ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา :  http://www.naewna.com/inter/126071
alt
 
นิวเดลี/โตเกียว (เอพี/รอยเตอร์ส/บีบีซี นิวส์) - ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลนฮุดฮุดในอินเดียเพิ่มเป็นอย่างน้อย 24 รายแล้ว หลังจากมีรายงานผู้เสียชีวิต 21 ราย จากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพายุลูกนี้ในรัฐอานธรประเทศ ทางตะวันออกของอินเดีย
เจ้าหน้าที่สำนักงานการจัดการภัยพิบัติรัฐอานธรประเทศ กล่าวว่า มีรายงานผู้เสียชีวิต 15 รายจากเมืองวิสาขปัทนัม 5 รายในเมืองวิสยนาการาม และ 1 รายในเมืองศรีขคุลาม เจ้าหน้าที่อินเดีย กล่าวว่า เมืองวิสยนาการามถูกพายุไซโคลนลูกนี้ถล่มหนักที่สุด ส่วนใหญ่สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการถูกกิ่งไม้ร่วงหล่นใส่ ขณะเดียวกัน รัฐโอริสสาที่อยู่ใกล้เคียง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพายุอย่างน้อย 3 ราย เจ้าหน้าที่ได้อพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากที่อยู่อาศัยไปพักในค่ายพักพิงชั่วคราว ขณะนี้ทางการอินเดียกำลังพยายามฟื้นฟูความเสียหายให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปให้ผู้ประสบภัย
พายุไซโคลนฮุดฮุดพัดขึ้นฝั่งรัฐอานธรประเทศ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อิทธิพลพายุทำให้มีลมกระโชกแรง สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและเสาไฟฟ้า ทั้งยังทำให้ทางการต้องปิดถนนและทางรถไฟด้วย แต่ขณะนี้พายุลูกนี้ได้อ่อนกำลังลงแล้ว หลังจากเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่โพ้นทะเล
ขณะที่เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นหว่องฟ้งที่พัดกระหน่ำญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย สูญหายอีก 2 ราย และมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับพายุไต้ฝุ่นหว่องฟ้งทั่วประเทศอย่างน้อย 94 ราย ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นประกาศเตือนให้อพยพประชาชนกว่า 800,000 คน
สำนักอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นรายงานว่า พายุไต้ฝุ่นหว่องฟ้งซึ่งมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวถึงจังหวัดฟูกุชิมะทางตะวันออกของญี่ปุ่นเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. วานนี้ตามเวลาท้องถิ่น ทำให้มีฝนตกหนักบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ-ไดอิจิบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือความผิดปกติใดๆ อย่างไรก็ตาม พายุลูกนี้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นเขตร้อนแล้วในช่วงสายวานนี้และกำลังเคลื่อนตัวออกจากญี่ปุ่น
 
ที่มา : http://www.naewna.com/local/126030

เมื่อเวลา 03.48 น. วันที่ 14 ต.ค. 2557 สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า ได้เกิดแผ่นดินไหว ที่ละติจูด 19.80 องศาเหนือ ลองจิจูด 99.51 องศาตะวันออก ขนาด 2.6  ตามมาตราวัดริกเตอร์ มีความลึกใต้ผิวดิน 1 กิโลเมตร ซึ่งพบว่าจุดศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้อยู่ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
โดยก่อนหน้านี้ได้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อเวลา 02.43 น. ในวันเดียวกัน ขนาด 2.8 ตามมาตราวัดริกเตอร์ ลึกลงใต้ผิวดิน 2 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.แม่ลาว ส่งผลให้ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใน อ.แม่สรวย แม่ลาว พาน รวมทั้ง อ.เมืองเชียงราย รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยในระยะเวลาสั้นๆ เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ แต่ก็ทำให้ชาว
 
