลดจำนวนรถยนต์บนท้องถนนนับล้านคัน เนื่องจากการปล่อยคาร์บอนส่วนใหญ่ของสินค้าเทคโนโลยีเกิดขึ้นในขั้นตอนการผลิตและการทำเหมืองแร่ธาตุหายาก

นอกจากนี้ กระแสเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการ “ยืดอายุขัย” ของผลิตภัณฑ์ ยังก่อให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น “Repair Cafe” ที่กลายเป็นคอมมูนิตี้สำคัญในเมืองใหญ่ และธุรกิจ “Product-as-a-Service” ที่บริษัทให้เราเช่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแทนการซื้อขาด ทำให้บริษัทเหล่านั้นต้องพยายามออกแบบสินค้าให้ทนทานที่สุดเพื่อลดต้นทุนการซ่อมแซมของตัวเอง

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ผู้ผลิตหลายรายยังคงกังวลเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สินทางปัญญาและความเสี่ยงจากการซ่อมที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่ในปี 2026 เราเริ่มเห็นจุดร่วมที่ลงตัวผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ๆ ที่คุ้มครองทั้งผู้ผลิตและสิทธิของผู้บริโภค

บทสรุปของการขับเคลื่อนเรื่อง “สิทธิในการซ่อม” จึงไม่ใช่แค่การประหยัดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภค แต่เป็นการประกาศสงครามกับวัฒนธรรม “ใช้แล้วทิ้ง” ที่กัดกินโลกมาเป็นเวลานาน โดยในยุคนี้ ความเท่ของสินค้าอาจไม่ได้อยู่ที่ความใหม่หรือความบางที่สุด แต่อยู่ที่ว่าสินค้าชิ้นนั้นจะอยู่กับเราไปได้นานแค่ไหน และเมื่อมันเสีย เราจะสามารถชุบชีวิตมันกลับมาได้ด้วยตัวเองหรือไม่ นี่คือหัวใจสำคัญของความยั่งยืนที่แท้จริงในทศวรรษนี้

หมดยุค “เสียแล้วทิ้ง” เมื่อการซ่อมกลายเป็นอาวุธลับในการสู้กับวิกฤตสิ่งแวดล้อม

บทความโดย นายทศพล เพียรธนะกูลชัย นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กองติดตามประเมินผลสิ่งแวดล้อม

เอกสารอ้างอิง
1. Southeast Asia Public Policy Institute (2025) The right to repair in Thailand: Improving outcomes for consumers, repairers, and the environment. เข้าถึงได้จาก https://seapublicpolicy.org/work/thailandr2r/
2. European Parliament (2024) Right to repair: Making repair easier and more appealing to consumers เข้าถึงได้จาก https://www.europarl.europa.eu/news/en/press-room/20240419IPR20590/right-to-repair-making-repair-easier-and-more-appealing-to-consumers
3. ผู้จัดการออนไลน์ (2568) เร่งไทยออกกฎหมาย “Right to Repair” กระตุ้นผู้บริโภคใช้สิทธิ-หนุนธุรกิจช่วยโลกลด E-waste เข้าถึงได้จาก https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9680000018377

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของคุณ เราจะถือว่าคุณรับได้กับเรื่องนี้ แต่คุณสามารถเลือกไม่รับได้หากต้องการ ยอมรับ อ่านเพิ่มเติม

Privacy & Cookies Policy
แบบสำรวจความพึงพอใจต่อเว็บไซต์ สผ.