ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/625643

นายก อบต.นาเหนือ พร้อม จนท. ลงสำรวจพื้นที่เสียหาย จากฝนถล่มเมืองกระบี่ จนน้ำกัดเซาะสะพาน ถนนสายอ่าวลึก-มะรุ่ยจนขาด เผย ขณะนี้ขยายวงกว้างเป็น 20 ม. ส่วนที่ ถ.เพชรเกษม น้ำลดระดับลงแล้ว พร้อมเร่งช่วยเหลือชาวบ้าน ...

วันที่ 25 พ.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากภาวะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ จ.กระบี่ โดยเฉพาะที่ตำบลอ่าวลึก จ.กระบี่ ซึ่งรับน้ำมาจากพื้นที่ อ.ปลายพระยา และจากจังหวัดพังงา มาลงที่ ต.นาเหนือ สถานการณ์ล่าสุดยังมีฝนตกลงมาเป็นบางช่วง โดยนายสมคิด ทองสง นายก อบต.นาเหนือ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และผู้นำท้องถิ่น ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณหมู่บ้านต่างๆ พบว่า พื้นที่ได้รับผลกระทบคือ ที่บริเวณสะพานปากลาว ถนนสายอ่าวลึก-มะรุ่ย หมู่ที่ 1 ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและเปิดใช้เส้นทางเบี่ยงขาด ขณะนี้ ได้ขยายวงจากเดิมขาด 5 เมตร เป็นกว่า 20 เมตรแล้ว และกัดเซาะถนนเดิมเป็นช่องขนาดใหญ่

ส่วนพื้นที่ประสบภัยที่สำรวจ พบว่า มีหมู่ที่ 1 หมู่ 2, 5 และ 6 น้ำไหลท่วมสวนของชาวบ้านประมาณ 300 ไร่ สวนผักของชาวบ้านประมาณ 10 ไร่ ถนนในหมู่บ้านถูกน้ำท่วม 4 สาย ระดับน้ำสูงประมาณ 40-50 ซม. ไม่สามารถสัญจรได้ ส่วนถนนสายหลักเพชรเกษม น้ำลดระดับลงแล้ว หลังเจ้าหน้าที่ได้ไปขุดลอกเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวก

ด้าน นายสมคิด กล่าวว่า ปริมาณฝนที่ตกต่อเนื่อง ทั้งในพื้นที่และด้านบนทำให้ อบต.นาเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำก่อนน้ำไหลออกสู่ทะเล ทำให้มีพื้นที่ประสบภัยเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการสำรวจ เพื่อเสนอไปยังอำเภอ และจังหวัดให้การช่วยเหลือต่อไป ส่วนสถานการณ์น้ำหากยังมีฝนตกต่อเนื่องน้ำก็จะยังคงท่วมอยู่

 

ที่มา : http://www.greennewstv.com/

ชาวสงขลา-ปัตตานี กว่า 50 ชีวิต บุกค่ายเสนาณรงค์ ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ผู้บัญชาการฯ ถอนคำสั่งเบรคนักวิชาการต้านโรงไฟฟ้าเทพา ด้านเอ็นจีโอใต้ร่อนจดหมายจี้ยกเลิกเช่นกัน

มณฑลทหารบกที่ 42 (มทบ.42) ค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ส่งหนังสือที่ลงนามโดย พล.ต.วิรัชช์ กมลศิลป์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ถึงอธิบการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาหาดใหญ่ ให้ทำความเข้าใจกับคณาจารย์ที่ไปร่วมเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์

สำหรับหนังสือฉบับดังกล่าว เป็นหนังสือราชการที่ กห.0484.63/113 ลงวันที่ 21 เม.ย.2559 มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า ตามที่มีกลุ่มมวลชนมีการเคลื่อนไหวและต่อต้านกรณีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาในพื้นที่ จ.สงขลา โดยมีกลุ่มแกนนำในพื้นที่ และพื้นที่ใกล้เคียง กลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักวิชาการ และกลุ่มประชาสังคม หรืออาจมีบุคลากรในหน่วยงานของท่านบางคนไม่เข้าใจการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา อาจหันไปให้การสนับสนุนให้ความร่วมมือ จึงขอให้อธิบการบดี ฯ ช่วยทำความเข้าใจกับคณาจารย์ด้วย

