porno
ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศที่ต้องการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยการสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะหน่วยงานประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ (National Focal Point) และทุกวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ของทุกปี สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ กำหนดให้เป็นวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประเทศไทยโดยสำนักงานฯ ได้จัดให้มีการประชุมเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานในระดับประเทศ และความก้าวหน้าของการดำเนินงานในระดับโลก เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้รับทราบแนวทางการดำเนินงานในภาพรวมร่วมกัน ก่อให้เกิดความเข้าใจถึงการดำเนินงานเพื่อการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ 

          โดยในปี ๒๕๕๕ นี้ สำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาฯ กำหนดหัวข้อของการจัดงาน คือ “Wetland Tourism : A Great Experience – Responsible tourism supports wetlands and people” สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยประสานงานกลางของอนุสัญญาฯ จึงจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี ๒๕๕๕ ในหัวข้อ “การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบจะช่วยสนับสนุนพื้นที่ชุ่มน้ำและประชาชน” เพื่อเผยแพร่คุณค่า ความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยมีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน สร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ และบรรเทาปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต และเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ สถานศึกษา และชุมชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อทิศทาง/แผนการดำเนินการด้านพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทยในอนาคต


มาทำความรู้จักกับอนุสัญญาฯ : อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ตั้งตามชื่อสถานที่ที่จัดให้มีการประชุมเพื่อรับรองอนุสัญญาฯ ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ คือ เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน อนุสัญญาฯ นี้เป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาล ซึ่งกำหนดกรอบการทำงานสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และยับยั้งการสูญหายของพื้นที่ชุ่มน้ำในโลก โดยสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด


ในขณะนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๔) มีประเทศต่างๆ จากทั่วโลกเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาแรมซาร์ รวมทั้งสิ้น ๑๖๐ ประเทศ มีจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือแรมซาร์ไซต์ ๑,๙๗๖ แห่ง คิดเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซต์ ๑๙๐,๗๘๙.๓๒๐ เฮกแตร์ (หรือประมาณ ๑,๑๙๒,๔๓๓,๒๕๐ ไร่ หรือประมาณ ๑,๙๐๗,๘๙๓.๒ ตารางกิโลเมตร)


ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งที่เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแหล่งน้ำจืด ประเภทแหล่งน้ำไหลและน้ำนิ่ง ได้แก่ คลอง ห้วย ลำธาร แม่น้ำ น้ำตก หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ เขื่อน ทะเลสาบ พรุหญ้า พรุน้ำจืดที่มีไม้พุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ พื้นที่เกษตรที่มีน้ำท่วมขัง และพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลได้แก่ ปากแม่น้ำ ชายหาด หาดเลน ป่าชายเลน ปะการัง เนื้อที่พื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย ครอบคลุมเนื้อที่อย่างน้อย ๒๒,๘๘๕,๑๐๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗.๕ ของพื้นที่ประเทศ โดยมีจำนวนพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นประเภทแหล่งน้ำจืดประเภท คลอง ห้วย ลำธาร แม่น้ำ มากที่สุด ประมาณร้อยละ ๘๓ ของพื้นที่ชุ่มน้ำทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีพื้นที่นาข้าวครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๕๗,๓๘๕,๙๐๐ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๕ ของพื้นที่ประเทศ


สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะอนุกรรมการการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม
พ.ศ. ๒๕๔๓ ดังนี้

• พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของประเทศไทย ๖๑ แห่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติของประเทศไทย ๔๘ แห่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับท้องถิ่นของประเทศไทย ๑๙,๒๙๕ แห่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความเร่งด่วน สมควรได้รับการเสนอเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar Site) ๙ แห่ง และพื้นที่ชุ่มน้ำที่สมควรได้รับการคุ้มครองและฟื้นฟูโดยเร่งด่วน ๒๘ แห่ง 

ต่อมา มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒ ได้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ เรื่อง ทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติของประเทศไทย และมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ โดย

พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติได้เพิ่มขึ้นรวมเป็น ๖๙ แห่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ มีจำนวน ๔๗ แห่ง
พื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศหรือแรมซาร์ไซต์ มีจำนวน ๑๒ แห่ง 

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่แรมซาร์ไซต์ รวม ๑๒ แห่ง ได้แก่

