porno, porno, porno izle, porno izle, porno izle

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000025252

เจ้าหน้าที่เดินหน้าป่าไม้ เข้าตรวจสอบพื้นที่ป่าถูกบุกรุกในจังหวัดยะลา หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีบุคคลเข้าลักลอบตัดไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ากาบังพบยังคงมีกลุ่มอิทธิพลเข้าบุกรุกในหลายพื้นที่ สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ด้านคนลอบตัดไหวตัวทันหลบหนีลอยนวล

alt

     วานนี้ (2 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดยะลา ว่า ร.ต.ท.อรุณ กุลกัลยา กก.ตชด.44 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จนท.กกล.ทพ.จชต. โดย ร.ท.สุทัศน์ โสมภีร์ จ.ส.อ.สุพสิษฐ์ วงษ์สิงห์ จนท.หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ยล 1 (กาบัง) โดย นายอุดม จันทรจิตร นายสุชาติ เพชรนิล นายสุรศักดิ์ นิบูร์ นายสังวร สุขาเขิน นายวิวัฒน์ จารือมิตร์ จนท.สายตรวจ กก.6 บก.ปทส.จ.ยะลา โดย ร.ต.ท.เบญจพล ภูริวิทย์ จนท.กก.ตชด.44 ฉก.ตชด.44

     ได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติการพิสูจน์ทราบกลุ่มบุคคลที่เข้าไปลักลอบตัดไม้ทำลายป่า และร่วมกันออกตรวจปราบปรามการกระทำความผิดว่าด้วยกฎหมายป่าไม้ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากาบัง บริเวณท้องที่กลุ่มบ้านคลองปุด ม.7 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา

     สืบเนื่องจากมีชาวบ้านแจ้งว่า ในพื้นที่บนภูเขาสูงที่ต้นน้ำคลองปุด ท้องที่ ม.7 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา มีกลุ่มบุคคลเข้าไปลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมกันออกตรวจเดินทางไปจากหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ยล 1 (กาบัง) บ้านคลองปุด บ้านฮีเล ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้สมบูรณ์กำลังถูกตัดโค่น และได้ยินเสียงเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์เหมือนกำลังตัดต้นไม้อยู่ คณะเจ้าหน้าที่จึงเดินเท้าไปยังบริเวณบนยอดเขาใกล้พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย ขณะนั้นได้ยินเสียงคนตะโกน และเสียงเคาะไม้บนยอดเขา คาดว่ากลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้รู้ตัวแล้วส่งสัญญาณบอกกัน

     เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงพื้นที่ป่าไม้กำลังถูกทำลายที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 341 เมตร ต้นน้ำคลองปุด ท้องที่บ้านฮีเล หมู่บ้านย่อยบ้านคลองปุด ม.7 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากาบัง คณะเจ้าหน้าที่ซุ่มดูอยู่ระยะหนึ่ง ไม่พบเห็นผู้หนึ่งผู้ใดในพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย คาดว่ากลุ่มคนที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่ไปถึง คณะเจ้าหน้าที่จึงได้ร่วมตรวจพื้นที่ป่าไม้กำลังถูกทำลาย

     พบร่องรอยต้นไม้ยืนต้นมีค่าขนาดเล็ก-กลาง ถูกตัดโค่นด้วยเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ ไม้ขนาดเล็ก ไม้พื้นล่าง วัชพืช ถูกตัดฟันด้วยมีดพร้าเป็นบริเวณกว้างยังใหม่อยู่ แต่บริเวณร่องห้วยแห้งถึงแนวสันเขาสูง และคณะเจ้าหน้าที่ตรวจพบร่องรอยคนเดินลงจากภูเขาจึงตามรอยลงไป พบร่องรอยการแปรรูปไม้เก่าคงเหลือแต่เศษไม้ พบขอนไม้เก่าในห้วยแห้งเห็นรอยคนเดินเข้าไปจึงเข้าตรวจสอบ พบเครื่องโซ่เลื่อยยนต์ขนาดเล็ก จำนวน 2 เครื่อง ซุกซ่อนอยู่

     คาดว่าผู้ที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าเอามาซุกซ่อนไว้ เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดเครื่องโซ่เลื่อยยนต์ จำนวน 2 เครื่อง เป็นของกลาง คือ 1.เครื่องโซ่เลื่อยยนต์ ยี่ห้อ WARNING ZM 5200 สีส้มจำนวน 1 เครื่อง ไม่มีเลขเครื่อง 2.เครื่องโซ่เลื่อยยนต์ ยี่ห้อ LWA 110 dB สีเหลืองขาว จำนวน 1 เครื่อง ไม่มีเลขเครื่อง 3.บาร์เครื่องโซ่เลื่อยยนต์ ขนาด 22 นิ้ว จำนวน 2 อัน 4.โซ่เลื่อยเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ จำนวน 2 เส้น