สถานการณ์ล่าสุด วันที่ 25 พ.ค.2559 เครือข่ายภาคประชาชนซึ่งคัดค้านโครงการดังกล่าว ได้นัดหมายกันที่หน้าค่ายเสนาณรงค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในเวลา 10.00 น.เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทหารวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งเรื่องโครงการโรงไฟฟ้า และขอให้ยุติการคุกคามนักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สำหรับบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทหารได้เปิดห้องประชุมขนาดใหญ่รองรับชาวบ้านกว่า 50 คน ที่เดินทางไปยื่นหนังสือ โดยมีรองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 เป็นผู้มารับหนังสือและพูดคุยด้วย ซึ่งใช้เวลาหารือร่วมกันประมาณ 2 ชั่วโมง

นายดิเรก เหมนคร เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) กล่าวว่า ในช่วงแรกของการหารือทางรองผู้บัญชาการฯ ได้แสดงความกังวลใน 2 ประเด็น คือ 1.ไฟฟ้าไม่เพียงพอ 2.เชื่อว่าสามารถแก้ปัญหาเรื่องมลพิษจากถ่านหินได้ นั่นทำให้บรรยากาศเริ่มอึดอัด ชาวบ้านจึงเริ่มโต้แย้งรายประเด็นโดยเรียกร้องให้รองผู้บัญชาการฯ วางตัวเป็นกลางและอย่าเพิ่งสรุปผล

สำหรับข้อกังวลของชาวบ้านมีทั้งสิ้น 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ชาวบ้านไม่ยินยอมให้สร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่โครงการ เนื่องจากจะกระทบต่อพื้นที่สำคัญทางจิตวิญญาณและพื้นที่ทางศาสนา 2.การคุกคามจากผู้มีอิทธิพลและทหาร เนื่องจากมีทหารบางรายเข้ามาคุกคามชาวบ้านกลุ่มคัดค้าน ซึ่งรองผู้บัญชาการฯ รับปากว่าจะตรวจสอบพฤติกรรมให้

3.โครงการจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อทหารออกตัวคล้ายคลึงกับการสนับสนุนโรงไฟฟ้า ทำให้ชาวบ้านกลุ่มสนับสนุนซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่อยู่แล้วเกิดความมั่นใจว่ามีผู้ให้ท้าย ซึ่งจะนำไปสู่การกระทบกระทั่งมากขึ้น 4.ขณะนี้เกิดเหตุรุนแรงทั้งวางระเบิดและลอบฆ่าในพื้นที่ก่อสร้างโครงการ ทั้งๆ ที่ อ.เทพา ไม่มีเหตุมานานแล้ว จึงเรียกร้องให้ทหารชี้แจงว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะชาวบ้านกังวลว่าจะมีมือที่ 3 เข้ามาฉวยโอกาส

“หลังจากได้พูดคุยกันก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้น และการที่ทหารเปิดห้องประชุมให้ชาวบ้านเข้าไปหารือด้วยก็ยิ่งทำให้ไม่เกิดภาพการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับทหาร ส่วนตัวเชื่อว่าจากการพูดคุยในวันนี้จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงระดับหนึ่ง”นายดิเรก กล่าว

วันเดียวกัน คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ทำงานด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนในพื้นที่ภาคใต้กว่า 20 องค์กร ได้ออกแถลงการณ์เรื่องหยุดจำกัดเสรีภาพของนักวิชาการเพื่อสังคม โดยเรียกร้องให้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 42 ถอนหนังสือราชการดังกล่าว และวางตัวเป็นกลาง ไม่ใช่มาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชนเสียเอง

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทหารในพื้นที่ทำหน้าที่รวมรวมรวมข้อมูลทางวิชาการที่มีอยู่ และรับฟังความเห็นของประชาชนทั้งหมด เพื่อนำเสนอให้กับผู้บังคับบัญชาส่วนกลางทราบ เพื่อรายงานให้กับรัฐบาลต่อไป

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000052592

  ระยอง - ชาวประมงพบซากเต่าตนุตาย 3 ตัวซ้อนภายในวันเดียว บริเวณหาดแม่รำพึง หาดสนกระซิบ และหาดพยูน ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่พบสาเหตุ จึงจัดการฝังกลบ ส่วนบริเวณหาดแม่รำพึงพบมรสุมพัดขยะเกยเต็มชายหาด
      
       วันนี้ (25 พ.ค.59) นายชาติชาย เพ็ญเพียร เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตะวันออก พร้อมด้วยนายสัตว์แพทย์ วีรพงษ์ เหล่าเวชประสิทธิ์ และเจ้าหน้าที่ รับแจ้งจากชาวประมงพบซากเต่าตนุ ชายหาดแม่รำพึง ตรงข้ามศาลเจ้าแม่รำพึง ต.ตะพง อ.เมืองระยอง แห่งที่ 2 พบซากเต่าตนุ บริเวณชายหาดสนกระซิบ เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดและแห่งที่ 3 บริเวณชายหาดที่ทำการกลุ่มประมงเรือเล็กบ้านพยูน หมู่ 4 ต.บ้านฉาง อ.บ้านฉาง จึงเดินทางไปผ่าพิสูจน์ชากเต่าตนุ
      
       นายชาติชาย เพ็ญเพียร เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน กล่าวว่าแห่งแรก ที่หาดแม่รำพึง นายสัตวแพทย์ วีรพงษ์ ได้ผ่าพิสูจน์ซากเต่าตนุอายุประมาณ 1 ปีไม่สามารถระบุเพศได้เนื่องจากยังเล็ก พบว่าอวัยวะภายในเน่าส่งกลิ่นเหม็นไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้จึงทำการขุดหลุมฝังกลบ
      
       เดินทางไปตรวจสอบแห่งที่สอง ซึ่งได้รับแจ้งจากนายสาคร แถวโชติ อายุ 53 ปี เจ้าหน้าที่รปภ.ดูแลชายหาดสนกระซิบ พบชากเต่าตนุตายบริเวณชายหาด ตรวจสอบอายุประมาณ 15-20 ปีเพศเมีย ขนาดกว้าง 81 ซม.ยาว 82 ซม.น้ำหนักประมาณ 70 - 80 กก.จากการผ่าพิสูจน์อวัยวะภายในเน่าส่งกลิ่นเหม็น จึงได้ทำการขุดหลุมฝังกลบ
      
       ไปตรวจสอบแห่งที่สาม ได้รับแจ้งจากนายนิชัย ชุนทอง ชาวประมงเรือเล็กบ้านพยูน ต.บ้านฉาง กล่าวว่าเมื่อเวลา 11.00 น.วันเดียวกัน พบซากเต่าตนุลอยในทะเลห่างจากที่ทำการกลุ่มประมงเรือเล็กบ้านพยูน ประมาณ 1 กม. จึงได้ลากเข้าชายหาด พร้อมโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ
      
       จากการตรวจสอบเป็นเต่าตนุเพศเมีย ขนาดกว้าง 89 ซม.ยาว 87 ซม. หนักประมาณ 70-80 กก.อายุประมาณ 15-20 ปีเช่นเดียวกัน จากการผ่าพิสูจน์โดยตัดอวัยวะภายในออกมาตรวจดูพบในลำไส้มีปลาจำนวนมาก ไม่มีขยะ ปอดเน่า ทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุการตายได้ แต่มีรอยช้ำบริเวณกล้ามเนื้อหน้าอกเท่านั้น จึงได้ขุดหลุมฝังกลบ
      
