ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/467980

ไต้ฝุ่น ฮากูปิต อ่อนกำลังลงจนกลายเป็นพายุโซนร้อนแล้วในวันจันทร์ ขณะที่มันเคลื่อนตัวเข้าใกล้กรุงมะนิลาเมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์...

     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ไต้ฝุ่น 'ฮากูปิต' อ่อนกำลังลงจนกลายเป็นพายุโซนร้อนแล้ว ขณะที่มันเคลื่อนตัวเข้าใกล้กรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์มากขึ้นเรื่อยๆในวันจันทร์ (8 ธ.ค.) โดยอิทธิพลของพายุทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 27 รายบนเกาะซามาร์ ทางตะวันออก สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนจำนวนมาก และทำให้ระบบสื่อสารล่มและไฟฟ้าดับในหลายชุมชน

     ฮากูปิตขึ้นฝั่งทางตะวันออกของฟิลิปปินส์ขณะเป็นไต้ฝุ่นระดับ 3 ความเร็วลมประมาณ 210 กม./ชม. เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เคลื่อนตัวผ่านเกาะซามาร์ ก่อนจะขึ้นฝั่งเกาะเล็กๆอย่างเกาะมาสบาเตในวันอาทิตย์ โดยอิทธิพลของมันแผ่ปกคลุมทั่วภาคกลางของฟิลิปปินส์ รวมถึงเกาะเลย์เตและตอนใต้ของเกาะลูซอนด้วย

     ในวันจันทร์ สำนักงานสภาพอากาศฟิลิปปินส์ ประกาศลดระดับไต้ฝุ่นฮากูปิต เป็นพายุโซนร้อน หลังจากมันขึ้นฝั่งเกาะต่างๆของฟิลิปปินส์ 3 ครั้ง จนขณะนี้มีความเร็วลมเหลือเพียง 85 กม./ชม. และความเร็วลมกระโชกสูงสุดไม่เกิน 100 กม./ชม. โดยฮากูปิตกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาจังหวัดบาตังกัส ซึ่งห่างจากกรุงมะนิลาไปทางใต้ราว 90 กม. และจะเคลื่อนตัวข้ามอ่าวมะนิลา ซึ่งห่างไปทางตะวันตกของเมืองหลวง 50 กม. ในเวลาต่อมา

     ด้านนายริชาร์ด กอร์ดอน ประธานหน่วยงานกาชาดของฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่า พวกเขาได้รับรายงานการพบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองโบรอนกัน บนเกาะซามาร์ ผู้เสียชีวิตส่วนมากตายเพราะจมน้ำหลังเกิดน้ำท่วม นอกจากนี้บ้านเรือนในเมืองโบรอนกันยังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายกว่า 2,500 หลัง

     อิทธิพลของฮากูปิตทำให้ตลาดหุ้น, โรงเรียน และสำนักงานราชการส่วนใหญ่ในกรุงมะนิลาต้องปิดทำการ ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำ หรือใกล้กับทางน้ำไหล ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในศูนย์หลบภัย ขณะที่ทหารและเจ้าหน้าที่หน่วยฉุกเฉิน เตรียมพร้อมเพื่อรอรับมือเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

     ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นฮากูปิตก็ไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรงเท่ากับซุปเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์เมื่อ พ.ย.ปีก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน ในภาคกลางของประเทศ อย่างก็ตาม ประชาชนจำนวนมากต้องกลายเป็นคนไร้บ้านหรือไม่มีไฟฟ้าใช้ รวมถึงขาดแคลนน้ำดื่ม

     ขณะที่นาย โปรเซโซ อัลกาลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตร เผยว่า จากรายงานเบื้องต้นพบว่า พืชผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมฟาร์ม ได้รับความเสียหายที่ประมาณ 1 พันล้านเปโซ (ราว 739 ล้านบาท) โดยสำนักงานอาหารแห่งชาติ (เอ็นเอฟเอ) ของฟิลิปปินส์ กำลังพิจารณาะซื้อข้าวเพิ่มอีก 600,000 ตัน เพื่อเพิ่มข้าวสำรอง หลังข้าวเปลือกได้รับความเสียหายไปกว่า 48,000 ตัน

 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/foreign/286147/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84

แผ่นดินไหวรุนแรง 6.6 แมกนิจูด นอกชายฝั่งทางตะวันตกของปานามา เบื้องต้นยังไม่เกิดความเสียหายร้ายแรง

     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปานามาซิตี ประเทศปานามา เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ว่าสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ ( ยูเอสจีเอส ) รายงานการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.6 แมกนิจูด เมื่อเวลา 03.54 น. ตามเวลาท้องถิ่นของปานามา ( 15.54 น. ตามเวลาในประเทศไทย ) โดยมีจุดศูนย์กลางลึกลงไปใต้ทะเลราว 20 กิโลเมตร และห่างจากเมืองดาวิก ริมชายฝั่งทางตะวันตกของประเทศออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้อีกราว 58 กิโลเมตร

     อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการเกิดความเสียหาย รวมถึงผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และการประกาศเตือนภัยสึนามิ

 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/foreign/286197/%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%A2+6+%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%

พบวาฬหัวทุย 6 ตัวตายหมู่ คลื่นซัดเกยหาดชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลีย

alt

     สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ว่า พบวาฬหัวทุย หรือ วาฬสเปิร์ม ขนาดใหญ่ 6 ตัว ตายหมู่และถูกคลื่นทะเลซัดเกยตื้น บนชายหาดปารารา ห่างจากเมืองแอดิเลด ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 150 กม. เมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่หน่วยอนุรักษ์สัตว์ของออสเตรเลียกำลังคิดหาวิธีจัดการกับซากศพของฝูงวาฬ ที่มีขนาดน้ำหนักตัวรวมกันประมาณ 50 ตันเหล่านี้

