
Thairath
วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ.2554
ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมโลกร้อน ขณะที่เอ็นจีโอเรียกร้องให้อาเซียนแสดงความเป็นผู้นำในเวทีเจรจาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกภัยพิบัติในไทย อินโดนีเซีย ฟิลลิปินส์ ผลพวงจากโลกร้อน..
เมื่อวันที่ 4 เม.ย.นางนิศากร โฆษิตรัตน์ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ทส. กับสำนักงานเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จัดประชุมโลก United Nations Climate Change Conference, Bangkok ,2011 ซึ่งถือเป็นการประชุมแรกต่อจากเวทีโลกร้อนครั้งที่ 16 ที่เมืองแคนคูน เม็กซิโก เมื่อปลายปี 2553 โดยมีผู้แทนจากทั่วโลกกว่า 2,000 คน ภายใต้คณะทำงาน 2 ชุดว่าด้วยการความร่วมมือระยะยาวของอนุสัญญาฯ และคณะทำงานภายใต้พิธีสารเกียวโต เข้าร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการกำหนดข้อเจรจา และท่าทีเบื้องต้นของประเทศภาคีสมาชิก ก่อนจะสรุปในเวทีโลกร้อนครั้งที่ 17 ที่เมืองเดอบัน ประเทศแอฟริกาใต้ในปลายปีนี้
เลขาธิการ สผ.กล่าวต่อว่า สำหรับไทยยังเน้นจุดยืนเดิมคือการสนับสนุนพิธีสารเกียวโต ให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันไทยยังพร้อมลดก๊าซภายในประเทศเองแบบไม่มีเงื่อนไข และอยู่ภายใต้ความเหมาะสมของประเทศตัวเอง พร้อมจะเปิดรับการช่วยเหลือทางด้านการเงินและเทคโนโลยีสำหรับการปรับตัว ซึ่งล่าสุดสผ.ได้ส่งราย งานแห่งชาติฉบับที่ 2 ให้กับสำนักงานอนุสัญญาฯไปแล้ว โดยพบว่าจากการคาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในช่วง 10 ปีที่เดิมเคยประเมินว่าจะมีสัดส่วนแบบก้าวกระโดดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง โดยตัวเลขการปล่อยก๊าซขณะที่อยู่ 229 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี หรือ 0.1% ของอัตราการปล่อยของโลกเท่านั้น
สำหรับการเตรียมความพร้อมภายในประเทศ ก่อนพิธีสารเกียวโตฉบับแรกจะสิ้นสุดลงในปี 2555 คาดว่าภาคพลังงานจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ต้องลดก๊าซเรือนกระจก เพราะขณะนี้ 70% ของการปลดปล่อยมาจากส่วนนี้ ขณะที่ภาคเกษตร จะเป็นจุดแข็งที่รัฐจะเร่งให้เกษตรกรมีการปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลง อย่างเป็นระบบ พร้อมกันนี้ สผ.กำลังทบทวนแผนแม่บทโลกร้อน ตามข้อเสนอของภาคประชาชนที่ต้องการให้มีแผนปฏิบัติการเป็นรายจังหวัดด้วย ทั้งนี้หลังการจัดเวที 4 ภูมิภาคแล้วจึงจะสรุปเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แห่งชาติ ต่อไป
วันเดียวกัน ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ นักกิจกรรมรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศจากกรีนพีช อ็อกแฟรม และกองทุนสัตว์ป่าโลก สวมชุดกันหนาว ชุดกันฝน และชุดชายหาดเพื่อแสดงถึงความโกลาหลของสภาพภูมิอากาศที่กำลังสร้างผลกระทบ อันรุนแรงไปทั่วทั้งภูมิภาคในขณะนี้ และได้พบกับนางคริสเตียน่า ฟิกูเอเรส เลขาธิการบริหารของกรอบอนุสัญญาสหประชา ชาติว่าด้วยการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเรียกร้องให้เกิดข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศที่มุ่งมั่นจากรัฐบาลต่างๆ ทั่วโลก ในนามของประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความล่อ แหลมมากที่สุดและมีการรับมือน้อยที่สุดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ
"เราต้องการส่งสาส์นถึงผู้นำประเทศ โดยเฉพาะผู้แทนจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ว่าข้อตกลงที่เป็นธรรม มุ่งมั่นและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย เป็นสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดของประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยต้องการเห็นอาเซียนควรมีจุดยืนร่วมที่เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวเพื่อยก ระดับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เร่งรัดและจริงจังมากขึ้น" ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กรีนพีซฯ กล่าว
ด้านชาลิมาร์ ไวทัน ผู้ประสานงานด้านนโยบายและงานรณรงค์เอเชียตะวันออก จากอ็อกซ์แฟม กล่าวว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา อากาศในฤดูร้อนของ ไทยกลับมีอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ อุทกภัยและดินถล่มในภาคใต้ ก็ส่งผลกระทบต่อผู้คนกว่า 2 ล้านคนช่วงเดือนเดียวกันนี้ได้เกิดภัยพิบัติทางตอนกลางและตอนใต้ของประเทศ ฟิลิปปินส์ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนนับหมื่นคน ในประเทศอินโดนีเซีย ปัญหาอุทกภัยยังส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน ทั้งนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มักได้รับผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้ว และมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ผู้แทนอาเซียนจะต้องรับประกันด้วยว่าจะต้องมีการให้การสนับสนุนด้านทรัพยากร ทั้งหลายที่จำเป็นต่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพราะนี่เป็น เรื่องเร่งด่วน และต้องเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุด
"กลุ่มเอ็นจีโอ ได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่ออาเซียนระหว่างการประชุมที่กรุงเทพฯ หนึ่งในข้อเสนอต่างๆ คือการรับประกันว่าคณะกรรมการกองทุนเพื่อการปรับตัวที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ นั้นจะต้องประกอบด้วยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป็นหลัก ทั้งเรียกร้องให้อาเซียนผลักดันในเรื่องเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกโดยที่ การปล่อยก๊าซจะเพิ่มสูงสุดในปี 2558 และลดลงหลังจากนั้น และเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี 2563 และจะต้องลดลงอย่างน้อยร้อยละ 95 ภายในปี 2593 ให้ได้ต่ำกว่าระดับในช่วงปีฐาน 2533" ผู้แทนจากกองทุนสัตว์ป่าโลก ระบุ.
ไทยรัฐออนไลน์
โดย ทีมข่าวการศึกษา
5 เมษายน 2554, 04:44 น.