porno

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา :  http://www.dailynews.co.th/Content/regional/260678

เกิดฝนตกหนักและน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรใน จ.น่าน จำนวน 3 ตำบล รวม 8 หมู่บ้าน เสียหาย 300 กว่าหลังคาเรือน และมีผู้ถูกกระแสน้ำพัดสูญหายไปอีก 1 ราย
alt
เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 20 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากภาวะฝนตกหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำจากลำน้ำงอบได้ล้นทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร 3 ตำบล ประกอบด้วยเทศบาลตำบลงอบ เทศบาลตำบลท่าช้าง และ ต.และ รวม 8 หมู่บ้าน 300 กว่าหลังคาเรือน โดยมีประชาชนถูกกระแสน้ำพัดสูญหายไป 1 ราย คือ นายคุก ตาคำอายุ 60 ปี ชาวบ้านหมู่ 5 บ้านทุ่งผึ้ง ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้างนอกจากนี้น้ำป่ายังไหลเข้าพื้นที่การเกษตรและไหลเข้าท่วมถนนสายน่าน-ทุ่งช้าง เป็นเหตุให้ยานพาหนสัญจรไม่ได้ชั่วคราวเบื้องต้นขณะนี้ นายนิธิวัฒน์ นิธินันท์ธารป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดน่านได้นำเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือชาวบ้านและออกค้นหาผู้สูญหายเป็นการเร่งด่วนแล้ว.
 
ที่มา : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000094809

       ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ทุกภาคส่วนรับลูกผู้ว่าฯ สงขลา เดินหน้าจัดระเบียบเครื่องมือประมงขวางการขุดลอกร่องน้ำทะเลสาบสงขลา มั่นใจครั้งนี้เอาจริง พร้อมเตรียมรื้อถอนโพงพางกลางทะเล เหตุสร้างปัญหาต่อระบบนิเว ทัพเรือเผยเคยขับเรือชนโพงพางจนถูกชาวบ้านฟ้องร้องมาแล้วหลายครั้ง 
       
       เมื่อวันที่ 19 ส.ค.) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการจัดระเบียบเครื่องมือบริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือแนวทางการกำหนดแนวเขตร่องน้ำ และจัดระเบียบเครื่องมือในทะเลสาบสงขลา โดยมีคณะกรรมการดำเนินการจัดระเบียบเครื่องมือประมง ตามประกาศจังหวัดสงขลาทั้ง 8 กลุ่มคณะกรรมการ กว่า 100 คน เข้าร่วมประชุม
alt 
       นายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ทะเลสาบสงขลาอยู่ในสภาพใกล้ตาย เพราะมีปัญหารุมเร้ามานาน ทั้งความตื้นเขิน และการทำประมงด้วยเครื่องมือประมงต่างๆ ที่เกินกำลังที่ทะเลสาบจะรับได้ ปัญหามีมายาวนานมาก จึงต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขบนพื้นฐานความแก้ปัญหาบนพื้นฐานผู้ประกอบอาชีพประมงอยู่ได้ ในขณะที่ทะเลสาบก็ได้มีโอกาสฟื้นตัว ทุกคนต้องร่วมมือกัน เพราะคนสงขลา ล้านกว่าคนเป็นเจ้าของทะเลสาบสงขลาร่วมกัน อันดับแรกของการแก้ปัญหาคือ ต้องทำถนนให้ปลา กุ้ง เดิน ด้วยการขุดลอกร่องน้ำธรรมชาติในทะเลสาบ ซึ่งมั่นใจว่าหากทำได้สำเร็จ จะเกิดการพลิกฟื้นทะเลสาบสงขลาครั้งใหญ่
       