๑. พื้นที่ชุ่มน้ำพรุควนขี้เสียนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง
๒. พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ
๓. พื้นที่ชุ่มน้ำดอนหอยหลอด จังหวัดสมุทรสงคราม
๔. พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ จังหวัดกระบี่
๕. พื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จังหวัดเชียงราย
๖. พื้นที่ชุ่มน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ (พรุโต๊ะแดง) จังหวัดนราธิวาส
๗. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง-ปากน้ำตรัง จังหวัดตรัง
๘. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง
๙. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติเกาะอ่างทอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
๑๐. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา จังหวัดพังงา
๑๑. พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
๑๒. พื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิง จังหวัดบึงกาฬ

คุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ : คุณค่าโดยรวมของพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้แก่

การเป็นแหล่งน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำฝนและน้ำท่า
ป้องกันน้ำเค็มมิให้รุกเข้ามาในแผ่นดิน
ป้องกันชายฝั่งพังทลาย
ดักจับตะกอนและแร่ธาตุ ดักจับสารพิษ
เป็นแหล่งทรัพยากรและผลผลิตธรรมชาติที่มนุษย์เข้าไปเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์
เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์พืชและสัตว์
มีความสำคัญทางนิเวศวิทยาและอนุรักษ์ธรรมชาติ
เป็นแหล่งของผู้ผลิตที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร
ความสำคัญด้านนันทนาการและการท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น
เป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางธรรมชาติ
พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นระบบนิเวศที่มีบทบาทหน้าที่ ตลอดจนคุณค่าและความสำคัญต่อวิถีชีวิตทั้งของมนุษย์ พืช และสัตว์ ทั้งทางนิเวศวิทยา เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ


ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำ : นอกจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และมีความรุนแรงที่สุดในปี พ.ศ.๒๕๕๔ ที่ผ่านมาแล้ว การคุกคามที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศ คือ โครงการพัฒนาด้านต่างๆ ที่มุ่งเน้นการทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยปราศจากความเข้าใจในคุณค่าและบทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยเฉพาะการให้บริการของพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติที่เป็นแหล่งรองรับน้ำและกักเก็บน้ำถูกบุกรุก ทำลายและ/หรือ ถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น เช่น เป็นพื้นที่เกษตรกรรม นิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเมือง ซึ่งปัจจุบันปัญหาเหล่านี้ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่วิกฤต ซึ่งสามารถสรุปประเด็น
การคุกคามและปัญหาที่เกิดกับพื้นที่ชุ่มน้ำแต่ละประเภท ดังนี้

          ๑. จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ความต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น อัตราการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ชุ่มน้ำจึงเพิ่มสูงขึ้น หรือมีความต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำไป เพื่อใช้ในกิจกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ

          ๒. การใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติไปเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น การระบายน้ำออกจากพื้นที่เพื่อทำการเกษตร การชักน้ำเค็มเข้ามาในแผ่นดินเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การขุดถมพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม การขยายเมืองการพัฒนาที่อยู่อาศัยและชุมชน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำ เช่น การสร้างถนน ตลอดจนการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยมิได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดกับระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ และระบบนิเวศรวมทั้งระบบ ที่สำคัญที่สุดคือมิได้คำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตประจำวันของชุมชนในท้องถิ่นที่ต้องพึ่งพาอาศัยพื้นที่ชุ่มน้ำ

          ๓. ปัญหาการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ทั้งๆ ที่พื้นที่ชุ่มน้ำมีความสำคัญและมีบทบาทหน้าที่มากมาย แต่องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปทั้งในเมืองและชนบท ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องและเพียงพอ ในคุณลักษณะทางธรรมชาติของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ตลอดจนขาดความตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ คุณค่าและคุณประโยชน์ที่ครบถ้วนแท้จริงของพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นผลให้ขาดความระมัดระวัง และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม นอกจากนั้นยังมีความไม่สอดคล้องและขาดการประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานในการจัดการพื้นที่ และในหลายกรณี กฎหมายข้อบังคับที่เกี่ยวข้องไม่มีประสิทธิผลในการบังคับใช้ และไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน


จากร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๕๔ พบว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ประเทศไทยประสบปัญหาภัยธรรมชาติที่รุนแรงบ่อยครั้ง ที่หนักหนาสาหัสคืออุทกภัยในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม สาเหตุเนื่องจาก ประเทศไทยตอนบนมีฝนมากเกิน
ความต้องการ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ร่องความกดอากาศต่ำ พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่าน และที่เคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างต่อเนื่อง คือ พายุโซนร้อน “ไหหม่า” (HAIMA) พายุโซนร้อน “นกเตน” (NOCK-TEN) พายุโซนร้อน “ไห่ถาง” (HAITANG) และพายุ่ไต้ฝุ่น “เนสาด” (NESAT) จากอิทธิพลของพายุดังกล่าวทำให้ปริมาณน้ำฝนรวมทั้งประเทศสูงกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ ๓๒ ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่เคยตรวจวัด


พื้นที่ประสบอุทกภัยทั้งหมด ๖๔ จังหวัด พบว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนราว ๑,๙๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน หรือประมาณ ๕ ล้านคน มีผู้เสียชีวิตประมาณ ๗๐๐ คน ซึ่งผลกระทบจากอุทกภัยสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและรายได้ของประเทศ ประมาณ ๑.๓ ล้านล้านบาท โดยเป็นความเสียหายต่อภาคเกษตรกรรมประมาณ ๒๗,๐๐๐ ล้านบาท ภาคอุตสาหกรรมประมาณ ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาคคมนาคมขนส่งประมาณ ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ด้านการท่องเที่ยว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้านสถาบันการเงินและธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ประมาณ ๑๔๙,๐๐๐ – ๒๑๗,๐๐๐ บาท


ผลกระทบของอุทกภัยที่มีต่อภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว และสถาบันการเงิน ตลอดจนทรัพย์สิน สุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศ ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาจากอุทกภัย รัฐบาลจึงได้จัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)ซึ่งมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา มีอำนาจหน้าที่ คือ ทบทวนนโยบาย แผนงานและแผนปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ระดมความคิดเห็นและความรู้เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ในการแก้ปัญหาและวางระบบการบริหารจัดการน้ำของประเทศ รวมทั้งจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และวางกรอบการลงทุนด้านการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเสนอแก่รัฐบาล


สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เสนอร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน และร่างแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยา) เพื่อแก้ไขและบรรเทาความเสียหายเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัย

ร่างแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้กำหนดแผนงานที่สำคัญไว้ ๘ แผนงาน ดังนี้

๑. แผนงานฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ
๒. แผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก และการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี
๓. แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้
๔. แผนงานพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย
๕. แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่
๖. แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่
๗. แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ
๘. แผนงานสร้างความเข้าใจ การยอมรับ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอุทกภัยขนาดใหญ่ของทุกภาคส่วน

 

ร่างแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน : เพื่อรองรับปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นในปี ๒๕๕๕ แผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยระยะเร่งด่วน มีหลักการสำคัญ คือ ลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วม ซึ่งหากเกิดปัญหาอุทกภัยจะต้องมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมน้อยที่สุด ประกอบด้วย ๖ แผนหลัก ได้แก่ 

 ๑. แผนงานบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลักและการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี
 ๒. แผนงานฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้แล้ว
 ๓. แผนงานพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย
 ๔. แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่
 ๕. แผนงานกำหนดพื้นที่รับน้ำนองและมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรองรับน้ำ
 ๖. แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ

ร่างแผนปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำแบบบูรณาการและยั่งยืน (กรณีลุ่มน้ำเจ้าพระยา) : การบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศจำเป็นต้องดำเนินการในระดับลุ่มน้ำ และครอบคลุมทุกลุ่มน้ำในประเทศทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยพื้นที่ต้นน้ำ ควรให้ความสำคัญกับแนวทางด้านการชะลอน้ำ พื้นที่กลางน้ำ ควรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำ และพื้นที่ท้ายน้ำ ควรให้ความสำคัญกับการเร่งระบายน้ำและการผลักดันน้ำ โดยการดำเนินงานเพื่อแก้ไขและบรรเทาความเสียหาย อันเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัยที่ได้ดำเนินการภายใต้คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบด้วยแผนการดำเนินงาน ดังนี้