       ทั้งนี้ นายชาติชาย เจ้าพนักงานประมงชำนาญงาน กล่าวอีกว่าเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากชาวประมงหาดแม่รำพึง พบเต่ากระ แขนขวาขาดยังมีชีวิตอยู่ บริเวณชายหาดจึงนำไปรักษาและเลี้ยงไว้ที่เกาะมัน คาดว่าจะติดเชือกหรือเศษอวนนานๆทำให้แขนขาดและได้รับแจ้งพบซากเต่าตนุบริเวณหาดแม่รำพึง เช่นเดียวกันไปตรวจสอบและฝังกลบเนื่องจากตายมาหลายวันแล้วส่งกลิ่นเหม็นเน่าไปทั่วบริเวณ
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณชายหาดแม่รำพึง ต.ตะพง ตรงข้ามศาลเจ้าแม่รำพึง พบเศษขยะพลาสติก เศษเชือก กระป๋องฯลฯ เกลื่อนชายหาดเป็นระยะทางยาว ซึ่งเป็นจุดที่พบซากเต่าตนุอายุ 1 ปี ชาวประมงกล่าวว่าช่วงนี้เป็นช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ชาวประมงเรียกว่าลมสลาตัน มีกระแสคลื่นลมแรงจะพัดเอาเศษขยะในทะเลและใต้ทะเล เข้าหาฝั่ง

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000052557
 

alt

ศูนย์ข่าวภาคใต้ - มรภ.สุราษฎร์ธานีจับมือ อบต.ท่าชนะ สำรวจแนวปะการังในอ่าวท่าชนะ หลังพบเป็นแนวปะการังขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่ แต่กลับเกิดการฟอกขาวจำนวนมากจากภาวะโลกร้อน เตรียมประสานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมเยียวยา หวังฤดูฝนช่วยแนวปะการังฟื้นตัว
      
       วานนี้ (25 พ.ค.) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมกับ อบต.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี และผู้สื่อข่าวจำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปสำรวจแนวปะการังแห่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบ บริเวณอ่าวท่าชนะ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี โดยพบว่า เป็นแนวปะการังขนาดใหญ่ กินพื้นที่ร่วม 100 ไร่ จาก อ.ท่าชนะ ไปจนถึง อ.ละแม จ.ชุมพร แต่เกิดปะการังฟอกขาวจำนวนมาก เนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน

 นายธรรมรัตน์ วาจาสัตย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มรภ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ปะการังฟอกขาวเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ทำให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนปะการังไม่สามารถปรับตัวได้ ส่งผลให้ปะการังเหล่านี้มีสีซีดลง
 

alt

       
       “ปะการังจะดำรงชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยกับสาหร่ายเซลล์เดียวขนาดเล็ก โดยสาหร่ายจะอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นในของปะการัง ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง สร้างพลังงานและมีรงควัตถุ สร้างสีสันให้กับปะการังที่มันอาศัยอยู่ เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ปะการังจึงปรับตัวโดยการขับสาหร่ายออกมา ทำให้ปะการังสูญเสียรงควัตถุที่จะสร้างสีสัน” นายธรรมรัตน์ กล่าว

นายณัฐพล เมฆแดง หน.สาขาวิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มรภ.สุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าอุณหภูมิที่สูงขึ้นกินระยะเวลานานปะการังอาจตายได้ แต่ถ้าอุณหภูมิกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ปะการังบริเวณนี้ ก็จะฟื้นตัวกลับมามีสาหร่ายเกาะ และจะค่อยๆ มีสีสันขึ้นมาได้อีกใน 1-2 สัปดาห์ อาทิตย์ที่ผ่านมาเข้าสู่ฤดูมรสุม มีฝนตกแทบทุกวัน อุณหภูมิน้ำทะเลเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ จึงหวังว่าปะการังฟอกขาวจะไม่ขยายวงออกไปมากกว่าเดิม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะฟื้นตัวได้มากน้อยแค่ไหน
      
