maltepe escort kartal escort istanbul escort escort sisme manken
ข่าวสิ่งแวดล้อม

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/regional/520489
 

alt

ชาวบ้าน จ.ราชบุรีร้องสื่อฯมีคนแอบทิ้งขยะบนภูเขา พบทั้งกล่องโฟม ถุงพลาสติก เศษอาหาร สิ่งของจำนวนมากทิ้งเกลื่อนกลาด แถมยังเหม็นหึ่งหวั่นฝนตกนำน้ำเสียไหลลงห้วย

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีผู้นำขยะชุมชนมาทิ้งบริเวณเนินเขาห้วยยอด  หมู่ 4  บ้านนาขุนแสน ต.สวนผึ้ง  อ.สวนผึ้ง  จ.ราชบุรี ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้าน และน้ำเสียจากกองขยะยังไหลลงในลำห้วยในช่วงที่มีฝนตกลงมา  จึงเดินทางไปตรวจสอบ   โดยมีชาวบ้านในหมู่ 4  ได้นำเข้าไปดูพื้นที่   พบว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นอยู่บนเนินเขา  และมีกองขยะซึ่งมีทั้งกล่องโฟม  ถุงพลาสติก เศษอาหารรวมทั้งสิ่งของที่แตกหักเสียหายกองอยู่เต็มพื้นที่จำนวนมาก นอกจากนี้กองขยะยังส่งกลิ่นเหม็นอย่างมาก

ทั้งนี้ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า พื้นที่ดังกล่าวนั้นเป็นเนินเขาที่ต่อมาจากเขาห้วยยอดเป็นที่ดินราชพัสดุ   และเป็นพื้นที่ต้นน้ำ   แต่ไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ของใคร ส่วนกองขยะดังกล่าวน่าจะเป็นขยะมาจากชุมชนในอ.สวนผึ้งและอำเภอใกล้เคียง   ที่มีการลักลอบนำมาทิ้งตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา   โดยขยะดังกล่าวเริ่มส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับกองขยะ เมื่อมีฝนตกลงมาก็ทำให้น้ำเสียจากกองขยะจำนวนมากไหลลงลำห้วยซึ่งอยู่ต่ำลงไป  ซึ่งขณะนี้ทาง อบต.สวนผึ้งก็มีโครงการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน โดยใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยรู ซึ่งถ้ามีฝนตกลงมาน้ำเสียจากกองขยะก็จะไหลลงอ่างเก็บน้ำ   จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาตรวจสอบว่ามีการขออนุญาตนำขยะมาทิ้งหรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบพื้นที่ว่าสามารถนำขยะมาทิ้งได้หรือไม่เพราะเป็นพื้นที่สูงและเป็นพื้นที่ต้นน้ำด้วย

ขณะที่นายสวง   สุดประเสริฐ ผอ.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ราชบุรี ระบุว่า  ยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องที่ทิ้งขยะดังกล่าว จึงไม่ทราบว่าใครนำมาทิ้ง แต่ในเบื้องต้น การจัดเก็บและกำจัดขยะเป็นอำนาจหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นในการจัดเก็บ และกำจัดซึ่งมีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้วแต่ส่วนเรื่องที่ชาวบ้านร้องเรียนมานั้นก็จะได้สอบถามไปยัง อบต.และเทศบาลสวนผึ้งซึ่งอยู่ในพื้นที่ก่อนว่าเป็นพื้นที่รับผิดชอบของใครและการนำขยะมาทิ้งนั้นได้มีการขออนุญาติทั้งการจัดเก็บและกำจัดขยะถูกต้องหรือไม่  เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/268218
 

alt

วันที่ 30 สิงหาคม นายศานิตย์ รัฐกาญจน์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอนุรักษ์ผุ้งหลวงควนเนียง เป็นตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 5 บ้านปากจ่า ตำบลควนโส อำเภอควนเนียง นำตรวจสอบสภาพความเสียหายของป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งบางนกออก ซึ่งเป็นป่าพรุผืนสำคัญของจังหวัดสงขลา ที่เกิดไฟไหม้ป่าพรุแห่งนี้มาตั้งแต่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถดับไฟได้สนิท ทำให้มีพื้นที่ป่าพรุได้รับความเสียหายแล้วไม่น้อยกว่า 200 ไร่ จากพื้นที่ป่าทั้งหมด 6,250 ไร่ ในขณะที่ยังคงมีกลุ่มควันไฟปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามสภาพความแรงของลม และยังมีแนวโน้มการขยายพื้นที่ไฟไหม้ได้อีก

