26 มีนาคม 2562 รายงานพิเศษ : กรมชลประทานยันความพร้อม สั่งคุมเข้มบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง

ที่มา: https://www.naewna.com/local/403924

ต้องยอมรับว่าฤดูแล้งปี 2562 มาเร็วกว่าทุกปี และเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติและยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น รวมทั้งประเทศไทยมีโอกาสเสี่ยงต่อความแปรปรวนทางสภาพอากาศอีกด้วย ซึ่งรัฐบาลสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดในพื้นที่ที่เสี่ยง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศได้เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าสถานการณ์น้ำของประเทศในภาพรวม ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆยังเพียงพอกับความต้องการใช้ โดยขณะนี้มีน้ำต้นทุนสำหรับใช้การได้จากทุกแหล่งน้ำรวม 29,102 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ขณะที่ความต้องการใช้น้ำจนกว่าจะเข้าฤดูฝนมี 8,719 ล้านลบ.ม. ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่จะจัดสรรมีเพียงพอถึงเดือนพฤษภาคม 2562 และเพียงพอสำหรับสำรองต้นฤดูฝนอีก 20,115 ล้านลบ.ม. พื้นที่ในเขตชลประทานไม่ขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนินโญ่ส่งผลกระทบให้ฤดูแล้งยาวนานกว่าปกติ ทำให้บางพื้นที่ในเขตชลประทานไม่มีการสนับสนุนน้ำ เพื่อทำนาปรังและเพื่อเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากมีปริมาณอ่างเก็บน้ำมีน้ำต้นทุนน้อยเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน 2561 จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำอย่างเคร่งครัด ลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุดซึ่งมี 6 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และอ่างเก็บน้ำแม่มอก จังหวัดสุโขทัย จะไม่จัดสรรน้ำสนับสนุนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2561/62 อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี อ่างเก็บน้ำกระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี และอ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จังหวัดนครราชสีมา จะจัดสรรน้ำสนับสนุนเฉพาะการเพาะปลูกพืชไร่ พืชผัก พืชใช้น้ำน้อย อย่างไรก็ตามทุกพื้นที่มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศจนถึงเดือนกรกฎาคม 2562

ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน จากการวิเคราะห์ของสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค 7 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ชัยภูมิ เชียงใหม่ นครราชสีมา นครสวรรค์ ราชบุรี และเลย และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรรวม 18 จังหวัด เช่น อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ขอนแก่น ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจได้รับผลกระทบต่างกัน “เมื่อเปรียบเทียบปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ณ เวลานี้มีน้ำกักเก็บ 27,400 ล้านลบ.ม. เวลาเดียวกัน ขณะนี้มีปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯขนาดใหญ่ 23,600 ล้านลบ.ม. น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,800 ล้านลบ.ม. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรงดปลูกข้าวต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว” สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุด (20 มี.ค.2562) น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณรวมกัน 47,910 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63 ของความจุ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 23,984 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำในอ่างฯ 45,391 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 21,849 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 46 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา จะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าเล็กน้อย ส่วนการจัดสรรน้ำใช้น้ำจากโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 วางแผนจัดสรรน้ำเพื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ขณะนั้นมีปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ 39,570 ล้านลบ.ม. โดยวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 23,100 ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ ความสำคัญดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,404 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 6,440 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 13,953 ล้าน ลบ.ม.และอุตสาหกรรม 303 ล้าน ลบ.ม. “การจัดสรรน้ำช่วงที่ผ่านมาเป็นไปตามแผน ปัจจุบัน ใช้น้ำไปแล้ว 7,076 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนจัดสรรน้ำ ส่วนผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ในเขตโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ จัดสรรให้ปลูกพืชฤดูแล้ง 10.46 ล้านไร่ ปลูกไปแล้ว 9.04 ล้านไร่ แต่หากพิจารณาเฉพาะข้าวนาปรัง วางแผนให้ปลูก 8.03 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 8.46 ล้านไร่ เกินแผนที่วางไว้ โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยาวางแผนให้ปลูก 5.30 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 5.85 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 110.38 ของแผนที่กำหนดไว้ กรมชลประทานขอความร่วมมือจากเกษตรกรงดทำนารอบที่ 3 หรือนาปรังรอบที่ 2 และขอให้ประชาชนใช้น้ำประหยัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้ง สำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน”