hd porno izle mobil porno sex hikayeleri travesti izle
ข่าวสิ่งแวดล้อม

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/615029
 

alt

พายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรงพัดถล่ม พร้อมฝนกระหน่ำ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน เตือน ประชาชนเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังดินโคลนสไลด์ตามมา

วันที่ 3 พ.ค.59 จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่อง และมีลมพายุกรรโชกแรง ในพื้นที่ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นมา กว่า 1 ชั่วโมง ส่งผลทำให้เกิดหลังคาบ้านปลิวหาย และพังในหลายพื้นที่ ล่าสุด นายพิษณุพงษ์ บูรณา นายอำเภอแม่ลาน้อย ได้มอบหมายให้ปลัดฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากพายุฝนกระหน่ำ ประสานผู้บริหารท้องถิ่นในพื้นที่สำรวจความเสียหายพร้อมให้การช่วยเหลือ

ทั้งนี้ นายพิเชษฐ เกตวงรอด นายก อบต.ท่าผาปุ้ม อ.แม่ลาน้อย แจ้งว่า มีบ้าน นายบุญส่ง รักษาไพรวัลย์ อายุ 63 ปี บ้านเลขที่ 153/9 หมู่ที่ 8 ต.ท่าผาปุ้ม อ.แม่ลาน้อย ได้รับความเสียหายหลังคากระเบื้องปลิวหายทั้งหลัง ทางอำเภอแม่ลาน้อย และ อบต.ท่าผาปุ้ม ได้ดำเนินการเข้าตรวจสอบความเสียหาย และให้การช่วยเหลือเบื้องต้น โดยได้นำกระเบื้อง ไปช่วยมุงหลังคาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

นายพิษณุพงษ์ บูรณา นายอำเภอแม่ลาน้อย เผยว่า ในส่วนของอำเภอแม่ลาน้อย เปิดสายด่วน รอให้ความช่วยเหลือ กรณีมีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ผู้ป่วยฯ ที่ไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่ได้ เนื่องจากมีลมพายุฝน ให้ประสานมายัง ป้องกันอำเภอแม่ลาน้อย 053-689126 พร้อมเตือนประชาชนเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังดินโคลนสไลด์ตามมา

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/615027

จ.ศรีสะเกษ ถูกพายุฤดูร้อนจองเวรไม่เลิก เข้าพัดถล่มอีก 4 อำเภอ บ้านเรือนเสียหาย 187 หลัง วัว,ควาย ถูกฟ้าผ่าตาย 4 ตัว ยุ้งข้าวถูกฝนตกใส่ สายไฟฟ้าขาดไฟดับทั้งหมู่บ้าน

เวลา 18.00 น.วันที่ 3 พ.ค. 59 นายอิทธพล นนทา กำนันตำบลยาง อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ พร้อมด้วยนายจิต สิมณี ผู้ใหญ่บ้านหนองกก หมู่ 2 ต.ยาง ร่วมกันออกสำรวจความเสียหายของบ้านเรือนประชาชน หลังจากที่มีพายุฤดูร้อนเข้าพัดถล่ม ที่บ้านหนองกก เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา จากการสำรวจในเบื้องต้น พบว่า มีบ้านเรือนถูกพายุพัดบ้านเรือนพังเสียหาย ที่บ้านหนองกก หมู่ 2 จำนวน 73 หลัง หมู่ 12 บ้านพัง 16 หลัง มีคนได้รับบาดเจ็บ จากการถูกไม้เครื่องเรือนปลิวถูกหน้าผากแตกเย็บประมาณ 6 เข็ม 1 ราย ซึ่งทางกำนัน ได้รายงานไปให้นายอำเภอกันทรารมย์ได้ทราบ เพื่อรายงานไปทางจังหวัดต่อไปแล้ว

น.ส. สุภาวดี เลิศล้ำ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/1 บ้านหนองกก หมู่ 2 กล่าวว่า เวลาประมาณ 15.00 น. ตนอยู่บ้านพอดี ก่อนเกิดเหตุ มีฝนตกลงมาปรอยๆ พักเดียวก็มีลมพายุพัดมาก่อนที่ลมจะมาถึงบ้าน เห็นท้องฟ้ามีสีแดงมาทางด้านทิศตะวันออก ไม่ถึง 5 นาที ลมก็มาถึงบ้านพัดอย่างรุนแรง จนหลังคาบ้านถูกพายุพัดปลิวหายไปทั้งหลัง นอกจากนั้น หลังคายุ้งข้าวยังปลิวหายไปอีก ฝนตกกระหน่ำลงมาข้าวในยุ้งซึ่งมีประมาณ 4-5 ตัน ถูกฝนเปียกเสียหายหมด และเสื้อผ้าข้าวของบนบ้านก็ถูกฝนเสียหายไปด้วย

จากพายุที่พัดเข้ามาในวันนี้ ส่งผลกระทบพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อำเภอกันทรารมย์, ขุขันธ์, ภูสิงห์ และอำเภอเมืองจันทร์ รวม 6 ตำบล บ้านเรือนพังเสียหาย 187 หลัง คอกวัว พัง 1 หลัง ยุ้งข้าว 2 หลัง วัวถูกฟ้าผ่าตาย 2 ตัว ควายถูกฟ้าผ่าตาย 2 ตัว มีคนได้รับบาดเจ็บถูกไม้ปลิวถูกหน้าผาก แตก 1 ราย.

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/614917
 

alt

ซากโลมาหัวบาตรและเต่าตนุลอยมาติดอยู่บริเวณ ริมป่าชายเลน สถานตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ เบื้องต้น จนท.ตรวจสอบตายมาไม่ต่ำกว่า 3 วัน ยังไม่ทราบสาเหตุการตายของสัตว์อนุรักษ์ทั้ง 2 ตัวที่แน่ชัด...

เมื่อเวลา 8.30 น. วันที่ 3 พ.ค.59 จ.ส.อ.นิเวช ชูปาน เจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบซากโลมาและเต่าลอยมาติดอยู่บริเวณริมป่าชายเลน ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ กองทัพบก เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี ซึ่งตั้งอยู่ในสถานตากอากาศบางปู ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบ

บริเวณที่พบมีซากโลมาหัวบาตร หรือโลมาอิรวดี เพศผู้ อายุประมาณ 3 ปี ความยาว 120 ซม. น้ำหนักประมาณ 30 กก. สภาพเน่าเปื่อย ตามลำตัวมีบาดแผลถลอกคล้ายกับโดนอวนลากปลาประมง นอกจากนี้ยัง พบเต่าตนุไม่ทราบเพศ ความยาวประมาณ 45 ซม. น้ำหนัก 10 กก. อีก 1 ตัว โดยทั้ง 2 ตัว เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 วัน

จ.ส.อ.นิเวช กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ระหว่างที่ชาวบ้านออกมาเก็บขยะบริเวณศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก ได้กลิ่นเหม็นเน่าคล้ายกับซากสัตว์ จึงได้เดินสำรวจดูกระทั่งพบซากโลมาติดอยู่บริเวณกองไม้ไผ่ริมป่าชายเลน ต่อมา ระหว่างชาวบ้านเดินเลาะชายฝั่งมาแจ้งเจ้าหน้าที่ ยังได้พบกับซากเต่าตนุอีก 1 ตัว ซึ่งห่างจากจุดที่พบโลมาประมาณ 200 เมตร ก่อนที่ตนจะมาตรวจสอบ

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2558 พบว่าได้มีซากโลมาติดที่ริมป่าชายเลนสถานตากอากาศบางปูแล้ว 3 ตัว ส่วนเต่าตนุเพิ่งจะพบเป็นตัวแรก เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุการตายของสัตว์อนุรักษ์ทั้งสองตัวอย่างแน่ชัด โดยต้องรอเจ้าหน้าที่จาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน นำไปตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง และนำซากหรือโครงสร้างเอาไว้ศึกษาต่อไป.

 

ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/252119
 

alt

กรมอุทยานแห่งชาติฯ สรุป 3 แนวทางอนุรักษ์ "นกแต้วแล้วท้องดำ" หลังพบนกเพศเมียที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม เตรียมจับคู่กับนกเพศผู้ซึ่งมีอยู่เพียงตัวเดียวใน จ.สุราษฎร์ธานี ขยายพันธุ์หวังเพิ่มจำนวนประชากร

วานนี้ (3 พ.ค. 2559) ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 เม.ย.2559 เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่ นายโยธิน มีแก้ว และนายคณิต คณีกุล สำรวจพบนกแต้วแล้วท้องดำเพศเมีย 1 ตัว ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีและเป็นการยืนยันว่า นกแต้วแล้วท้องดำ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนยังไม่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย โดยครั้งหลังสุดที่มีรายงานพบนกแต้วแล้วท้องดำเพศเมีย 1 ตัว คือในปี 2556 หรือเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขณะหากินกับนกแต้วแล้วลาย