       จากข้อมูลการทำประมงในทะเลสาบสงขลา ปัจจุบันพบว่า จากปากน้ำหัวพญานาค อ.เมืองสงขลา ถึงบริเวณปากรอ อ.สิงหนคร มีโพงพางมี 101 แถว 1,500 กว่าช่อง มีไซนั่ง 25,000 ลูก จังหวัดกำหนดดำเนินการจัดระเบียบเครื่องมือประมง และดำเนินการขุดลอดร่องน้ำเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จากปากน้ำหัวพญานาค ถึงท่าเรือประมงใหม่ ระยะที่ 2 จากท่าเรือประมงใหม่ ถึงสะพานติณลาสูลานนท์ ซึ่งแยกร่องน้ำเป็น 2 เส้นทาง และระยะที่ 3 จากสะพานติณสูลานนท์ ถึงปากรอ ขุดลอก 2 ร่องน้ำไปบรรจบกันที่ปากรอ ระยะเร่งด่วน คือ ระยะที่ 1 จากปากน้ำหัวพญานาค ถึงท่าเรือประมงใหม่ รวมระยะทาง 5 กิโลเมตร
        กำหนดขุดลอกร่องน้ำความกว้าง 200 เมตร พบว่า มีโพงพางมีเขตร่องน้ำที่กำหนด 22 แถว รวม 191 ช่อง ซึ่งขณะนี้ได้ปิดประกาศพร้อมป้ายสีแดงไว้ เพื่อให้เจ้าของโพงพางไปแจ้งต่อแกนนำกลุ่ม เพื่อส่งรายชื่อเจ้าของโพงพางทั้งหมดให้จังหวัดภายในวันที่ 21 ส.ค. นี้ เพื่อจังหวัดจะได้เป็นข้อมูลในการเยียวยาเจ้าของโพงพางตามความเหมาะสมต่อไป ซึ่งขณะนี้จังหวัดมีงบประมาณจากกรมพัฒนาชุมชนแล้ว กว่า 6 ล้านบาท ที่จะให้ช่วยเหลือ ให้ความรู้ในเรื่องการประกอบอาชีพใหม่แก่ผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง
       
       ด้าน นายประพร เอกอุรุ นายกสมาคมประมงจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ที่ผ่านมาจากสภาพร่องน้ำที่มีโพงพางเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถเดินเรือขนส่งได้โดยเฉพาะการขนส่งสัตว์น้ำทะเลที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศเพื่อป้อนโรงงานสัตว์ในพื้นที่จังหวัด ผู้ประกอบการโรงงานต่างได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากต้องฝากสัตว์น้ำทะเลที่ซื้อมาจากต่างประเทศ ไปขึ้นที่ท่าเรือน้ำลึกสงขลา ซึ่งมีความแออัด และต้องใช้เวลารอคิวนานหลายวันกว่าจะได้นำสัตว์น้ำทะเลขึ้นสู่ท่าเรือและส่งต่อไปยังโรงงาน
 
       หากสามารถขุดลอกร่องน้ำทะเลสาบสงขลาได้สำเร็จ เรือขนส่งสัตว์น้ำทะเลดังกล่าวก็จะสามารถมาขึ้นท่าที่ท่าเรือประมงใหม่สงขลาได้ จะลดความแออัด และลดความใช้จ่ายได้มาก ดังนั้น โครงการรื้อถอนโพงพาง ในเขตร่องน้ำระยะที่ 1 ของจังหวัดสงขลาในครั้งนี้ ผู้ประกอบการประมงและผู้ประกอบการแปรรูปอาหารทะเลในจังหวัดสงขลายินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่
       
