12 กรกฎาคม 2562 สั่งทำฝนหลวงสู้แล้ง เติมอ่างฯช่วยเกษตร 18 เขื่อนวิกฤติน้ำน้อย

12 กรกฎาคม 2562 สั่งทำฝนหลวงสู้แล้ง เติมอ่างฯช่วยเกษตร 18 เขื่อนวิกฤติน้ำน้อย

ที่มา: https://www.naewna.com/local/425922

นายกฯสั่งการรมว.เกษตรฯเร่งทำฝนหลวงช่วยชาวบ้าน เกษตรกร หลังพื้นที่เกษตรขาดน้ำ ผลผลิตเสียหาย เติมน้ำเขื่อน อ่างฯที่มีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 30 ด้านกรมชลประทานชี้ฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ สั่งชลประทานทั่วประเทศเก็บน้ำเข้าอ่างทุกหยด เผยเขื่อนทั่วประเทศยังรับได้อีก 3.8 หมื่นล้านลบ.ม. ด้านสสนก.เตือน 18 เขื่อนวิกฤติ วอนประชาชนใช้ประหยัด อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งหลายพื้นที่ขณะนี้และมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นห่วงเกษตรกรและประชาชน จึงสั่งการมายังนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ มอบหมายให้กรมฝนหลวงฯ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง และเร่งช่วยเหลือประชาชนให้เต็มที่ ปัจจุบันกรมฝนหลวงฯตั้งหน่วยฝนหลวง 11 หน่วยทั่วประเทศ เพื่อปฏิบัติการทำฝนหลวงให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยแล้ง ทั้งนี้การขึ้นปฏิบัติการยึดหลักการทำฝนตามตำราฝนหลวงพระราชทาน โดยต้องดูสภาพอากาศ ความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมาย โดยเฉลึ่ยต้องมีมากกว่าร้อยละ 60 ค่าดัชนีการยกตัวของอากาศที่เหมาะสมต้องมีค่าน้อยกว่า -2.0 และค่าความเร็วลมที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวงต้องน้อยกว่า 36 กม./ชม. ส่วนผลปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ชุดปฎิบัติการขึ้นทำฝน 8 หน่วย ทำให้มีฝนตกบางส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี กาญจนบุรี หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญและพัทลุง เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลตอนล่าง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนอุบลรัตน์และอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นบริเวณป่าพรุควนเคร็ง อธิบดีกรมฝนหลวงกล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกประกาศเขตพื้นที่ภัยแล้ง 3 จังหวัดใน 7 อำเภอ 32 ตำบล 225 หมู่บ้าน ประกอบด้วยจังหวัดตาก ศรีสะเกษ และมหาสารคาม ขณะที่สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณน้ำที่เก็บกัก เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 15 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 133 แห่ง เพิ่มขึ้นมา 1 แห่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านแผนที่ปริมาณความชื้นในดินของกรมทรัพยากรน้ำ พบว่าบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ มีความชื้นในดินน้อยกว่าพื้นที่ภาคอื่นๆ มีปริมาณ ค่าความชื้นในดินอยู่ระหว่างร้อยละ 0-20 และในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน มีค่าปริมาณค่าความชื้นในดินอยู่ระหว่างร้อยละ 20-40 ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ มีปริมาณ ค่าความชื้นในดินอยู่ระหว่างร้อยละ 40-60 ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะเร่งดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อที่จะช่วยเหลือให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ด้านรองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าจากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาระบุมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันตอนบน และประเทศไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ยและชายฝั่งของเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นระยะนี้ บริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีการกระจายของฝนมากกว่าภาคอื่น แต่ปริมาณฝนที่ตกยังคงน้อยกว่าค่าปกติ ส่งผลให้้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆน้อยลง สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ข้อมูลจนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 37,018 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างฯ รวมกันทั้งหมดมีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 13,093 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ยังรองรับน้ำได้รวมกันมากกว่า 38,000 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 8,596 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 ของความจุอ่างฯ รวมกันมีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,900 ล้าน ลบ.ม. ซึ่ง 4 เขื่อนหลัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 16,200 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่แม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย โดยแม่น้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่านที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ 358 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 7.95 เมตร มีแนวโน้มลดลงและยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 60 ลบ.ม./วินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศ ทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนที่อำเภอบางไทรมีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 67 ลบ.ม./วินาที “ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด พร้อมบูรณาการทุกหน่วยงานลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับประชาชนและทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดเ พื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ” และสำหรับกรณีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีบริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ ในเขตโครงการชลประทานหนองหวายเสี่ยงขาดแคลนน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์อยู่ในเกณฑ์น้อยต้องสำรองน้ำไว้ใช้เฉพาะการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวายได้หารือกับผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาค เพื่อวางแนวทางการใช้น้ำจากฝายหนองหวายที่มีอยู่ประมาณ 17 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำแบบรอบเวรอย่างเคร่งครัด ทำให้การกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ทั่วถึงเป็นธรรม วันเดียวกัน มีข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) เตือนสถานการณ์เขื่อนมีน้ำใช้การน้อยขั้นวิกฤติ ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำร้อยละ 0 เขื่อนสิรินธรมีน้ำร้อยละ 1 เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำร้อยละ 6 เขื่อนคลองสียัดมีน้ำร้อยละ 6 เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำร้อยละ 7 เขื่อนภูมิพลมีน้ำร้อยละ 8 เขื่อนจุฬาภรณ์มีน้ำร้อยละ 9 เขื่อนกระเสียวร้อยละ 10 เขื่อนแควน้อยมีน้ำร้อยละ 12 เขื่อนทับเสลามีน้ำร้อยละ 13 เขื่อนขุนด่านปราการชลมีน้ำร้อยละ 13 เขื่อนลำพระเพลิงมีน้ำร้อยละ 14 เขื่อนแม่กวงมีน้ำร้อยละ 15 เขื่อนนฤบดินทรจินดามีน้ำร้อยละ 16 เขื่อนวชิราลงกรณ์มีน้ำร้อยละ 17 เขื่อนน้ำพุงมีน้ำร้อยละ 18 เขื่อนห้วยหลวงมีน้ำร้อยละ 18 เขื่อนศรีนครินทร์มีน้ำร้อยละ 19 ของความจุอ่าง