porno, porno, porno izle, porno izle, porno izle

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/foreign/332326

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.1 ที่เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานการเกิดความเสียหาย

     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ว่าสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ ( ยูเอสจีเอส ) ตรวจพบการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.1 เมื่อเวลา 09.07 น. ตามเวลาท้องถิ่นของจีน ( 08.07 น. ตามเวลาใปนระเทศไทย ) โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดินราว 10 กิโลเมตร ห่างจากเขตเหอเถียน ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 164 กิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งทะเลทรายทากลามากัน

     เบื้องต้นยูเอสจีเอสวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้ 6.5 ก่อนปรับลดลงเหลือ 6.1 ในเวลาต่อมา  ขณะที่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานการเกิดความเสียหาย ทั้งนี้ จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่มณฑลเสฉวนและมณฑลยูนนาน ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ  ซึ่งเมื่อเดือนส.ค.ปีที่แล้วเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 6.1 ที่มณฑลยูนนาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 ศพ

 

ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000075153

พบซากเต่าทะเล ยาว 150 ซม. กว้าง 100 ซม. หนัก 200 กก. บนชายหาดหลังโรงแรมลองบีช พัทยา สภาพกระดองแตก เริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็น

alt

       กลางดึกคืนวานนี้ (2 กรกฎาคม) ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายบรรจบ มั่นมุ่งยนต์ อายุ 37 ปี พนักงานโรงแรมลองบีช พัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ว่าพบซากเต่าทะเลเกยชายหาดวงศ์อมาตย์ จึงประสานเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้าตรวจสอบ

       พบเป็นเต่าทะเล ขนาดความยาวประมาณ 150 เซนติเมตร กว้าง 100 เซนติเมตร หนักประมาณ 200กิโลกรัม อายุประมาณ 60 ปี สภาพกระดองแตก เริ่มเน่าเปื่อยส่งกลิ่นเน่าเหม็น คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 1-2 วัน

       จากการสอบถามทางพนักงานโรงแรม ทราบว่าพบซากเต่าเมื่อเวลา 16.00 น.จึงโทรศัพท์แจ้ง 1337 พัทยา ซิตี้ คอล เซ็นเตอร์ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบสุดท้ายจึ งต้องแจ้งนักข่าว ก่อนที่จะนำเชือกมัดซากเต่าไว้กับทุ่นเพื่อไม่ให้น้ำพัดไปยังที่อื่น

       ทั้งนี้ พนักงานโรงแรมวอนขอทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดำเนินการ นำซากเต่าอายุกว่า 60 ปีไปเก็บรักษายังศูนย์วิจัย ก่อนที่จะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนนักท่องเที่ยวที่มานั่งเล่น และลงเล่นน้ำบริเวณดังกล่าว เพื่อรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเมืองพัทยา

 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/foreign/332305

บีพี บริษัทน้ำมันของอังกฤษ ยอมความนอกศาลกับรัฐบาลสหรัฐ จ่ายค่าเสียหายกว่า 630,751 ล้านบาท กรณีแท่นขุดเจาะน้ำมันระเบิดในอ่าวเม็กซิโกเมื่อปี 2553 ทำให้น้ำมันดิบกว่า 3 ล้านบาร์เรลไหลลงทะเล

     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่า บีพี บริษัทด้านพลังงานระดับโลกสัญชาติอังกฤษ บรรลุข้อตกลงกับคู่กรณีตัวแทนรัฐบาลจาก 5 รัฐของสหรัฐ ได้แก่ รัฐฟลอริดา รัฐแอละบามา รัฐมิสซิสซิปปี รัฐลุยเซียนา และรัฐเท็กซัส ยอมจ่ายค่าเสียหาย 18,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 630,751 ล้านบาท) จากกรณีแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเตอร์ ฮอไรซัน ในอ่าวเม็กซิโก ระเบิดเมื่อปี 2553 ทำให้มีผู้เสียชีวิตบนแท่นขุดเจาะ 11 คน และน้ำมันดิบปริมาณ 3.19 ล้านบาร์เรล รั่วไหลลงสู่ทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยค่าชดเชยดังกล่าวจะถูกปันส่วนกันระหว่าง 5 รัฐ เพื่อนำไปใช้ในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

