ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/252487
 

alt

แก๊งค้าไม้นราธิวาสเหิม บุกตัดไม้ขนาดใหญ่กลางอุทยานฯบูโด ไม่สนทั้งทหาร ตำรวจ อุทยานฯ โค่นเาสร็จ แปรรูปก่อนส่งลงมาขาย คาดเดือนละ 200 ต้น

สำนักข่าวชายขอบ รายงานเมื่อวันที่ 20 พ.ค.2559 ถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการลักลอบขโมยลูกนกเงือกและตัดไม้ทำลายป่าในเทือกเขาบูโด ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี รอยต่อ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่า ในป่าที่อยู่ในพื้นที่อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส นั้น ยังมีการลักลอบตัดไม้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการสั่งการจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ให้เจ้าหน้าที่สนธิกำลังกับฝ่ายปกครองและทหารออกลาดตะเวนมากขึ้น แต่ปัญหาการลักลอบตัดไม้ในป่ายังไม่มีทีท่าจะเบาบางลง

จากการเดินสำรวจร่วมกับชาวบ้าน ยังคงพบร่องรอยการตัดไม้และแปรรูปไม้หลายจุด โดยตลอดการเดินป่า 2 ชั่วโมง ในพื้นที่รัศมี 4-5 ไร่ พบไม้ตะเคียนชันตาแมว และไม้หลุมพอขนาดใหญ่ 6-7 คนโอบถูกตัดไปกว่า 30 ต้น โดยเฉพาะจุดรอบต้นรังหรือโพรงของนกเงือก พบว่า มีต้นตะเคียนชันตาแมวถูกตัด 19 ต้น มีการประมาณการว่า บนเขาบูโดในพื้นที่รือเสาะ มีต้นไม้ถูกตัดและชักลากออกไปถึงเดือนละ 200 ต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของผืนป่าอันเป็นแหล่งอาศัยของนกเงือก สัตว์ป่าสงวนที่ใกล้สูญพันธุ์

ส่วนความคืบหน้าหน้าคดีขโมยลูกนกเงือกจากป่าเทือกเขาบูโด ในเขตอุทยานแห่งชาติบูโดนั้น ล่าสุดตำรวจ สภ.บาเจาะ จ.นราธิวาส พบผู้ต้องสงสัย 8 คน แต่ไม่มีใครรับสารภาพ จึงจำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ ไปตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบกับดีเอ็นเอจากวัตถุพยานที่คนร้ายทิ้งเอาไว้ในที่เกิดเหตุ 6 ชิ้น ซึ่งมีการส่งตรวจแล้ว คาดว่าจะรู้ผลใน 1 เดือน จึงจะรู้ว่าผู้ต้องสงสัยคนใดคือผู้ที่ขโมยลูกนกจากโพรงที่ 29 และเป็นนกตัวเดียวกับลูกนกที่ยึดมาได้หรือไม่ แต่ระหว่างรอผลพิสูจน์ออกมา ตำรวจจะพยายามติดตามตัวผู้ต้องสงสัยรายอื่นไปพร้อมกัน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงของขบวนการลักลอบจับสัตว์ป่าที่ชัดเจนที่สุด