ที่มา : http://www.naewna.com/business/126079
alt
 
นายสหรัฐ บุญโพธิภักดี รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยภายหลังกฟผ.รับฟังความเห็นประชาชนถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)โครงการสร้างท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดขนาด 870 เมกะวัตต์ จังหวัดกระบี่ ครั้งที่ 3 หรือ ค.3 ในวันที่ 12 ต.ค.2557 ที่ผ่านมา ว่า กฟผ.ได้รับฟังความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ประมาณ 65 คนมีทั้งผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ซึ่งทางกฟผ.ได้รวบรวมข้อมูลไว้คาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 2 - 3 เดือนนำผลสรุปจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 3 ครั้งนำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป เชื่อว่า ขั้นตอนทั้งหมดนี้จะเสร็จสิ้นภายในกลางปี 2558 หากสวล.อนุมัติ คาดว่า การก่อสร้างจะเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010) ปรับปรุงครั้งที่ 3 ที่กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 62
  “หลังจากเปิดรับฟังความเห็นประชาชนในพื้นที่ครั้งที่ 3ก็มีประชาชนเข้ามาฟังมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และประชาชน ต้องการให้บรรจุความเห็นของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยเสนอให้
คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมฯ เข้าไปด้วย ส่วนจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสวล. เราไม่สามารถไปก้าวก่ายได้  ซึ่งการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ เติบโตทุกปีเฉลี่ย 6% แต่การผลิตน้อยกว่าความต้องการที่ผ่านมา เราจึงต้องส่งไฟจากภาคกลาง ผ่านระบบส่งไปป้อนให้ เพื่อความมั่นคงและป้องกันไฟตกดับ เราจึงต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มและการเลือกถ่านหินสะอาดก็เพราะมีค่าไฟฟ้าที่ต่ำหากเทียบกับเชื้อเพลิงอื่นๆ และมีความมั่นคงด้านเชื้อเพลิงที่ถ่านหินมีสำรองมาก ”นายสหรัฐ กล่าว
   ด้าน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน  ว่า  ได้อนุมัติโครงการรับซื้อไฟฟ้าต่อเนื่อง  โดยมีการพิจารณาตอบรับซื้อไฟฟ้าตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด อาทิ จะต้องมีจุดเชื่อมโยงกับระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า หรือระบบส่งที่ชัดเจน ผ่านความเห็นชอบด้านเทคนิคจาก กฟผ. มีแผนการดำเนินการที่เหมาะสมและชัดเจนและมีกำหนด SCOD ที่แน่นอน เป็นต้น
    ทั้งนี้ที่ประชุมได้อนุมัติให้มีการตอบรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม จำนวน 27 โครงการ โดยมีปริมาณไฟฟ้าเสนอขายรวมทั้งสิ้น 202.09 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล 18 โครงการ รวม 82.14 เมกะวัตต์  ก๊าซชีวภาพ  6 โครงการ รวม 13.95 เมกะวัตต์ และขยะ 3 โครงการ รวม 106 เมกะวัตต์  สามารถเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในปี 2559 ได้เป็นอย่างดี โดยแบ่งเป็นภาคเหนือ 21.66 เมกะวัตต์ ภาคกลางและภาคตะวันออก 121.28 เมกะวัตต์ และภาคใต้ 59.15 เมกะวัตต์
 
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/456797
alt

นายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่โดยสารเรือข้ามฟากจากฝั่ง พัทยา จ.ชลบุรี ไปยังเกาะล้าน ต่างตื่นตาตื่นใจกับฝูงโลมาปากขวด ประมาณ 5-6 ตัว ที่กำลังแหวกว่าย อยู่กลางทะเล ห่างจากฝั่งพัทยาไปทางเกาะล้านราว 6-7 กิโลเมตร โดยฝูงโลมาดังกล่าวได้ว่ายน้ำโผล่ขึ้นมาให้เห็นราว 30 นาที จึงพากันดำลึกลงไปในทะเล จากการสอบถามนักท่องเที่ยวที่โดยสารเรือลำดังกล่าวทราบว่า ขณะนั่งเรือโดยสารเดินทางไปเกาะล้าน สังเกตพบฝูงโลมาปากขวดกำลังดำผุด ดำว่ายขนานไปกับเรือ ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่พบเห็นต่างพากันดีใจที่จู่ๆ ก็มีฝูงโลมามาว่ายน้ำให้เห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมกับใช้มือถือบันทึกภาพไว้เป็นที่ระลึก เนื่องจากปกติไม่ค่อย พบได้บ่อยนัก โดยโลมาปากขวดที่พบที่เกาะล้าน พัทยา เป็นการอพยพย้าย ที่อยู่ของสัตว์ทะเล เกิดจาก 2 ปัจจัย คือ ตามอาหารและระบบนิเวศ ตอนนี้ ให้เจ้าหน้าที่วิจัยในพื้นที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นเพราะอะไร หากโลมาฝูงนี้ เข้ามาอยู่ที่เกาะล้านจริง ทช.ก็จะต้องดูแลเป็นกรณีพิเศษอยู่แล้ว เพราะโลมาเป็นสัตว์ทะเลหายากที่ใกล้จะสูญพันธุ์