     คณะเจ้าหน้าที่จึงใช้เครื่องตรวจสอบพิกัดดาวเทียม (GPS) ตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ถูกทำลายได้รับความเสียหาย จำนวน ไร่ 3 งาน 11 ตารางวา รัฐได้รับความเสียหายเป็นเงิน 2,216,625 บาท ต้นไม้มีค่าขนาดต่างๆ ถูกตัดโค่นคาตอแตกหักเสียหายอยู่บนภูเขา ต้นน้ำลำธาร จึงไม่ได้ตรวจยึดไม้ดังกล่าวแต่อย่างใด ปล่อยให้ผุพังไปตามธรรมชาติ ไม่ทราบว่าพื้นที่ป่าไม้กำลังถูกทำลายเป็นของผู้ใด ไม่พบบุคคลใดในที่เกิดเหตุ และบริเวณใกล้เคียง ทางเจ้าหน้าที่ได้ติดป้าย คืนป่าให้พ่อแผ่นดินแสดงการตรวจสอบตรวจยึดไว้เรียบร้อยแล้ว

     และได้มอบหมายให้ นายอุดม จันทร์จิตร พนักงานพิทักษ์ป่า ส.2 ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ยล 1 (กาบัง) นำเรื่องร้องทุกข์ และนำเครื่องโซ่เลื่อยยนต์ จำนวน 2 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ส่งต่อ พงส.สภ.กาบัง อ.กาบัง จ.ยะลา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 

ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000025334

คืบหน้าเหตุไฟไหม้สวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนผลไม้ของชาวบ้านใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รวมแล้วกว่า 9 วัน ล่าสุดยังคงมีควันไฟสีขาวแพร่ปกคลุม และส่งกลิ่นเหม็น คาดอีกนานกว่าจะดับได้ แนะผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจไม่ควรออกนอกบ้าน ด้านเทศบาลเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาต่อไป

alt

       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีไฟไหม้ป่าสวนยางพารา สวนปาล์ม และสวนผลไม้ของชาวบ้านในพื้นที่บ้านโต๊ะลือเบ ม.5 ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เป็นระยะเวลา 9 วันนั้น ล่าสุดจากการใช้พารามอเตอร์บินสำรวจจุดไฟไหม้ในช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยภาพรวมยังคงมีควันไฟสีขาวแพร่ปกคลุมส่งกลิ่นเหม็นในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี รวมทั้ง อ.แว้ง และ อ.ตากใบ บางส่วน ซึ่งมีสภาพไม่แตกต่างจากการบินสำรวจในช่วงเช้าของวานนี้มากนัก แต่โชคดีต้นเพลิงที่เคยลุกไหม้ต้นไม้บริเวณหน้าผิวดินได้มอดลงไปมากแล้ว เหลือบางจุดเป็นหย่อมๆ ที่สังเกตเห็นจากภาพมุมสูง

       แต่ต้นเพลิงส่วนใหญ่จะคุกกรุ่นอยู่ชั้นใต้ของผิวดิน ที่มีซากพืชซากสัตว์ทับถมกันเป็นเวลานาน จากสภาพผิวดินเดิมเป็นพื้นที่ป่าพรุ และต้นเพลิงจะลุกไหม้เป็นช่วงๆ เวลากระแสลมพัดแรง ซึ่งยากแก่การดับไฟ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ต้องใช้ระยะเวลาในการเดินเท้าฝ่าดงป่าพรุเข้าไปกว่า 1 กิโลเมตร เพื่อใช้เครื่องสูบน้ำแบบหาบหาม ทำการฉีดน้ำดับไฟได้เพียงบริเวณรอบนอก แต่ไม่สามารถเข้าจุดศูนย์กลางของต้นเพลิงได้ ทำให้การดับไฟไหม้ป่าในครั้งนี้ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน ทำให้ไฟไหม้ป่าในครั้งนี้สร้างความเสียหายไปแล้วกว่า 20 ไร่ และค่อยๆ ขยายวงกว้างไปอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ

     ด้านนางสุชาดา พันธ์นรา นายกเทศมนตรีเมืองสุไหงโก-ลก เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เร่งหาแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเต็มที่ ประกอบกับไม่สามารถนำรถดับเพลิงเข้าไปดับไฟที่ลุกลามเข้าไปในป่าลึกได้ จึงทำได้เพียงดับไฟในส่วนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไป เพื่อไม่ให้ไฟลุกลามมากขึ้นเท่านั้น

     นอกจากนี้ยังพบปัญหาใหญ่ที่ตามมาจากกรณีไฟไหม้ป่าครั้งนี้ คือ ช่วงค่ำจะมีหมอกควันจากเหตุดังกล่าว ลอยปกคลุมเป็นบริเวณกว้างทั่วเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นเบื้องต้นในช่วงค่ำขอให้ประชาชนปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคในระบบทางเดินหายใจ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่โล่งนอกบ้านหรืออาคาร จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จะเร่งหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาในภาพรวมต่อไป

 

ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000025200

ตำรวจภูธรมุกดาหารสกัดจับไม้พะยูง 49 เหลี่ยม มูลค่า 2 แสนบาท รวบผู้ต้องหาได้ 6 คน เตรียมส่งไม้ให้นายทุนเพื่อขายไปประเทศเพื่อนบ้าน

alt

       พล.ต.ต.วิทวัส บูรณสมภพ ผบก.ภ.จว.มุกดาหาร สืบทราบว่าจะมีขบวนการลักลอบขนไม้พะยูง โดยใช้เส้นทางมุกดาหาร-หว้านใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ลักลอบขนไม้พะยูงและสิ่งผิดกฎหมายประจำ จึงได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วิจิตร บุญวรรณ รอง ผกก.สส.สภ.ผึ่งแดด อ.เมืองมุกดาหาร หัวหน้าชุดปฏิบัติการ พร้อมทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองมุกดาหาร ออกไปดักซุ่มที่บริเวณสามแยกบ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

       ขณะซุ่มได้มีรถยี่ห้อเชฟโรเลต สีขาว รุ่นสปริน ขับมาตามถนนท่าทางมีพิรุธ เจ้าหน้าที่ได้ขับรถไล่ติดตามรถคันดังกล่าวได้เลี้ยวเข้าไปถนนภายในหมู่บ้านบางทรายน้อย จนกระทั่งไล่ตามทันที่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านบางทรายน้อย ซึ่งรถคันดังกล่าวได้วิ่งเข้าในบ้านเลขที่ดังกล่าว และได้ปิดประตูบ้านเพื่อขนเอาไม้พะยูงลงจากรถ เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยทหารกองกำลังสุรศักดิ์มนตรีได้เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว พบชายจำนวน 6 คนกำลังหลบซ่อนภายในบ้าน

       ทราบชื่อ 1. นายทวิทย์ บางทราย อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 2. นายไชยยงค์ ทวีโคตร อายุ 47 ปี บ้านเลขที่ 7 หมู่ 2 บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 3. นายไผ่ ศรีประสงค์ อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 50 หมู่ 2 บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 4. นายทวีศิลป์ ทวีโคตร อายุ 40 ปี บ้านเลขที่ 54 หมู่ 2 บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร

       5. นายอภิรัฐ นามวงศา อายุ 28 ปี บ้านเลขที่ 35/1 หมู่ 2 บ้านบางทรายน้อย ตำบลบางทรายน้อย อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร และ 6. ท้าวดาว ชัยยะวง อายุ 28 ปี บ้านปากบ่อ เมืองไกรสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว และรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต สีขาว หมายเลขทะเบียน 3 กพ 4072 กรุงเทพมหานคร วิทยุสื่อสาร 5 เครื่อง ตราชั่ง 1 อัน ไม้พะยูงจำนวน 49 เหลี่ยม คิดมูลค่า 2 แสนบาท

       จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่าพวกตนได้รับจ้างขนไม้พะยูงลงเรือเพื่อส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้นายทุนที่เป็นพ่อค้าไม้คนลาว แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับเสียก่อน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหากระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ฐานมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ ก่อนนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.หว้านใหญ่ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=602537