 ๑. แผนการฟื้นฟู และอนุรักษ์ป่าและระบบนิเวศ
 ๒. แผนงานการบริหารจัดการเขื่อนเก็บน้ำหลัก และการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศประจำปี
 ๓. แผนฟื้นฟูและปรับปรุงประสิทธิภาพสิ่งก่อสร้างเดิมหรือตามแผนที่วางไว้
 ๔. แผนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์ และเตือนภัย
 ๕. แผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่
 ๖. แผนงานการกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง และมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้พื้นที่เพื่อการรับน้ำ
 ๗. แผนงานปรับปรุงองค์กรเพื่อบริหารจัดการน้ำ
 ๘. การสร้างความเข้าใจ การยอมรับ และการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอุทกภัยขนาดใหญ่ของทุกภาคส่วน


ถึงแม้ว่าภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะกระตุ้นให้มีความก้าวหน้าในการอนุรักษ์ และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาดของประชาชนเพิ่มมากขึ้น แต่การให้ความรู้ การสร้างความตระหนักและจิตสำนึก ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ให้แก่ประชาชนทุกระดับผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ ความเข้าใจ ในการบริการและคุณค่าของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำทีมีต่อสิ่งมีชีวิต ที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาภัยแล้ง และปัญหาน้ำท่วม ที่เกิดซ้ำซากแต่มักถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา ความเข้าใจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของนิเวศวิทยา เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดำเนินการ ก่อนที่การบริหารจัดการที่มองแต่ตัวทรัพยากรน้ำแต่เพียงอย่างเดียว จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งส่งผลให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และกระตุ้นให้ปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความรุนแรงขึ้น การศึกษาวิจัยและการสำรวจสถานภาพพื้นที่ชุ่มน้ำและการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการให้บริการทางระบบนิเวศของพื้นที่ชุ่มน้ำ ยังคงเป็นเรื่องด่วนที่ต้องการการสนับสนุนทรัพยากร ทั้งจากภาครัฐ และองค์กรนานาชาติ


ปัจจุบัน การดำเนินงานในพื้นที่ชุ่มน้ำ มักเกิดขึ้นเมื่อชุมชนโดยรอบต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นการดำเนินงานเพื่อตั้งรับอยู่ตลอดเวลา การดำเนินงานเชิงรุกยังคงต้องการนโยบายที่ชัดเจนของทุกรัฐบาล นโยบายและเป้าหมายของหน่วยงานต่างกระทรวงมักไม่สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น

นโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแก้ปัญหาอุทกภัย โดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับพื้นที่หน่วงน้ำ (Detention Basin) เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม คือ โครงการแก้มลิง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการชะลอน้ำก่อนที่จะจัดการระบายออกในเวลาต่อมา ทำให้หลายจังหวัดที่มีพื้นที่ชุ่มน้ำ มีแนวคิดที่จะใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแก้มลิง เช่น บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ บึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร เป็นต้น แต่ในการดำเนินการเช่นนี้ ต้องคำนึงถึงการรักษาคุณลักษณะทางธรรมชาติของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำด้วย มิใช่การก่อสร้างเพื่อเป็นอ่างเก็บน้ำ หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยา และการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำ เช่น การสร้างถนนล้อมรอบ ซึ่งจะเป็นการปิดกั้นทางน้ำ เท่านั้น
นโยบายเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน ด้วยการใช้พื้นที่พรุของหลายจังหวัด

นโยบายหนึ่งจังหวัดหนึ่งพุทธมณฑลของสำนักงานพุทธศาสนา ที่ต้องการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำหนองอีเลิง จังหวัดขอนแก่น และพื้นที่ชุ่มน้ำหนองจำรุง จังหวัดระยอง ในการสร้างพุทธมณฑล
การขอใช้พื้นที่ชุ่มน้ำกุดทิงที่เป็นแรมซาร์ไซต์ลำดับล่าสุดของประเทศ คือ ลำดับที่ ๑๒ ก่อสร้างศูนย์ราชการจังหวัดบึงกาฬ
การก่อสร้างสถาบันราชภัฎอุตรดิตถ์ในพื้นที่ชุ่มน้ำบึงกะโล่ จังหวัดอุตรดิตถ์


ทำให้เห็นว่ากฎระเบียบที่ใช้คุ้มครองและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีเพียงมติคณะรัฐมนตรี วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ยังไม่เพียงพอต่อการคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ ในสถานการณ์การแย่งชิงพื้นที่เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโต
ดังนั้น การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำให้เกิดความยั่งยืน จึงต้องการ