    เจ้าหน้าที่กระทรวงสิ่งแวดล้อมออสเตรเลียรายหนึ่ง กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุการตายของวาฬหัวทุยฝูงนี้ แต่ตามทฤษฎีน่าจะเกิดจากวาฬตัวใดตัวหนึ่งในฝูงเกิดล้มป่วย แล้วว่ายเข้าสู่เขตน้ำตื้น ทำให้ตัวอื่นๆ ติดตามมา เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาทางเลือก ในการจัดการกับซากฝูงวาฬ ซึ่งการเกยหาดในเขตน้ำตื้นอาจดึงดูดฝูงฉลาม ขณะที่ชาวประมงท้องถิ่นรายหนึ่งสันนิษฐานว่า วาฬฝูงนี้อาจตามไล่ล่าฝูงปลาแซลมอนสู่เขตน้ำตื้น แต่ไม่สามารถคาดเดาสาเหตุการตาย และว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก ที่จะเห็นวาฬเกยตื้นตามแนวชายฝั่งทางใต้ของออสเตรเลีย โดยก่อนหน้านี้ ในปี 2533 มีโลมาเกยตื้นตายหมู่ 58 ตัว บนหาดในอ่าวเนเปียน
 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/regional/286039/%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%

ชาว ต.ลำทับ จ.กระบี่ ขึ้นป้ายประกาศบ้านและที่ดินยกหมู่บ้าน หนีปัญหากลิ่นน้ำเสียโรงงานที่เรื้อรังมานานกว่า 7 ปี ด้านศูนย์ดำรงธรรมเผยทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบแล้ว สั่งแก้ปัญหาภายใน 15 วัน

     ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ 3 หมู่บ้าน ต.ลำทับ อ.ลำทับ จ.กระบี่ ประกอบด้วยหมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่ 10 ซึ่งกำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาน้ำเสียโรงงานน้ำยางข้น และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ที่อยู่ห่างจากชุมชนไปประมาณ 400เมตร ได้ส่งกลิ่นเหม็นทั่วบริเวณเป็นเวลานานหลายปี แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบชาวบ้านประมาณ 10 คน รวมตัวกันขึ้นป้ายไวนิลที่หน้าบ้าน มีข้อความประกาศขายบ้านพร้อมที่ดิน หมู่ 4 กับหมู่ 10 ยกหมู่บ้าน เพราะทนเหม็นมลพิษน้ำเสียจากโรงงานไม่ไหว

     ด้าน นายบุญคง ทองทิพย์ อายุ 60 ปี ชาวบ้านหมู่ 4 ต.ลำทับ กล่าวว่า ชาวบ้านใน ต.ลำทับ เดือดร้อนจากปัญหาน้ำเสียโรงงานมานานกว่า 7 ปีแล้ว แต่ที่หนักสุดมีอยู่ 3 หมู่บ้าน คือ หมู่ 4 หมู่ 6 และหมู่10 ต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหากลิ่นน้ำเสียในพื้นที่ ร้องเรียนไปยังอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดถึง 4 คนแล้วก็ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาแก้ไขให้ชาวบ้านได้อย่างจริงจัง จึงหมดความอดทนขึ้นป้ายประกาศขายยกทั้งหมู่บ้านให้รู้แล้วรู้รอดไป ซึ่งตอนนี้ก็กำลังจะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นเพราะทนไม่ไหวแล้ว นอนกลางคืนต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะกลิ่นน้ำเน่าเสียรบกวน ขณะที่เด็กและคนชราในพื้นที่ก็ประสบปัญหาโรคทางเดินหายใจด้วย นอกจากนี้แม่น้ำลำคลองหลายสายก็เกิดน้ำเสีย มีปลาตายเป็นจำนวนมาก ชาวบ้านไม่สามารถใช้เป็นแหล่งหากินได้

     ขณะที่ นายธีระ ชูเชิด หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ทางจังหวัดทราบปัญหาที่เกิดขึ้น และประสานทางอุตสาหกรรมจังหวัดเข้าไปตรวจสอบแล้ว เบื้องต้นได้สั่งให้โรงงานดังกล่าวปรับปรุงแก้ไขตาม พ.ร.บ.โรงงาน พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นมา ประกอบด้วยตัวแทนชาวบ้าน ผู้นำชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า โรงงานจะดำเนินการแก้ไขภายใน 15 วัน
 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/foreign/285985/%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0

 

เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงวัดได้ 5.0 แมกนิจูดสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเมืองหลวงของเซนต์ลูเซีย และพื้นที่โดยรอบ แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงและผู้บาดเจ็บ

     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงแคสตรีส์ประเทศเซนต์ลูเซีย เมื่อวันที่8ธ.ค.ว่าสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐแจ้งเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงวัดได้ 5.0แมกนิจูดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับกรุงแคสตรีส์เมืองหลวงของเซนต์ลูเซียและ พื้นที่โดยรอบโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกลงไปใต้ดิน36กม.และห่างออกมา76กม.ทางทิศตะวันออกถึงตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงแคสตรีส์

     ชาวบ้านพากันแตกตื่นวิ่งหนีออกจากบ้านเรือนที่อาศัยและ ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งก่อนเพื่อความปลอดภัยนานหลายนาทีด้วยเกรงว่าจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามหลังแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าไม่มีรายงานความเสียหายและผู้บาดเจ็บจากผลของแผ่นดินไหวครั้งนี้

     เซนต์ลูเซียเป็นประเทศบนเกาะอยู่ทางตะวันออกของทะเลแคริบเบียนและอยู่ในแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกจึงเกิดแผ่นดินไหวได้บ่อยครั้งในแต่ละปี

 
Read More ...