พ.ต.ท.ตรีเทพ ทองนอก รองผกก.สภ.ยี่งอ เปิดเผยว่า มีการดำเนินคดีกับนายมะลาเย็ง ลาเตะ ที่เป็นผู้รับซื้อของป่า และสอบสวนขยายผลไปยังขบวนการค้าสัตว์ป่าที่เกี่ยวข้อง แต่ได้ให้ประกันตัวในวงเงิน 150,000 บาท โดยมีการยอมรับว่าเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ได้รับซื้อลูกนกจากชายชาวบ้านเจาะ 2 คน อายุประมาณ 20 ปี และ 40 ปี ซึ่งไม่รู้จักมาก่อนในราคา 3,200 บาท โดยบอกว่าได้ลูกนกมาจากชาวซาไกในอ.สุคิริน ก่อนจะมีลูกค้าชาวนราธิวาส มาซื้อต่อไปในราคา 4,500 บาท แต่เมื่อตำรวจมาจับกุมจึงสงสัยว่าลูกนกเงือกน่าจะมาจากเทือกเขาบูโด จึงได้ติดต่อให้ลูกค้ารีบนำนกไปคืนให้ตำรวจ โดยชายชาวบาเจาะ 1 ใน 2 คนที่นำลูกมาขาย เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ สภ.บาเจาะจับกุมได้ จึงเชื่อว่าลูกนกเงือกหัวแรดตัวนี้เป็นลูกนกจากโพรงที่ 29

ร.ต.อ.ไพบูลย์ เกื้อดำ รองสารวัตรสอบสวน สภ.บาเจาะ กล่าวว่า ขอโทษทีมนักวิจัยที่ไม่รับแจ้งความลูกนกเงือกหาย เนื่องจากไม่ได้มีเจตนา เพียงแต่จำเป็นต้องดำเนินการตามข้อกฎหมาย ที่ระบุให้ผู้เสียหายคือ เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นผู้แจ้งความ จึงต้องแจ้งไปเช่นนั้น อีกทั้งขณะนั้นยังไม่มีความแน่ชัดว่าเหตุเกิดในพื้นที่ความรับผิดชอบของใคร และจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่ความมั่นคงที่เคยเกิดเหตุยิงคนเก็บของป่า 6 ศพ จึงทำให้การเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ต้องแจ้งเหตุกับทุกฝ่ายและสนธิเพื่อกำลังร่วมกัน

ร.ต.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า แต่ทันทีเมื่อมีการเข้าแจ้งความและเข้าตรวจที่เกิดเหตุแล้ว ตำรวจได้พยายามเร่งติดตามตัวคนร้าน จนนำมาซึ่งการจับกุมคนร้ายในวันที่ 16 พ.ค. คือ นายเซ็ง ขาเดร์ ชาวบ้านบาเจาะที่มีการจับกุมพร้อม นกกก 1 ตัวอายุ 1 เดือน มีการดำเนินคดีมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 โดยไม่ตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันตัวและฝากขังไปแล้ว โดยคดีนี้มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขยายผลเข้าทลายแหล่งรับซื้อของป่าที่ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ที่มีการยึดลูกนกเงือกหัวแรด พร้อมสัตว์ป่าหลายชนิด แม้ขณะนี้จะไม่เป็นที่แน่ชัดว่าลูกนกที่พบจะเป็นตัวจริงที่ถูกขโมยจากโพรงที่ 29 หรือไม่ แต่ผลดีเอ็นเอที่ออกมาน่าจะยืนยันได้ชัดเจน

ทั้งนี้ หลังจากเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ทีมนักวิจัยนำลูกนกเงือกหัวแรดที่ยึดได้ไปคืนโพรงที่ 29 เพื่อต้องการให้พ่อแม่นกที่ยังคงวนเวียนส่งเสียงร้องอยู่บริเวณนั้น กลับเข้าป้อนอาหารและเลี้ยงลูกนกตามธรรมชาติ แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 1 วัน พ่อแม่นกไม่มีปฏิสัมพันธ์กับลูกนก และลูกนกส่งเสียงร้องน้อยลง ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยที่พ่อแม่นกอาจทิ้งรัง เพราะลูกนกถูกจับจากโพรงไปประมาณ 7 วัน หรือลูกนกตัวนี้อาจไม่ใช่ลูกนกที่มาจากโพรงที่ 29 ซึ่งต้องรอผลยืนยันจากดีเอ็นเอ ทีมนักวิจัยจึงตัดสินใจนำลูกนกที่อยู่ในสภาพอ่อนเพลียออกจากโพรงลงมาป้อนอาหาร และนำไปอนุบาลที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าโคกไม้เรือ จังหวัดนราธิวาส เพื่อรอผลพิสูจน์ที่แน่ชัดอีกครั้ง