อธิบดี ทช.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ภายในปี 2558 ทช.จะทำระบบติดตาม สัตว์ทะเลหายากสำเร็จในทุกพื้นที่ของท้องทะเลไทย โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ทส. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเฝ้าระวังป้องกันสัตว์ทะเลหายากถูกทำร้าย หรือตายจากภาวะมลพิษที่เกิดขึ้นในท้องทะเล.

 
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/foreign
alt
 
รอยเลื่อนเปลือกโลก4จุดทางตอนเหนือของรัฐ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ซึ่งพาดผ่านใกล้กับเขื่อนและท่อส่งน้ำหลักของรัฐ พร้อมเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดกว่า6แมกนิจูดได้ทุกเมื่อ หลังจากเลยคาบเวลาที่น่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้ว
 
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองซานฟรานซิสโกประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่14ต.ค.ว่าทีมนักวิจัยจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐและจากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโกระบุว่า รอยเลื่อนเปลือกโลก3แห่งที่พาดผ่านใต้รัฐแคลิฟอร์เนียและอีกหนึ่งแห่งที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่ราว15ล้านคนได้สะสมแรงเค้นมากพอที่จะก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด6.8แมกนิจูหรือมากกว่าได้ทุกเมื่อ หลังพบว่าเลยคาบเวลาที่คาดว่าจะเกิดแผ่นดินไหวมาแล้ว
หนึ่งในรอยเลื่อนอันทรงพลังนี้ได้แก่ รอยเลื่อนกรีน วอลเลย์ซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนและท่อส่งน้ำชลประทานทางตะวันออกเฉียงเหนือของแคลิฟอร์เนีย โดยพาดผ่านระหว่างเมืองนาปาและแฟร์ฟิลด์ซึ่งสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาด7.1แมกนิจูดได้รอยเลื่อนดังกล่าวเชื่อว่า เกิดรอยแยกเมื่อช่วงปี1600
ขณะที่นายเจมส์ เลนแคมเพอร์นักธรณีวิทยาของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้เผยว่า น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโกพื้นที่ตอนใต้ของแคลิฟอร์เนีย และพื้นที่การเกษตรทำเลทองในเซ็นทรัล วอลเลย์ขึ้นอยู่กับระบบการส่งน้ำนี้ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำซาคราเมนโตและแม่น้ำแซน ฮวนคิน 
รอยเลื่อนทั้ง4แห่งถือเป็นส่วนหนึ่งของรอยเลื่อนซาน แอนเดรียสที่แบ่งครึ่งรัฐแคลิฟอร์เนียทำให้พื้นที่ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐแยกออกจากแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือคิดเป็นระยะทางเฉลี่ยประมาณ2นิ้วต่อปีขณะที่นักวิทยาศาสตร์สรุปผลการศึกษาตีพิมพ์ลงในวารสารของสมาคมแผ่นดินไหววิทยาสหรัฐ ระบุว่ารอยเลื่อนอื่นที่สะสมแรงเค้นสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กความรุนแรงราว6.8แมกนิจูดหรือมากกว่า ในพื้นที่ตอนเหนือของเขตคาลาเบรารวมไปถึงรอยเลื่อนเฮย์เวิร์ดทางตะวันออกของอ่าวซานฟรานซิสโกและรอยเลื่อนรอดเจอร์ส ครีก ทางตอนเหนือ.
 
 
 
Read More ...