       ด้านผู้แทนทัพเรือภาคที่ 2 กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทัพเรือภาคที่ 2 ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาโพงพางมายาวนาน เพราะฐานทัพเรือซึ่งเป็นที่จอดเรือรบ มีปัญหาในการเข้าออกมาโดยตลอด เช่น เรือรบไปชนโพงพาง และเจ้าของโพงพางฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอยู่บ่อยๆ ทัพเรือภาคที่ 2 จึงยินดีให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหานี้ต่อทางจังหวัด โดยเฉพาะการรื้อถอนโพงพาง ทัพเรือภาคที่ 2 มีความพร้อม และรื้อถอนได้ทันที
alt
        สำหรับการดำเนินขุดลอกร่องน้ำระยะที่ 1 จากปากน้ำหัวพญานาค ถึงท่าเรือประมงใหม่ ซึ่งเป็นการขุดลอกร่องน้ำความกว้าง 200 เมตร ระยะทาง 5 กิโลเมตร ในขณะนี้กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการขุดลอกไปแล้ว 80% อีก 20% ยังติดขัดในปัญหาโพงพาง ซึ่งหากแก้ไขปัญหาโพงพางได้สำเร็จ และสามารถรื้อถอนออกจากแนวเขตร่องน้ำที่กำหนดได้ กรมเจ้าท่าก็จะสามารถขุดลอดร่องน้ำได้แล้วเสร็จในอีก 2-3 เดือนนี้ สำหรับการขุดลอกในระยะที่ 2 จากท่าเรือประมงใหม่ ถึงสะพานติณสูลานนท์ ซึ่งแยกร่องน้ำเป็น 2 เส้นนั้น อยู่ในระหว่างการสำรวจเพื่อขอรับงบประมาณในการดำเนินการขุดลอกในระยะต่อไป
       
       เป็นที่น่าสังเกตว่า เพื่อจัดระเบียบเครื่องมือประมงบริเวณร่องน้ำทะเลสาบสงขลาในครั้งนี้ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่างรู้สึกสบายใจที่ได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และมั่นใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาโพงพาง และมั่นใจว่าการแก้ปัญหาโพงพางในร่องน้ำทะเลสาบสงขลาที่เรื้อรังมาหลาย 10 ปี ภายใต้การนำของ นายธำรงค์ เจริญกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในครั้งนี้ จะสามารถดำเนินการได้สำเร็จอย่างแน่นอน
 
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/444334

เวทีสาธารณะ "บางชันโมเดล : คืนความสุขให้หมู่บ้านไร้แผ่นดิน" ดันประเด็นคนไทยไร้เอกสารสิทธิครอบครองที่ดินฯ กว่า 600 หมู่บ้าน ขึ้นพิจารณาในระดับประเทศ...
เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 57 นายภีม ธงสันติ ประธานคณะผู้เข้าอบรมหลักสูตรบริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง รุ่นที่ 5 กล่าวว่า เวทีสัมมนาประเด็นสาธารณะ ณ วัดบางชัน หมู่บ้านปากน้ำเวฬุ หมู่ 2 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี โดยมีผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ นักวิชาการและคนในชุมชนบางชัน เข้าร่วมในการสัมมนาครั้งนี้กว่า 200 คน เพื่อเป็นการรับฟังความคิดเห็นของคนในชุมชนและนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยการกำหนดเป็นนโยบายของรัฐในการแก้ปัญหา
สำหรับตำบลบางชัน เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 64.4 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 40,305 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่เกษตร 19,050 ไร่, พื้นที่ว่างเปล่าและป่าไม้ชายเลน 21,225 ไร่ มีหมู่บ้านในเขตปกครอง จำนวน 6 หมู่บ้าน มีจำนวนครัวเรือนทั้งสิ้น 1,323 ครัวเรือน ประชากร 3,678 คน ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่ติดทะเล
หมู่บ้านแห่งนี้ยังเป็นชุมชนเก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำเวฬุ ก่อตั้งก่อนปี พ.ศ.2410 หรือประมาณ 147 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านไร้แผ่นดิน เนื่องจากชุมชนดังกล่าวอาศัยอยู่บนเกาะโดยไม่มีเอกสารสิทธิ พื้นที่อยู่อาศัยมีกระแสน้ำขึ้นและน้ำลง โดยสิทธิในการครอบครองที่ดินเป็นของกรมประมงและกรมป่าไม้ ดังคำพูดที่ว่า "น้ำขึ้นเป็นของประมง น้ำลงเป็นของป่าไม้"
พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นป่าชายเลน มีไม้โกงกางหนาแน่น ทำให้คนชุมชนมีรายได้จากการเผาถ่านไม้โกงกางขายเป็นอาชีพ และยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีการประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ได้แก่ เลี้ยงกุ้ง ตกปลา ยกยอ วางลอบปู แร้วปู เบ็ดราว เบ็ดธง อวนปู อวนลอยกุ้ง กร่ำ แห และแทบทุกครัวเรือนใช้หลักเคย หรือยอยก 4 หู
อย่างไรก็ตาม คนในชุมชนกำลังประสบปัญหาทำกิน เนื่องจากทางราชการตีความใช้หลักเคย หรือยอยก 4 หู เป็นโพงพาง ทำให้กลายเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมายในการประกอบอาชีพทางการประมง ประกอบกับปัญหาสำคัญของชาวบ้านบางชันอีกอย่างหนึ่งสิทธิในการครอบครองที่ดิน เพราะที่ดินเกือบทั้งหมดของตำบลอยู่ในพื้นที่ประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งภาครัฐมีการกำหนดขึ้นภายหลังและทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัย ทำให้คนในชุมชนไม่มีโฉนดเป็นของตนเอง
 