       “ขณะนี้ มรภ.สุราษฎร์ธานี ได้ประสานกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาแล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องการความร่วมมือจากคนในพื้นที่และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย พื้นที่ดังกล่าวมีแนวโน้มจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอนาคต ต้องมีการจัดการอย่างรัดกุม เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ไม่ทำลายระบบนิเวศ แต่ก่อนอื่นต้องช่วยกันทำให้แนวปะการังดังกล่าว พ้นภาวะวิกฤตนี้ไปให้ได้เสียก่อน” นายณัฐพล กล่าว
        
ด้าน นายถาวร ไม้โภคา นายก อบต.ท่าชนะ กล่าวว่า แนวปะการังดังกล่าวเคยมีความสมบูรณ์มาก เป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ หากจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศคือ มีการให้ความรู้เชิงอนุรักษ์แก่นักท่องเที่ยวด้วย ต้องเป็นการท่องเที่ยวที่กระตุ้นให้เกิดจิตสำนึกในการรักษา ไม่ใช่การทำลาย

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000052549

 กระบี่ - ดร.ธรณ์ งัด 3 มาตรการ งด ลด และควบคุม ดูแลปะการังฟอกขาวในเขตพื้นที่อุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี
      
       ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิชาการทางทะเลชื่อดัง เปิดเผยว่า ภายหลังจากนำทีมสำรวจปะการังในเขตอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการอุทยานทางทะเลที่ 3 จ.ตรัง และอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ในระหว่างวันที่ 19-24 พ.ค.59 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่า พบปะการังฟอกขาวเกิดทุกพื้นที่ของอุทยานฯ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ปานกลาง ไม่เกินร้อยละ 50 พบที่หมู่เกาะพีพี กระจายอยู่ทั่วไปประมาณร้อยละ 50 ระดับรุนแรง 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนระดับที่วิกฤติสุดพบในหมู่เกาะปอดะ ทะเลแหวก ประมาณร้อยละ 90

ดร.ธรณ์ กล่าวอีกว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นที่จะต้องหามาตรการในการฟื้นฟู โดยหลังการสำรวจก็ได้หารือกับผู้ประกอบการทั้งภาครัฐ และเอกชนในท้องถิ่น ได้ข้อสรุปออกมา 3 มาตรการ คือ งด ลด และควบคุม โดยการงดเว้นกิจกรรมท่องเที่ยว การดำน้ำ 5 จุด ประกอบด้วย จุดแรกคือ แนวปะการังน้ำตื้นที่ทะเลแหวก ส่วนอีก 4 จุด คือ ที่เกาะพีพีดอน 2 จุด และพีพีเล 2 จุด ซึ่งเป็นเขตดำน้ำลึกที่เกิดปะการังฟอกขาวอยู่จำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการดำน้ำก็เห็นด้วยเนื่องจากว่าการปิดจุดดังกล่าวเป็นการชั่วคราวก็ไม่เกิดผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างใด
      
       โดยจะงดเว้นการดำน้ำทั้งจุด ทั้งระหว่างที่เสนอเรื่องเพื่อรอการประกาศจากประกาศปิดอย่างเป็นทางการจากกรมอุทยานฯ นั้น ทางผู้ประกอบการพร้อมที่จะงดกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณที่เกิดปะการังฟอกขาว รวมทั้งช่วยกันประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ โดยเริ่มงดเว้นตั้งแต่วันนี้โดยไม่ต้องรอภาครัฐเพราะสามารถทำควบคู่กันไปได้เลย
      
       ส่วนการบริหารจัดการ หรือการวางแนวเขตควบคุมพื้นที่นั้นก็ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ และเอกชนสนับสนุนงบประมาณเข้ามาติดตั้งทุ่นต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ปะการังฟอกขาวในพื้นที่เกาะยูง ที่มีการประกาศปิดไปก่อนหน้านี้นั้น จากการสำรวจพบว่า ไม่มีการฟอกขาวเพิ่ม สาเหตุก็เพราะไม่มีการรบกวนทั้งจากเรือ และนักท่องเที่ยว ดร.ธรณ์ กล่าว
 

 
Read More ...