ความคืบหน้าหลังพายุฤดูร้อนพัดถล่มจังหวัดลพบุรี พบมีบ้านเรือนเสียหายใน 9 อำเภอ กว่า 380 หลัง ทางจังหวัดเร่งให้การช่วยเหลือ

alt

     สำหรับความคืบหน้ากรณีพายุฤดูร้อนพัดถล่มในหลายพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีเมื่อช่วงเย็นวานที่ผ่านมา นายธีรศักดิ์ ทรัพย์ศิริ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลพบุรี (ปภ.) เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ที่ถูกพายุฤดูร้อนพัดถล่มเมื่อวานนี้พบว่ามีทั้งหมด 9 อำเภอ 20 ตำบล 70 หมู่บ้าน ประกอบด้วย อำเภอชัยบาดาล ลำสนธิ สระโบสถ์ ท่าวุ้ง ท่าหลวง หนองม่วง บ้านหมี่ เมืองลพบุรี และโคกเจริญ ซึ่งมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากหลังคาปลิวหายไปจำนวนทั้งสิ้น 338 หลังคาเรือน โดยส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอชัยบาดาลและอำเภอเมืองลพบุรี ที่บ้านเรือนประชาชนเสียหายหนักและมากที่สุด

     ล่าสุด นายธนาคม จงจิระ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่แต่ละอำเภอประสานงานกับท้องถิ่นให้เร่งลงไปให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นการด่วนเพราะช่วงนี้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองตกลงมาในพื้นที่ ชาวบ้านจะได้มีที่หลบฝนหากมีพายุซ้ำลงมาอีก

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/484534

ชาวบ้านในอ.หนองเสือ ปทุมธานี เดือดร้อนหนัก หลังระดับน้ำในคลอง12ลดลงจนแห้งขอด ทำให้ถนนที่อยู่ด้านบนทรุดตัวลงเป็นร่องลึก เหลือให้รถวิ่งได้เลนเดียว ทั้งยังเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะกลางคืนไม่มีไฟสัญญาณบอก

alt

     เมื่อตอนเย็นวันที่ 2 มี.ค.58 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านในต.ศาลาครุ และ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ได้รับความเดือดร้อนจากสภาพถนนทรุดตัวลงหลายจุด บางจุดผิวถนนเริ่มเป็นรอยร้าว สาเหตุเนื่องมาจากระดับน้ำในคลอง 12 ลดลงจนแห้งขอด ส่งผลให้ถนนที่อยู่ติดคลอง เกิดการทรุดตัวตามไปด้วย

     ต่อมา จากการไปดูที่จุดบริเวณหน้าบ้านเลขที่ 1 หมู่ 6 ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ พบสภาพถนนทรุดตัวลึกกว่า 1.50 เมตร เป็นระยะทางยาวประมาณ 30 เมตร ถนนเลนที่ติดริมตลิ่งเป็นรอยร้าว ไม่สามารถใช้งานได้ทั้งเลน ต้องเดินรถในเพียงช่องทางเดียว และบริเวรริมตลิ่งมีดินไสลด์ลงไปในคลอง รวมทั้งอีกหลายจุดในเขตคลองฝั่งตรงกันข้ามกัน ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างเขตพื้นที่ ต.ศาลาครุ และต.นพรัตน์ ก็เกิดถนนทรุดตัว มีเป็นรอยร้าวตลอดเส้นทาง

     ทั้งนี้ พบว่า เจ้าหน้าที่นำป้ายสัญญาณมาปิดกั้นเป็นพื้นที่อันตราย แต่ชาวบ้านหวั่นว่าเวลากลางคืน ไม่มีสัญญาณไฟบอกจะอุบัติเหตุได้ ซึ่งขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังบันทึกภาพทำข่าว ได้มีรถจักรยานยนต์ขับขี่เลี่ยงชิดริมถนนเลนที่ยังสามารถใช้งานได้ โดยนั่งซ้อนกันมา3คน มีเด็กเล็กมาด้วย และเกิดอุบัติเหตุล้มลง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

     นายวัชรินทร์ กลิ่นบุปผา อายุ 54 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 1 หมู่ 6 ต.นพรัตน์ กล่าวว่า เมื่อช่วง 2 อาทิตย์ก่อนน้ำในคลอง 12 แห้งขอด จากนั้นถนนก็เริ่มเป็นรอยร้าวขึ้นหลายจุดบนถนนสายเลียบคลอง 12 ทั้งในเขต อบต.นพรัตน์ และอบต.ศาลาครุ กระทั่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ตนไปดูนาข้าวและพบว่าถนนพังทรุดตัวลงไปลึก จึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ อบต.นพรัตน์ให้มาตรวจสอบ จากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากกรมทางหลวงชนบทนำป้ายสัญญาณเตือนมาติดตั้งไว้ เพราะเกรงจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้สัญจรไปมา

 
Read More ...