นอกจากหมู่บ้านบางชัน ประเทศไทยยังมีหมู่บ้านไร้แผ่นดินอีกกว่า 600 แห่ง ตลอดแนวชายฝั่งทะเลไทย 2,000 กว่ากิโลเมตร ซึ่งปัญหาของคนในชุมชนเหล่านั้น ควรได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว และเป็นระบบเพื่อคืนความสุขให้หมู่บ้านเหล่านั้น เพื่อสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนและสนับสนุนการเป็นครัวของโลกด้านอาหารทะเล รวมถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวด้านโฮมสเตย์ที่มีมนต์เสน่ห์ เพื่อเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการก้าวสู่การเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 ต่อไป
 
ที่มา : http://www.siamrath.co.th/web

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19 ส.ค.2557 ร.ต.ท.ธนวัฒน์ ทองวิไล ร้อยเวรอาญา สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี ได้รับแจ้งว่ามีรถยนต์เก๋ง จอดทิ้งไว้ข้างทางบริเวณถนนสาย ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ - อ.บ้านดุง ด้านในรถมีท่อนไม้เต็มคันรถเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.เพ็ญ จึงร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้หน่วยป้องกันรักษาป่าที่อุดร15 (บ้านดุง) จึงเดินทางออกตรวจสอบและสอบสวนสถานที่เกิดเหตุ

     ในที่บริเวณถนนสาย ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ - อ.บ้านดุง พบรถ รถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส สีแดง ทะเบียน กม 5179 ขอนแก่น จอดอยู่ข้างทาง ไม่พบผู้ขับขี่ ด้านในรถพบไม้พะยูง ท่อนจำนวน 29 ท่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำรถมาที่สภ.เพ็ญเพื่อทำการตรวจสอบหาผู้ครอบ ครองรถยนต์แก๋งฮอนด้า แจ๊สคันดังกล่าว

     จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นภายในรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อหาสิ่งกฎหมาย และเอกสารประจำรถแต่ไม่พบเอกสารใดๆ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจสอบเลขทะเบียนรถ ทราบว่าผู้ครอบครองเช่าซื้อคือ นายธีรยุทธ รัตนกิจถาวร อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 16/2 ถ.ร่วมจิตร ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ออกหมายเรียกมาทำการสอบสวนว่า มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการส่งไม้พะยูงที่บรรทุกอยู่ในรถคันดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งไม้พะยูงที่ตรวจพบ จำนวน 29 ท่อน ปริมาตร 0.72ลบ.ม.มูลค่าประมาณ 200,000 บาท