 ๑. พื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญทุกแห่ง ควรมีองค์กรพันธมิตร ได้แก่ ภาคเอกชน ช่วยสนับสนุนงบประมาณ และมีองค์กรชุมชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนช่วยดูแลรักษา ร่วมกับภาครัฐ
 ๒. มีกองทุนที่สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำ
 ๓. การสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างเพียงพอและต่อเนื่องในคุณลักษณะทางธรรมชาติของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ถึงบทบาท หน้าที่ คุณค่าและคุณประโยชน์ที่ครบถ้วนแท้จริงของพื้นที่ชุ่มน้ำ
 ๔. มีศูนย์การเรียนรู้ ทางเดินศึกษาธรรมชาติ ในพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศทุกแห่ง
 ๕. กฎหมายที่ส่งเสริมการอนุรักษ์และคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่สนับสนุนให้ภาคประชาชนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น


การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืน ต้องการนโยบาย มาตรการ และแผนการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ นักการเมือง หรือองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อร่วมมือกันในการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำและใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด การจัดประชุมเชิงปฎิบัติการ เนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี ๒๕๕๕ เรื่อง “คุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ” เมื่อวันพุธที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕จึงกำหนดหัวข้อการอภิปรายและระดมความคิดเห็นในเรื่อง “วิกฤตน้ำท่วมกับการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ” ซึ่งจะทำให้เห็นภาพของ
 

พื้นที่ชุ่มน้ำที่หายไป
การวางผังเมืองเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำไว้เป็นแหล่งรองรับน้ำและป้องกันน้ำท่วม
โครงสร้างที่เอื้อกับแหล่งน้ำธรรมชาติ
การอนุรักษ์และการฟื้นฟูแหล่งน้ำ
การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
เพื่อนำข้อคิดเห็นและเสนอแนะจากการประชุม ไปจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำให้เป็นแหล่งรองรับน้ำและป้องกันน้ำท่วมต่อไป

ในขณะเดียวกัน ในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกในปีนี้ ได้กำหนดหัวข้อของการจัดงาน คือ “การท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบจะช่วยสนับสนุนพื้นที่ชุ่มน้ำและประชาชน” สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงกำหนดหัวข้อการอภิปรายและระดมความคิดเห็น
ในเรื่อง คือ “พื้นที่ชุ่มน้ำสำหรับการท่องเที่ยว” ซึ่งจะทำให้เห็นภาพของ

ทิศทางการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการท่องเที่ยว
ประสบการณ์การใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ
ประสบการณ์ของผู้ประกอบการการใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการท่องเที่ยว
กิจกรรมดูนกในพื้นที่ชุ่มน้ำ
เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อการท่องเที่ยว และรายชื่อพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญเพื่อการท่องเที่ยวของประเทศ

ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ จะช่วยอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ประชาชน และชุมชนในพื้นที่ชุ่มน้ำ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการท่องเที่ยว บริษัทท่องเที่ยว โรงแรม ที่พัก ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก มัคคุเทศก์ เป็นต้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจึงเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว และก่อให้เกิดเศรษฐกิจสีเขียวหรือที่เรียกว่า Green Economy ซึ่งสอดคล้องกับกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน ที่มองการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Green Economy และมองอัตราความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ว่าควรเป็นไปแบบ Green Growth โดยคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงสุขภาพอนามัยของประชาชน และการขจัดความยากจน ซึ่งเป็นประเด็นที่จะนำมาหารือในการประชุมสุดยอดโลกว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Rio+20) ณ เมือง ริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ ๒๐ – ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๕

ขอยืมคำพูดของ ปตท. จากทีวี ตอนที่เกิดวิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมา ประยุกต์ให้เข้ากับวิกฤตพื้นที่ชุ่มน้ำของเราที่กำลังเผชิญอยู่ว่า

 “พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นเพื่อน เป็นที่พึ่ง เป็นความหวัง เป็นผู้หล่อเลี้ยงชีวิต เป็นวิถีทำกิน แต่วันนี้ เรากลับทำลายและไม่เห็นคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำ การพัฒนาและชีวิตที่เปลี่ยนไป อาจทำให้ความรู้สึกที่มีต่อพื้นที่ชุ่มน้ำไม่เหมือนเดิม แต่เราเชื่อว่า เพียงเรียนรู้ที่จะอยู่กับพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเกื้อกูล พื้นที่ชุ่มน้ำที่เรารักและผูกพัน จะกลับมาสวยงามเหมือนเดิมและอยู่กับเราอย่างยั่งยืน”