เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการขอขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในบริเวณพื้นที่อำเภอบ้านแหลม อำเภอเมืองเพชรบุรี อำเภอท่ายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2561 และร่างประกาศกระทรวงฯ จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. …. (ฉบับใหม่)

พื้นที่ชายฝั่งทะเลจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตั้งแต่อำเภอบ้านแหลมจังหวัดเพชรบุรี จนถึงตำบลปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ความยาวประมาณ 115 กิโลเมตร เป็นบริเวณที่มีความสำคัญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญของประเทศบริเวณหนึ่ง เนื่องด้วยเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยประกอบด้วยแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน ป่าชายเลนและชายหาดที่เป็นแหล่งธรรมชาติเพื่อการท่องเที่ยวที่สำคัญของภาคตะวันตก ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ด้วยความหลากหลายและความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลดังกล่าวพัฒนาจนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ทำให้การพัฒนาเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการที่มีอยู่ นำมาซึ่งปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ในหลายลักษณะ และยังส่งผลให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่มีอยู่เดิมมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ปัญหาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งในเมืองและพื้นที่ชายหาด อันได้แก่ ปัญหาน้ำเสียจากชุมชนและกิจกรรมต่าง ๆ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ การก่อสร้างโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ ตลอดจนปัญหาการบุกรุกป่าชายเลน ซึ่งเป็นทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อนนั้น ล้วนเป็นปัจจัยเสริมให้การกัดเซาะชายฝั่งซึ่งมีอัตราความรุนแรงและเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและความเสื่อมถอยของสิ่งแวดล้อมนี้ได้กลายเป็นภาวะคุกคามที่ส่งผลสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายฝั่งทะเลดังกล่าวให้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรจะเป็น กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขและป้องกันปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าวไว้แต่เบื้องต้น เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนา จึงได้ดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ประกาศให้พื้นที่ชายฝั่งทะเลตั้งแต่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีจนถึง ตำบลปากน้ำปราณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมา แต่จากการติดตามผลการดำเนินการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม พบว่า ตลอดระยะเวลาการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา กลไกดังกล่าว มีความสัมฤทธิ์ผลโดยสามารถลดระดับความรุนแรงของความเสื่อมโทรมที่เกิดต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงได้ ตลอดจนหลายฝ่ายเห็นว่าสามารถคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภาพรวมได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สภาพการณ์การพัฒนาและการเติบโตต่าง ๆ ของพื้นที่ได้เปลี่ยนไปควบคู่กับปัญหาการคุกคามทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ตามมา ประกอบกับปัจจุบันภาครัฐได้มุ่งสร้างฐานการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ต้องมีการพัฒนาเมือง ขยายการเติบโตด้านการท่องเที่ยวและด้านต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาการคุกคาม และความเสื่อมโทรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามมา ดังนั้น เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการป้องกันและดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงได้ออกประกาศกระทรวงฯ จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2561 และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศและงานทั่วไป เล่ม 135 ตอนพิเศษ 152 ง ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2561 มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2561 – 29 มิถุนายน 2566 ซึ่งในปีงบประมาณ 2564 สำนักงานนโยบายฯ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการปรับปรุงประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยได้นำเสนอผลการติดตามสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การดำเนินการตามมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม รวม 450 คน จากนั้นได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะมาจัดทำร่างประกาศกระทรวงฯ พ.ศ. …. (ฉบับใหม่) โดยนำมารับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ ในระหว่างวันที่ 20-21 มกราคม 2565 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมในห้องประชุมและผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวม 221 คน และระดับจังหวัด ในระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมสัมมนารวม 210 คน หลังจากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่แล้ว สำนักงานนโยบายฯ ได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอมาวิเคราะห์จัดทำร่างประกาศกระทรวงฯ พ.ศ. …. และนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการพิจารณาการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้พิจารณา ในการประชุมครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 และครั้งที่ 2/2565 เมื่อวันที่ 6 กรกฏาคม 2565 คณะอนุกรรมการฯ จึงได้ให้ความเห็นชอบในหลักการของร่างประกาศกระทรวงดังกล่าว แต่เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้บังคับกฎกระทรวง กำหนดร่างกฎที่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบ พ.ศ. 2565 ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 139 ตอนที่ 22 ก เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 เพื่อให้การออกร่างกฎที่หน่วยงานของรัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 5 และวิธีการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ดังนั้นเพื่อให้การรับฟังความคิดเห็นครอบคลุมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำร่างประกาศกระทรวงฯ ขยายระยะเวลาฯ จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2561 และร่างประกาศกระทรวงฯ จังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. …. (ฉบับใหม่) ให้ครบถ้วนและสมบูรณ์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 77 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 สำนักงานนโยบายฯ จึงขอเปิดรับฟังความคิดเห็นจากท่านผ่านทางเว็บไซต์ www.onep.go.th ในระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2565 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยท่านสามารถพิจารณาเอกสารที่เกี่ยวข้อง รายละเอียดปรากฎตามไฟล์ที่แนบ และขอได้โปรดแสดงความคิดเห็นไปที่ E-mail : Protect@onep.go.th หรือ แบบสำรวจความคิดเห็นออนไลน์ หรือ ทางไปรษณีย์ ที่อยู่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 118/1 อาคารทิปโก้ 2 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองสิ่งแวดล้อมชุมชนและพื้นที่เฉพาะ (กลุ่มงานพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม)
โทรศัพท์/โทรสาร 0 2265 6572