นายศานิตย์กล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ไม่มีการเผาป่าเพื่อบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างแน่นอน เนื่องจากป่าแห่งนี้นั้นมีแนวเขตที่ชัดเจน อีกทั้งชาวบ้านจะมีการเลี้ยงผึ้งหลวงไว้ในผืนป่าเพื่ออนุรักษ์และเสริมรายได้ ย่อมที่จะร่วมกันดูแลพื้นที่อย่างดี ดังนั้น คิดว่าสาเหตุน่าจะมาจากการเผลอเรอหรือประมาท ในการเข้าไปหาของป่าในพื้นที่นี้ โดยไฟไหม้ป่าพรุในครั้งนี้สร้างความเสียให้แก่รังผึ้งหลวง ที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้ไม่น้อยกว่า 200 รัง ทำให้ผึ้งหลวงที่เลี้ยงเอาไว้ตายทั้งหมด โดยที่ป่าพรุแห่งนี้ถือเป็นแห่งเดียวของโลกที่สามารถเลี้ยงผึ้งหลวงได้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดเสือไฟ จากสถานีควบคุมไฟป่าสงขลา ร่วมกับหน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ นำโดยนายอิศเรศ จิระรัตน์ หัวหน้าหน่วยส่งเสริมการควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กว่า 20 นาย เข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟไหม้ป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งบางนกออก โดยในช่วงบ่ายวันนี้พบว่ามีไฟปะทุขึ้นมาอีกครั้งในหลายจุด เจ้าหน้าที่ชุดเสือไฟจึงได้ร่วมกันทำแนวกันไฟ เพื่อสกัดไฟให้อยู่ในวงจำกัดไม่ให้ลุกลามไปในพื้นที่อื่นๆ นอกจากนั้นศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 12 สงขลา ได้ส่งรถฉีดน้ำระยะไกล เข้าทำการสนับสนุน เพื่อสูบน้ำเข้าสู่ป่า พรุ ดับไฟให้สนิท

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/268715
 

alt

พระครูปริยัติกิจสุนทร (นิคม) เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ ต.เมืองใหม่ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภูและรองเจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู ประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยคณะสงฆ์ของ อ.นากลาง และ นพ.ศราวุธ สันตินันตะรักษ์ นายก อบจ.หนองบัวลำภู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ได้ร่วมกัน จัดกิจกรรม โครงการปั้นฝายชะลอน้ำ 70 ฝาย เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงครองศิริราชย์สมบัติ 70 ปี จึงได้ร่วมกัน สร้างฝาย 70 ฝาย ถวายพ่อเป็นการเดินตามรอยเท้าพ่อหลวงที่ทรงได้มีปณิธานที่ต้องการให้มีการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื้นขึ้นในผืนดินและเป็นการช่วยกันรักทรัพยากรป่าไม้ให้คงอยู่เป็นป่าต้นน้ำ รักษาแหล่งน้ำให้ป่าได้กลับมามีความสมบูรณ์ คณะสงฆ์ในพื้นที่ของ อ.นากลาง ต่างได้ตระหนักต่อปณิธานของพ่อหลวง จึงได้ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำขึ้น โดยได้ร่วมกันกับ นักเรียน คณะครูหลายโรงเรียนในพื้นที่อำเภอนากลาง สร้างฝายชะลอน้ำ บริเวณภูแปก พื้นที่ของหมู่บ้านสนามชัย ต.กุดแห่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งมีสภาพเป็นภูเขาในอดีตเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร แต่ตอนหลังถูกชาวบ้านแผ้วถาง จึงได้ร่วมกันเพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบริเวณดังกล่าวให้กับมามีความอุดมสมบูรณ์ เป็นป่าต้นน้ำ คณะสงฆ์จึงได้ร่วมกันที่จะสร้างฝายให้ครบ 70 ฝาย ถวายให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับการสร้างฝายชะลอน้ำ ในครั้งนี้เป็นการสร้างขวางทางไหลของน้ำบนลำธารขนาดเล็ก บนเนินเขาไว้ เพื่อชะลอการไหล ลดความรุนแรงของกระแสน้ำ ลดการชะล้างพังทลายของตลิ่ง เมื่อน้ำไหลช้าลง และทำให้มีน้ำอยู่ในลำห้วยนานขึ้น โดยเฉพาะในหน้าแล้ง จะช่วยดักตะกอนที่ไหลมากับน้ำ ลดการตื้นเขินที่ปลายน้ำ ทำให้น้ำใสมีคุณภาพดีขึ้น ช่วยให้ดินชุ่มชื้น ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ มี สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ได้อาศัยน้ำในการดำรงชีวิต คืนพืชแก่เนินเขา ภูเขาหัวโล้น ดินชื้น ป่าก็ชื้น กลายเป็นแนวกันไฟป่า ลดความรุนแรงของไฟได้ ซึ่งโครงการสร้างฝายชะลอน้ำ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระองค์ แม้ว่าในพื้นที่ของจังหวัดหนองบัวลำภูในช่วงนี้จะมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้น้ำในลำห้วยแดงไหลแรง แต่พระสงฆ์ เด็กนักเรียนก็ยังคงและชาวบ้านก็ยังคงช่วยกันเดินหน้าสร้างฝายชะลอน้ำกันต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้จำนวนฝายตามที่ได้มีการตั้งเป้าเอาไว้

 

ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/255334

เทศบาลนครเกาะสมุยรณรงค์ชาวเกาะสมุยลดการทิ้งขยะและช่วยกันแยกขยะ แก้ปัญหาขยะล้นเกาะหลังปัญหาขยะเก่าที่ตกค้างบนเกาะสมุยกว่า 250,000 ตันยังไม่ได้รับการแก้ไข

ท่าเรือเก่า บริเวณ หมู่4 ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เป็นสถานที่ถูกระบุว่า อาจจะเป็นสถานที่ที่ใช้เป็นท่าเรือ สำหรับขนถ่ายขยะมูลฝอย ที่ตกค้างบนเกาะสมุยกว่า 250,000 ตัน ไปกำจัดบนฝั่ง หลังทางเทศบาลนครเกาะสมุย ได้ทำประชาคมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการขยะมูลฝอยในเขตเทศบาล จนมีมติ 172 ต่อ 0 เสียง เลือกแนวทางการจ้างเอกชนขนขยะมูลฝอยและนำไปกำจัดพื้นที่อื่นนอกเขตเทศบาลนครเกาะสมุย

จากสำรวจเส้นทางรอบเกาะสมุย ตลอด 2 ข้างจะพบกองขยะที่ประชาชนนำมาทิ้งกองไว้ เพื่อรอให้ทางเทศบาลมาจัดเก็บนำไปฝั่งกลบยังบริเวณโรงเตาเผาขยะมูลฝอยของทางเทศบาลนครเกาะสมุย เนื้อที่ 42 ไร่ หลังเตาเผาขยะไม่สามารถใช้งานได้มานานกว่า 8 ปี ด้านชาวบ้านที่อยู่รอบโรงเตาเผาขยะ เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาขยะที่ตกค้างเนื่องจากขณะนี้ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

ทีมข่าวไทยพีบีเอส เฝ้าสังเกตรถบรรทุกขยะของเอกชนคันหนึ่ง ที่นำขยะมาทิ้งยังบ่อฝั่งกลบขยะของเอกชน ใน ต.ท่าโรงช้าง อ.พุนพิน ซึ่งเป็น 1 ใน 2 จุดที่คาดว่าจะเป็นสถานที่ที่นำขยะจากเกาะสมุยมาฝั่งกลบบนฝั่ง พบว่า ภายในมีคนงานกำลังทำการฝั่งกลบขยะโดยมีรถของเอกชนต่าง ๆ นำขยะมาทิ้งยังสถานที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

นายอภิชัย เชียร์ศิริกุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ถ้ามีการดำเนินการแก้ไขปัญหาขยะบนเกาะสมุย ด้วยวิธีการขนขยะมูลฝอยมากำจัดพื้นที่อื่นนอกเขตเทศบาลนครเกาะสมุย ทางเอกชนผู้รับผิดชอบจะต้องปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ป้ายให้มีการคัดแยกขยะ และลดจำนวนขยะ ถูกนำมาติดตั้งตามจุดต่างๆรอบเกาะสมุย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวและประชาชน ให้ความสำคัญกับปัญหาขยะที่กำลังล้นเกาะ โดยเฉพาะขยะจากบ้านเรือนที่มีร้อยละ 30 และขยะจากภาคการท่องเที่ยวที่มีร้อยละ 70 เพื่อช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยวบนเกาะสมุย

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/267853
 

alt

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม  นายศักดิ์ดา ทวีเมือง ประมงอำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เข้าตรวจสอบซากเต่าทะเลขนาดใหญ่ ถูกคลื่นชัดเกยชายหาดคลองโขง หมู่ 2 ตำบลศาลาด่าน อำเภอเกาะลันตา จ.กระบี่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นซากเต่าตนุเพศผู้ อายุประมาณ 15 ปี น้ำหนักประมาณ 80 กก. ขนาดความยาวกระดอง 120 เซนติเมตร สภาพผิวหนังเริ่มเน่า คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน เบื้องต้นได้ทำการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อเก็บตัวอย่าง DNA ไปตรวจสอบ และทำการนำซากไปฝังกลบ

นายศักดิ์ดา ทวีเมือง ประมงอำเภอเกาะลันตา กล่าวว่า สาเหตุการตายของเต่าตัวดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าเต่าตัวดังกล่าวมาหากินหญ้าทะเลบริเวณเกาะลันตา อาจจะติดอวนชาวประมง และบาดเจ็บไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก่อนที่ถูกคลื่นซัดซากลอยมาติดบริเวณชายหาด สำหรับปีนี้ในพื้นที่เกาะลันตาได้มีการพบซากเต่าตนุถูกคลื่นซัดเกยชายหาดเป็นตัวที่ 2 แล้ว โดยเมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พบซากเต่าตนุ ขนาดไล่เลี่ยกันลอยมาเกยชาดหาดบริเวณแหลมคอกวาง ม.1 ต.ศาลาด่าน แต่ซากก็เน่าเปื่อยจนยากแก่การตรวจสอบ ทั้งนี้ การเสียชีวิตเป็นไปได้หลายสาเหตุ เช่น อาจจะเกิดจากการกินสิ่งแปลกปลอม เช่น ถุงพลาสติกที่ลอยในทะเล หรือสาเหตุจากเครื่องมือประมงเช่น อวน ใบพัดเรือ เป็นต้น ซึ่งจะได้ขอความร่วมมือเครือข่ายชาวประมงช่วยกันดูแล รณรงค์อนุรักษ์เต่าตนุต่อไป

 

 
Read More ...