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9590000051001

 

      alt 


รอยเตอร์ - เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงไม่ปกติระดับ 5.9 สั่นสะเทือนดินแดนทะเลทรายแถบตอนกลางของออสเตรเลียในตอนเช้าวันเสาร์ (21 พ.ค.) แต่ด้วยมันเกิดในพื้นที่ห่างไกล จึงไม่คาดหมายว่าจะก่อความเสียหายใดๆ จากการเปิดเผยสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส)
      
       เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้ได้รับบาดเจ็บ จากแผ่นดินไหวระดับตื้นแค่ 10 กิโลเมตร และมีศูนย์กลางห่างจากเมืองอลิซสปริงส์ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ค่อนไปทางตะวันตก ราว 460 กิโลเมตร
      
       แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นตอนเวลาราวๆ 04.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ในพื้นที่ซึ่งมีชาวบ้านพักอาศัยอยู่ประปรายในรัฐนอร์ทเทิร์น เทอร์ริทอรี ซึ่งเบื้องต้นวัดความรุนแรงได้ 6.2 ก่อนยูเอสจีเอสปรับลดลงมาเหลือ 5.9
      
       สำนักงานธรณีศาสตร์ออสเตรเลียบอกว่า สามารถสัมผัสแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ไกลจากศูนย์กลางถึง 507 กิโลเมตร แม้ว่าความเสียหายใดๆ น่าจะจำกัดวงอยู่แค่ในรัศมี 40 กิโลเมตรเท่านั้น
      
       “มันเกิดขึ้นกลางทะเลทราย และเราสามารถบอกได้ว่ามันไกลจากเขตชุมชนอย่างมาก และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายใดๆ” รองผู้กำกับการตำรวจรัฐนอร์ทเทิร์น เทอร์ริทอรีบอกกับรอยเตอร์
      
       แผ่นดินไหวรุนแรงครั้งสุดท้ายในออสตรเลีย ต้องย้อนกลับไปในปี 2012 โดยคราวนั้นธรณีพิโรธระดับ 6.1 สั่นสะเทือนพื้นที่ทางเหนือสุดของรัฐเซาท์ออสเตรเลีย นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 15 ปีของประเทศ

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/143702
 

alt

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า พายุไซโคลนโรอานูที่เคลื่อนตัวขึ้นถล่มชายฝั่งประเทศบังกลาเทศในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ มีกำลังลมแรง 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่งผลให้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 20 ราย และยังผลให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยกว่า 500,000 คนต้องอพยพออกไปหลบยังที่ปลอดภัย หลังจากฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างหนักจากฤทธิ์ไซโคลนลูกนี้ได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันตามมา

นายโอมาร์ ฟารุก เจ้าหน้าที่กรมอุตุนิยมวิทยาของบังกลาเทศ เปิดเผยว่า ไซโคลนลูกนี้ขึ้นฝั่งทางตอนใต้บริเวณเมืองจิตตะกองด้วยกำลังลมแรงระหว่าง 62-88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไซโคลนลูกนี้ยังก่อให้เกิดสตอร์มเซิร์จสูง 5 ฟุต ซัดถล่มท่วมหมู่บ้านหลายแห่งที่ตั้้งอยู่แนวชายฝั่งเมืองจิตตะกอง และทำให้ต้องอพยพชาวบ้านในหมู่บ้านหลายแห่งนี้ไปหลบยังที่ปลอดภัย เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย20 รายและบ้านเรือนนับหลายร้อยหลังได้รับความเสียหายจากการถูกโคลนถล่มทับใน 2 อำเภอของเมืองจิตตะกองด้วย

 
ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=700259

แผ่นดินไหวรุนแรง ระดับ 5.9 แมกนิจูด ที่ทะเลทรายแถบตอนกลางของออสเตรเลีย เบื้องต้น ไม่มีรายงานความเสียหาย หรือผู้ได้รับบาดเจ็บ
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากประเทศออสเตรเลียว่า สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ แจ้งเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง วัดได้ 5.9 แมกนิจูด เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้าวันเสาร์ที่ 21 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานความเสียหาย หรือ ผู้ได้รับบาดเจ็บ จากแผ่นดินไหวระดับตื้น แค่ 10 กิโลเมตร  และมีศูนย์กลางห่างจากเมืองอลิซสปริงส์ ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ค่อนไปทางตะวันตก ราว 460 กิโลเมตร

สำนักงานธรณีศาสตร์ออสเตรเลีย เผยว่า สามารถสัมผัสแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ ไกลจากศูนย์กลางถึง 507 กิโลเมตร แม้ว่า ความเสียหายใด ๆ น่าจะจำกัดวงอยู่แค่ในรัศมี 40 กิโลเมตร เท่านั้น
 
ที่มา :  http://www.banmuang.co.th/news/politic/49532

“รองปลัดมหาดไทย”...สานต่อปอดใหม่ชัยนาท
 
“รองปลัดมหาดไทย” ถือฤกษ์ดีวันวิสาขบูชา-วันต้นไม้แห่งชาติ นำภาคประชาชน-ภาคราชการ ร่วมปลูกป่าเขาขยาย พลิกฟื้นเขาทะเลทรายเป็นเขาสวรรค์ สร้างปอดใหม่ชาวชัยนาท ต่อยอด

เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ สถานที่ออกกำลังกาย มีเส้นทางเดิน-วิ่ง-ขี่จักรยาน และแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ
 
วันที่ 20 พ.ค. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการปลูกป่าตามโครงการ “พลิกฟื้นเขาขยายจากเขาทะเลทรายเป็นเขาสวรรค์” ที่บริเวณเขาขยาย ต.เขา

ท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท ในโอกาส วันวิสาขบูชา และ วันต้นไม้แห่งชาติประจำปี 2559 โดยมีประชาชน นักเรียน กำนัน ผู้ใหญ่ป้าน ตัวแทนหน่วยงานราชการเข้าร่วมจำนวนกว่า 1,000 คน

โดยมีกิจกรรมปลูกต้นไม้บนพื้นที่เขาขยาย ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง สภาพป่าเสื่อมโทรมอย่างหนัก จนได้ฉายาว่าทะเลทรายชัยนาท
   
นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูเขาขยายเริ่มขึ้นเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็น ผวจ.ชัยนาทเมื่อปี 2557 โดยมีจุดประสงค์เพื่อพลิกฟื้นให้เขาขยายกลับคืนสภาพเป็นป่าที่สมบูรณ์

เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติ พืชพันธุ์ไม้ทั้งประจำถิ่นและพันธุ์ไม้นานาชาติ ที่ระดมกำลังทั้งงบประมาณภาครัฐและเอกชนมาปลูกไว้ที่เขาขยาย และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมาย

ในอนาคตที่จะใช้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายของชาวชัยนาท แต่ช่วงเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยต้องประสบภาวะภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งเขาขยายก็ได้รับ

ผลกระทบรุนแรงไปด้วย ทำให้ต้นไม้ส่วนหนึ่งแห้งตายจากภาวะภัยแล้ง จึงจำเป็นต้องมีการปลูกต้นไม้ซ่อมแซมในส่วนที่เสียหาย รวมทั้งปลูกใหม่ในพื้นที่ที่ยังว่างเปล่าขาดไม้ยืนต้นคลุมดิน

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่าได้รับความร่วมมือจากชาวชัยนาทอย่างล้นหลามในการร่วมกันแสดงความรักต่อเขาขยายในวันนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมประชุมกับภาคประชาคมจังหวัดชัยนาททุกภาคส่วน ประกอบไปด้วย หัวหน้าส่วนราชการ

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ และมีมติก่อตั้ง “มูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการระดมทุน จัดกิจกรรมในลักษณะ “

ประชารัฐ” คือทั้งภาคราชการ ภาคประชาชนทั่วไป ตลอดจนภาคเอกชนและนักธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการ ดูแลทำนุบำรุง และฟื้นฟูเขาขยายให้มีความยั่งยืน พลิกฟื้นกลับมามีสภาพอุดม

สมบูรณ์ เพื่อหวังให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และศูนย์เรียนรู้ที่สำคัญของจังหวัด

นอกจากนั้น ได้มีการวางแผนจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี 2559-2560 โดยตั้งเป้าหมายว่า 5 ปีจากนี้ไป เขาขยายจะอุดมสมบูรณ์ขึ้น เป็นทั้งแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ สถานที่ออกกำลังกาย มีเส้น

ทางเดิน-วิ่ง ขี่จักรยาน เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ กิจกรรมตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะมีการดูแลต้นไม้ที่ปลูกไว้ให้รอด และหน้าฝนนี้จะมีกิจกรรมต่างๆ บนเขาขยายมากมาย

ทั้งนี้ เมื่อปี 2557 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ริเริ่มทำ “โครงการพลิกฟื้นเขาขยายจากเขาทะเลทรายเป็นเขาสวรรค์” โดย “เขาขยาย” ตั้งอยู่ที่ หมู่ 8 ต.เขาท่าพระ

อ.เมือง จ.ชัยนาท มีความสูงประมาณ 120 เมตร พื้นที่ประมาณ 1,000 ไร่ เป็นพื้นที่ภูเขาประมาณ 157 ไร่ และพื้นที่ราบเชิงเขาประมาณ 843 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยนาทประมาณ 8.6

กิโลเมตร เป็นพื้นที่ที่เคยมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่ามาก่อน แต่ได้ถูกทําลายเหลืออยู่เพียงพื้นดินที่แห้งแล้ง มีสภาพเหมือนทะเลทราย พื้นที่เป็นหินปนทราย แทบไม่มี

ต้นไม้ขึ้นปกคลุม เป็นเขาหัวโล้น แต่มีร่องรอยของการลักลอบขุดดินลูกรัง ในส่วนของบริเวณโดยรอบเชิงเขาขยายบางส่วนมีราษฎรบุกรุกพื้นที่กว่า 250 ไร่ สําหรับอยู่อาศัย และประกอบ

อาชีพเกษตรกรรม และจากสภาพความแห้งแล้งไม่มีต้นไม้ปกคลุมทําให้ในฤดูฝนจะมีน้ำหลากเข้าท่วมพื้นที่บริเวณเชิงเขา และพื้นที่การเกษตรของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง

โครงการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เขาขยายดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบจากการทําประชาคมในพื้นที่ และความเห็นร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

สถาบันการศึกษา องค์กร/เครือข่าย เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่เขาขยาย พื้นที่ 1,000 ไร่ ให้เป็นเขาสวรรค์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแบบบูรณาการ ด้วยการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์

และความหลากหลายทางชีวภาพของธรรมชาติให้กลับคืนมา พัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่ปลอดคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นปอดกลางเมืองของชาวชัยนาท

ตลอดจนให้มีเส้นทางออกกําลังกาย ทั้งจักรยาน เดิน วิ่ง และกีฬาผจญภัย เพื่อให้คนอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และเป็นต้นแบบในการฟื้นฟูเขาลูกอื่นๆ ในจังหวัดชัยนาทต่อไป

อย่างไรก็ตามการพัฒนาและฟื้นฟูเขาขยาย ได้รับความร่วมมือสํารวจออกแบบ และจัดผังพื้นที่จากบริษัท มหพันธ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จํากัด (มหาชน) คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยี

พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สํานักงานที่ดินจังหวัดชัยนาท และสํานักงานโยธาธิการและผังเมือง

โดยจัดให้มีการทำกิจกรรมการพัฒนาและฟื้นฟูเขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์ ประกอบด้วย การขุดคลองรอบเขาขยาย รอบแนวเขตพื้นที่ของราษฎรกับพื้นที่โครงการระยะทาง

ประมาณ 4 กิโลเมตร และปลูกต้นไม้ตลอดแนวคันดิน ทําให้มีน้ำสําหรับสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าและประชาชน และพื้นที่การเกษตรบริเวณโดยรอบโครงการยังได้รับประโยชน์ด้วย นอก

จากนี้ยังจัดทําแก้มลิง โดยดัดแปลงจากหลุมลูกรังที่มีผู้ลักลอบขุดดินลูกรัง เพื่อให้เป็นแก้มลิง เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำและสร้างความชุ่มชื้น จํานวน 5 แห่ง รวมทั้งการจัดทําเส้นทางเชื่อม

โยงจากสนามกีฬาเขาพลอง สเตเดี้ยม ไปยังพื้นที่เขาขยาย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปท่องเที่ยว และทํากิจกรรมต่างๆ ได้อย่างสะดวก

นอกจากนี้ภายในบริเวณพื้นที่โครงการจะจัดทําเส้นทางสําหรับจักรยาน เดิน วิ่ง รอบเขา ขนาดกว้าง 4-6 เมตร ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร และเส้นทางขึ้นเขา ระยะทางประมาณ 1.5

กิโลเมตร สําหรับนักท่องเที่ยวขึ้นไปทํากิจกรรมและชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงามบนเขา

อย่างไรก็ตาม ได้มีการปลูกต้นไม้นานาชนิดให้เต็มพื้นที่เขาและบางส่วนของบริเวณเชิงเขาขยาย ทั้งไม้ยืนต้น ไม้ดอก และไม้ผล กว่า 20 ชนิด อาทิ ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์

เหลืองปรีดียาธร อินทนิล เสลา ปีบ กระโดน พะยอม ซ่อนกลิ่น ลีลาวดี ต้นกล้วย ฯ ลฯ มากกว่า 1 ล้านต้น โดยจะมีการจัดแบ่งโซนการปลูกของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดอย่างเหมาะสม และสวย

งามตามสภาพของพื้นที่ โดยเฉพาะไม้ดอกที่มีสีสันต่างๆ กัน ขณะเดียวกันสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้มาสํารวจนกนานาชนิดที่อยู่ในพื้นที่เขาขยาย เมื่อปี 2558 พบ

ว่ามีนกนานาชนิดอาศัยอยู่ในพื้นที่เขาขยายมากถึง 68 ชนิด

อย่างไรก็ตาม สําหรับประชาชนที่บุกรุกครอบครองพื้นที่บริเวณเขาขยาย และได้มีการเจรจาขอคืนพื้นที่บางส่วนจากผู้บุกรุก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากราษฎรเป็นอย่างดีในการส่งคืนพื้นที่ให้

กับรัฐ และจังหวัดชัยนาทได้จัดทําโครงการบริหารจัดการ การใช้ประโยชน์ในที่สาธารณประโยชน์ที่มีการบุกรุกเพื่อขจัดความยากจนและพัฒนาชนบท โดยการจัดสรรที่ดินบางส่วนทั้งที่อยู่

อาศัยและที่ดินทํากินให้แก่ราษฎรประมาณ 300 ครอบครัว เพื่อให้ราษฎรได้ครอบครองที่ดินโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ส่งผลให้ราษฎรมีความมั่น

คงและมีหลักประกันในชีวิต โดยเป็นการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสามารถตกทอดให้ทายาททางสายเลือดได้ (ห้ามซื้อขาย)
 
Read More ...