     ข้อตกลงดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐกำลังพิจารณาเรื่องค่าเสียหายที่บีพีจะต้องจ่ายภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการน้ำ นางลอเรตตา ลินช์ รมว.กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ กล่าวว่า หากศาลให้การยอมรับข้อตกลงนี้ จะถือได้ว่าเป็นการประนีประนอมความนอกศาลในคดีเดียวที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

     นายคาร์ล-เอนริค สวานเบิร์ก ประธานบริษัทบีพี กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการที่บีพียึดมั่นในเป้าหมายที่จะฟื้นฟูทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในอ่าวเม็กซิโก โดยนายสวานเบิร์กยังเผยว่า มูลค่าความเสียหายที่บีพีต้องแบกรับจากน้ำมันที่รั่วไหลออกไปอยู่ที่กว่า 42,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายในการตอบสนองต่อสถานการณ์และกำจัดคราบน้ำมันราว 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 472,220 ล้านบาท) และค่าเสียหายจากคดีอาญาที่รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้ร้องอีก 4,500 ล้านบาท (ประมาณ 151,785 ล้านบาท)

     ทั้งนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าบีพีต้องจ่ายเงินอีกเท่าไรสำหรับคดีฟ้องละเมิดแบบกลุ่มโดยกลุ่มบุคคลและธุรกิจที่ได้รับความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและทรัพย์สิน ซึ่งมีการประนีประนอมความไปเมื่อปี 2555 โดยบีพีคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่อย่างน้อย 10,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 347,419 ล้านบาท) และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนของการฟ้องร้องที่เพิ่มขึ้น
 

ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000074971

รองผู้ว่าฯ เมืองรถม้านำทีมสนธิกำลังเจ้าหน้าที่กว่า 500 นาย ลุยโค่นสวนยางรุกเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถ้ำเจ้าราม จุดแรก 7 แปลง เล็งเป้าทวงคืนผืนป่ารวมเกือบ 800 ไร่

alt

       นายมงคล สุกใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นประธานในพิธีเปิดยุทธการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรื้อถอนยางพารา พืชผลอาสิน และสิ่งปลูกสร้าง บริเวณป่าเด่นลาน บ้านแม่พุ หมู่ 13 ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถ้ำเจ้าราม

       นายฉลอง ของเดิม ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ลำปาง กล่าวว่า ปฏิบัติการนี้เป็นไปตามนโยบายของ คสช.ที่ได้อนุมัติแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการวางแผนปฏิบัติงาน โดยมีเป้าหมายให้มีพื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ จากที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงร้อยละ 31.5 จึงได้กำหนดให้มีการทวงคืนผืนป่าภายในปีนี้ รวม 142,000 ไร่ โดยเน้นการทวงคืนจากนายทุน และต้องไม่กระทบต่อราษฎรผู้ยากไร้

       ซึ่งในลำปางมีเป้าหมายที่บุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า รวม 779 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา เฉพาะครั้งนี้ได้สนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ รวมกว่า 500 นาย ในการรื้อถอนสวนยางพาราในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถ้ำเจ้าราม 10 แปลง เป็นพื้นที่ตัดฟันต้นยางพารา 7 แปลง เนื้อที่ 153 ไร่ และยังมีสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรื้อถอนเป็นบ้านอีก 9 หลัง

       จากนั้นนายมงคลได้เปิดยุทธการโดยใช้เลื่อยยนต์ตัดฟันต้นยางพารา และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นของนายทุนที่มาบุกรุก

       นายมงคลกล่าวว่า การเปิดยุทธการครั้งนี้ถือเป็นที่แรกของ จ.ลำปาง โดยจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 5 วัน ซึ่งพื้นที่ป่าที่ตรวจยึดทั้งหมดนั้นได้ดำเนินการตามข้อกฎหมายจนถึงที่สิ้นสุดแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ได้ประกาศให้เจ้าของสวนยางพาราออกมาแสดงตน แต่ก็ไม่มีผู้ใดมาแสดง จึงจำเป็นต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายรื้อถอนต้นยางพารา และสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว จากนั้นจะได้เร่งฟื้นฟูสภาพป่าให้คืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วต่อไป