     พ.ต.ท.กานต์ ตั้งวิจิตร รองผกก ป.สภ.เพ็ญ เปิดเผยว่า รถเก๋งคันดังกล่าวนั้นได้รับการแจ้งจากเจ้าหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง ว่าเป็นรถที่หลบหนีการชำระค่างวดหลายเดือน และในวันที่เกิดเหตุนั้นเจ้าหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์ดังกล่าว ได้พบรถยนต์เก๋งดังกล่าวขับอยู่ระหว่างอุดรธานี-หนองคาย จึงทำการตรวจสอบกับทางบริษัทใหญ่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับรถคันที่มีปัญหาค้างค่างวดอยู่ จึงพยายามขับตามและให้สัญญาณหยุดเพื่อพูดคุย แต่รถเก๋งดังกล่าวกลับพยายามขับรถหลบหนีไปตามถนนสายสุ่มเส้-บ้านดุงจนมาถึง ทางเข้าหมู่บ้านหนองฮ ต.ส่มเส้าฯ รถดังกล่าวจอดข้างทางและคนขับก็วิ่งหลบหนีไป เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เพ็ญฯมาทำการตรวจและยึดรถไปเก็บรักษาไส้เพื่อดำเนินการ

     พ.ต.ท.กานต์ฯกล่าวอีกว่าที่ผ่านมาขบวนการขนไม้พะยูงจะใช้รถยนต์ปิกอัฟ หรือ รถยนต์ขนาดใหญ่ราคาแพงในการขน เพื่อหลีกเลี่ยงการครวจค้นของเจ้าหน้าที่ แต่ก็มีการตรวจค้นจับกุมได้บ่อยครั้ง จึงได้มีการเปลี่ยนวิธีการมาใช้รถยนต์ขนาดเล็กแทนเพื่อสะดวกในการขนส่งไม้ พะยูงดังกล่าว

 
ที่มา : http://www.siamrath.co.th/web

ชาว บ้านพบซากโลมาตายเกยชายหาดสภาพเน่าหนังลอก เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ ระยอง เดินทางตรวจสอบพิสูจน์ซาก บอกเสียชีวิตมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์

     เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2557 ที่บริเวณชายหาดมุกเมฆ หมู่ 10 บ้านคลองประทุน ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด นายศักดา อินทร์เอนุช เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จ.ระยอง เดินทางมาพร้อมเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบซากโลมาที่ชาวบ้านพบเสียชีวิตถูก คลื่นซัดนอนเกยชายหาด

     ซึ่งเมื่อนายศักดา ไปถึงพบซากโลมาดังกล่าวอยู่ชายหาดด้านบนติดกับป่าริมทาง สภาพเน่าเปื่อย ผิวหนังชั้นนอกลอกออกจนหมด จนผิวหนังชั้นในที่เป็นสีขาว มีสภาพเป็นสีเหลือง เป็นโลมาอิรวดี วัดความยาวได้ 1.43 เมตร น้ำหนักตัวประมาณ 50-60 กิโลกรัม ไม่ทราบเพศเนื่องจากเน่ามาก ได้ทำการเก็บชิ้นส่วนเช่น ฟัน เพื่อตรวจว่าโลมามีอายุกี่ปี่ รวมทั้งอวัยวะส่วนอื่น ๆ จากนั้นนายศักดา และเจ้าหน้าที่ ได้ช่วยกันผ่าซากโลมาเพื่อตรวจสอบอวัยวะภายในเพื่อเก็บเป็นข้อมูล

     นายศักดา บอกว่า โลมาตัวนี้เสียชีวิตมาแล้วมากกว่า 1 สัปดาห์ โดยไม่ทราบสาเหตุ ตนต้องเก็บข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำกลับไปที่สำนักงานฯ เพื่อเข้าห้องแลปพิสูจน์ถึงสาเหตุการตาย ส่วน ชาวบ้านที่พบซากโลมาบอกว่า ได้กลิ่นเหม็นรุนแรงมาตั้งแต่วันเสาร์ ตอนที่ได้กลิ่นคิดว่ามีคนมาผูกคอตายอยู่ในป่าหรือเปล่า วันนี้จึงได้ออกมาเดินดูพบเป็นโลมาเสียชีวิต จึงได้แจ้งให้ทาง อบต.แหลมกลัด ได้รับทราบ

     สำหรับการพบโลมาเสียชีวิตตั้งต้นปี 57 พบเสียชีวิตรวม 15 ตัว รวมกับตัวนี้เป็น 16 ตัว และเป็นตัวที่ 2 ในเดือนสิงหาคม 2557

 
Read More ...