นายธัญญากล่าวว่า ทางกรมอุทยานฯ จึงส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มงานวิจัยสัตว์ป่า เข้าไปปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งสรุปความคิดเห็นได้ 3 แนวทาง ได้แก่

1.ป้องกันภัยนกแต้วแล้วท้องดำเพศเมียที่สำรวจพบจากศัตรูผู้ล่าในธรรมชาติและภัยคุกคามจากมนุษย์

2.หาแนวทางเพิ่มจำนวนนกแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติ ซึ่งควรมีการอนุรักษ์ทั้งในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ และอนุรักษ์นอกถิ่นที่อยู่อาศัย หรือเพาะขยายพันธุ์ควบคู่กันไป

3.ปรับปรุงแผนฟื้นฟูประชากรและอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำแห่งชาติ

"นอกจากนี้ ทางกรมอุทยานฯ ยังมีแผนนำนกแต้วแล้วท้องดำเพศผู้ที่อนุบาลไว้ 1 ตัว ใน จ.สุราษฎร์ธานี มาฝึกเพื่อให้นกมีสัญชาตญาณป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม โดยทำกรงเลี้ยงขนาด 5x5 เมตร ในพื้นที่ใกล้เคียงกับบริเวณจุดที่พบนกแต้วแล้วเพศเมีย ซึ่งหากมีแนวโน้มที่นกจับคู่กัน จะดำเนินการล้อมกรงขนาดใหญ่เพื่อป้องกันภัยคุกคาม และเพิ่มโอกาสสำเร็จในการสืบขยายพันธุ์ต่อไป" อธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์นกแต้วแล้วท้องดำ เป็นชนิดนกที่มีการกระจายพันธุ์เฉพาะถิ่นในป่าที่ราบต่ำ 100-150 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปัจจุบันในประเทศไทยพบเฉพาะที่ผืนป่าเขานอจู้จี้ จ.กระบี่ ทั้งนี้ การทำเกษตรกรรมและสัมปทานป่า ทำให้พื้นที่ป่าที่ราบต่ำเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของนกแต้วแล้วท้องดำลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การกระจายและจำนวนประชากรนกแต้วแล้วท้องดำลดลงเช่นกัน จนนำไปสู่การประกาศจัดตั้งเขตห้ามล่าสัตว์ป่าและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม จ.กระบี่

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000044778
 

alt

ตาก - เกิดเหตุเพลิงไหม้บ่อทิ้งขยะขนาดใหญ่ชายแดนแม่สอด ส่งควันสีดำลอยคลุ้งทั่วพื้นที่ เจ้าหน้าที่ต้องระดมรถน้ำทั่วอำเภอเข้าสกัด แต่ล่าสุดยังไม่สามารถดับเพลิงได้
      
       วันนี้ (3 พ.ค.) นายธนยศ ปานขาว นายอำเภอแม่สอด จ.ตาก ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้ภายในบ่อทิ้งขยะขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ท้ายหมู่บ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 4 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด โดยเพลิงกำลังโหมลุกไหม้กองเศษขยะทั้งถุงพลาสติก ยางรถยนต์ และเศษผ้าที่กองทับถมรวมกันเป็นจำนวนมาก และลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
      
       นอกจากนี้ยังมีสะเก็ดไฟขนาดใหญ่ลอยไปตกใส่ป่าหญ้าบริเวณรอบๆ บ่อ จนเกิดเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ส่งกลุ่มควันพิษสีดำที่มีกลิ่นเหม็นไหม้อย่างรุนแรงลอยขึ้นไปในอากาศ สามารถมองเห็นควันไฟสีดำได้อย่างชัดเจนในเขตเทศบาลนครแม่สอด ประชาชนในพื้นที่ใกล้บ่อทิ้งขยะต่างตกใจและต้องหลบกลุ่มควันพิษออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย
      
       เบื้องต้นนายอำเภอแม่สอดได้สั่งการให้ระดมรถดับเพลิงกว่า 10 คันในทุกท้องที่เขตอำเภอแม่สอด เข้าช่วยสกัดเพลิง แต่ก็ประสบปัญหา เนื่องจากทางเข้าออกบ่อขยะไม่สามารถนำรถน้ำเข้าไปจุดใจกลางที่เกิดเพลิงไหม้ได้ เจ้าหน้าที่ต้องระดมฉีดน้ำอยู่รอบๆ พื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เพลิงลุกลามออกด้านนอกบ่อทิ้งขยะ
      
       ล่าสุดเวลาประมาณ 14.30 น.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังต้องระดมฉีดน้ำอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถควบคุมเพลิงให้ดับสนิทได้
 

 
Read More ...