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/509005

นครนิวยอร์ก เดินเครื่องรักษาสิ่งแวดล้อมจริงจัง ประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์โฟม ไม่ว่าจะเป็น จาน ถาด กล่องที่ทำจากโฟมประเภทโพลีสไตรีนแล้ว พร้อมให้เวลาบริษัทร้านค้าปรับเปลี่ยนภาชนะใส่อาหาร 6 เดือน จากนั้น หากใครฝ่าฝืนเจอโทษปรับแน่

     สำนักข่าวบีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ว่า ทางการนครนิวยอร์ก ภายใต้การบริหารของนายกเทศมนตรีบิล เดอ บลาซิโอ ในประเทศสหรัฐฯ ประกาศห้ามใช้บรรจุภัณฑ์ โฟม ประเภท โพลีสไตรีน (Expanded Polystyrene ) หรือ EPS นำมาใช้สำหรับใส่อาหาร รวมทั้งยังห้ามไม่ให้ร้านค้าและโรงงาน จำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟมประเภทนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.58 เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

     ข่าวแจ้งว่า ทางการนครนิวยอร์กได้เริ่มมีคำสั่งห้ามไม่ให้เป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม EPS ที่ใช้เพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทแก้ว จาน ชาม ถาด กล่องใส่อาหาร รวมถึงเม็ดโฟมกันกระแทกต่างๆ เหล่านี้ ภายในระยะเวลา 6 เดือน มิเช่นนั้นจะเผชิญหน้ากับการถูกปรับ หากยังมีการใช้หรือขายบรรจุภัณฑ์โฟมเหล่านี้อยู่

     ถึงแม้ว่าโฟม EPS จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีราคาถูกและน้ำหนักเบาเพราะมีส่วนประกอบเป็นอากาศถึง 95% แต่ปัญหาหลักซึ่งทำให้นครนิวยอร์กออกมาสั่งห้ามใช้โฟมประเภทนี้ก็คือมันไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ เนื่องจากเมื่อสาร Sytrofoam ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของโฟม EPS นี้ถูกทำให้พองและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว สารนี้จะไม่สามารถถูกนำมาทำให้พองตัวเป็นรูปแบบอื่นได้อีก นอกจากว่าจะใช้วิธีการนำความร้อนตามธรรมชาติมารีไซเคิล ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง

     มีการประมาณการว่า ลำพังชาวอเมริกันชาติเดียว ได้ทิ้งแก้วกาแฟโฟม EPS กว่า 25,000 ล้านใบต่อปี แต่คงเทียบไม่ได้กับถุงพลาสติกที่แต่ละปีมีการใช้มหาศาลกว่า 1 แสนล้านใบ โดยศาสตราจารย์ดักลาส แมคคอลีย์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสัตว์น้ำแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในแซนตา บาร์บารา ประเทศสหรัฐอเมริกากล่าวว่า ปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อขยะโฟม EPS ซึ่งยากต่อการกำจัดและรีไซเคิลให้หมดไปนี้ถูกทิ้งลงสู่แหล่งน้ำ มันจะส่งผลกระทบไปถึงชีวิตสัตว์น้ำด้วย เนื่องจากถ้าสัตว์น้ำเผลอกินโฟมเข้าไปโดยคิดว่าเป็นอาหาร อาจทำให้โฟมที่มีมลพิษและสิ่งแปลกปลอมมากมายที่โฟมดูดเก็บไว้ไปอุดตันลำไส้ได้

     ด้านนายกเทศมนตรีรัฐนิวยอร์ก บิล เดอ บลาซิโอ กล่าวว่า ในขณะนี้ นครนิวยอร์กได้เข้าร่วมกับกลุ่มเมืองทางชายฝั่งตะวันออก ได้แก่ เมืองซีแอตเทิล เมืองพอร์ตแลนด์ เมืองซานฟรานซิสโก และเมืองหลวงอย่างวอชิงตัน ดี.ซี. ในการสั่งห้ามใช้ผลิตภัณฑ์โฟมประเภท EPS แล้ว และหวังว่าอีกหลายประเทศทั่วโลกจะทำตามโครงการนี้ด้วย โดยการลดขยะจำนวนโฟมกว่า 30,000 ตัน จากแหล่งฝังกลบขยะ ท้องถนนและชายฝั่งทะเลนี้จะถือเป็นก้าวสำคัญในการทำให้นิวยอร์กเป็นเมืองที่ดีและร่มรื่นขึ้น
 
Read More ...