porno

ข่าวสิ่งแวดล้อม

โดย: สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS
วันที่ 17 เมษายน 2557
ที่มา:http://news.thaipbs.or.th
 
               แมงชีปะขาวบุกเล่นไฟเต็มถนนริมแม่น้ำโขง จ.นครพนม สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้สัญจรไปมา
               ตลอดแนวถนนสุนทรวิจิตรริมฝั่งแม่น้ำโขง และถนนในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ได้มีกองทัพแมลงชีปะขาว หรือตัวอ่อนแมลงปอน้ำนับล้านตัว บินขึ้นมาจากแม่น้ำโขง เพื่อมาตอมเล่นไฟส่องสว่างริมถนน ก่อนแมงชีปะขาวตายกองเต็มพื้นถนน สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้สัญจรไปมา โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ต้องเลี่ยงใช้ถนนเส้นที่ติดลำแม่น้ำโขง เกรงว่าจะลื่นเกิดอุบัติเหตุล้ม
               ขณะเดียวกัน เป็นผลดีต่อเกษตรกรเลี้ยงปลากระชัง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ต่างพากันแย่งเก็บกวาดใส่กระสอบ เพื่อนำไปเป็นอาหารปลา ช่วยลดต้นทุนประหยัดค่าหัวอาหารในเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน ในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อนอบอ้าวมากๆ จะมีทัพแมงชีปะขาวขึ้นมาตอมไฟจำนวนมากเป็นประจำทุกปี
 
โดย: สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS
วันที่ 17 เมษายน 2557
ที่มา: http://news.thaipbs.or.th
 
               หลายพื้นที่ยังมีฝนตกช่วยคลายร้อนกันอีกทางหนึ่ง แต่เป็นลักษณะของฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง
               หลังจากนี้ยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงต่อไปโดยเฉพาะตอนบนของประเทศ แต่ช่วง 1-2 วันนี้ อาจจะมีน้อยลง และจะทำให้มีอากาศร้อนขึ้น
               เป็นเพราะตอนนี้ลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดนำความชื้นจากทะเลเข้ามามีกำลังที่อ่อนลง ลมนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดฝนฟาคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงที่ผ่านมา
               แผนที่อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา จะเห็นว่า ประเทศไทยยังมีความกดอากาศต่ำ หรือ ตัว L ปกคลุมตอนบนของประเทศ แสดงให้เห็นถึงอากาศที่ร้อน เพราะความกดอากาศต่ำนี้เกิดเนื่องจากความร้อน ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก กรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังมีอากาศร้อน รวมถึงมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้ เพราะยังมีลมตะวันออกเฉียงใต้ยังคงพัดนำความชื้นเข้ามาอยู่ ส่วนภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ทะเลฝั่งอันดามันบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง คลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
 
โดย: เดลินิวส์
วันที่ 16 เมษายน 2557
ที่มา:http://www.dailynews.co.th
 
 
               นายพิพัฒน์ เรืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ (สบอช.) เปิดเผยว่า พื้นที่บางบาลมี 152,327 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 130,810 ไร่ พื้นที่บริเวณดังกล่าว
               นายพิพัฒน์ เรืองงาม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการบริหารจัดการน้ำ (สบอช.) เปิดเผยว่า พื้นที่บางบาลมี 152,327 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 130,810 ไร่ พื้นที่บริเวณดังกล่าวได้ดำเนินการก่อสร้างแต่ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งโครงการฯบางบาลได้พัฒนาเป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ สามารถช่วยในการบริหารจัดการน้ำในช่วงอุทกภัย(ฤดูน้ำหลาก) สามารถเก็บกักยอดน้ำหลากได้ในพื้นที่เกษตรกรรมและในช่วงฤดูทำนาเกษตรกรสามารถทำการปลูกข้าวนาปรังได้จำนวน 2 ครั้งต่อปี
               อย่างไรก็ตาม เกษตรกรมีการปรับตัวเพื่อรองรับน้ำที่จะมาถึงในแต่ละปี และสามารถอยู่กับธรรมชาติได้ และยังได้มีการปรับปฏิทินการปลูกพืชและทำนาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง โดยมีการปลูกพืชก่อนน้ำจะท่วมในช่วงเดือนที่น้ำจะไหลลงมาพื้นที่บางบาล สำหรับพื้นที่ที่อยู่ด้านล่างจะเสียพื้นที่ไปส่วนหนึ่งเพื่อไว้เก็บกักยอดน้ำเพื่อลดปัญหาหรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ทางตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้พื้นที่บางบาลยังมีพื้นที่สีเขียวในการปลูกข้าว โดยที่เกษตรกรจะนำน้ำที่กักเก็บไว้มาใช้ ทำให้ข้าวเขียวขจี และมีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยปลูกข้าวได้ 1 ครั้งต่อปี
               นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า เกษตรกรยังนำน้ำที่กักเก็บไว้กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยการเพาะปลูกภายหลังที่อุทกภัยได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยความร่วมมือระหว่างกรมชลประทานและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและประชาชนหรือเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ทำหน้าที่คอยดูแลรักษาประตูน้ำ ประตูลอด คลองส่งน้ำให้สามารถส่งน้ำได้ตามที่ประชาชนต้องการ เพราะประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกว่าจะรับน้ำในปริมาณเท่าไร เมื่อมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จเกษตรกรจะผันน้ำเข้าสู่คลองเล็กๆ เพื่อเก็บน้ำใช้ไว้ในฤดูแล้งต่อไป อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำโดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
               สำหรับในปี 57 นี้ ทางกรมชลประทานได้วางแผนการทำคันแนวป้องกันน้ำคือ การใช้รถแม็คโครตักดินขึ้นมากอง เพื่อทำเป็นคลองกันน้ำซึ่งปัจจุบันยังเป็นถนนอยู่ โดยลักษณะคันกั้นน้ำในพื้นที่บางบาลจะแตกต่างจากคันน้ำที่อื่นๆ และจะทำเป็นเส้นทางคมนาคม เป็นสถานที่พักพิงอาศัยให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัย.
 
โดย: สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.
วันที่ 16 เมษายน 2557
ที่มา:http://www.innnews.co.th
 
               โลมาอิรวดี เพศเมีย อายุ 2 เดือน ตายเกยตื้น ชาวบ้านรุดแจ้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตรวจสอบ
               ชาวบ้านพบโลมาอริวดี เพศเมีย อายุ 2 เดือน เสียชีวิตเกยตื้นอยู่หน้าบ้าน รุดแจ้งกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตรวจสอบ ซึ่ง นายนิวัตร ธัญชาติ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดจันทบุรี ได้รับแจ้งจาก นายพงษ์พิพัฒน์ ไทยทัก อายุ 42 ปี ว่า มีปลาโลมาเกยตื้นอยู่หาดบ้านปากน้ำแขมหนู หมู่ที่ 7 ต.บางกระไชย อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี ขอให้เจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจสอบด้วย หลังรับแจ้งรุดไปที่เกิดเหตุ พบว่าโลมาได้เสียชีวิตแล้ว ตรวจสอบพบว่าเป็นโลมาอิรวดีเพศเมีย อายุ 2 เดือน มีบาดแผลที่หางเล็กน้อยและทรายเต็มปาก สภาพสมบูรณ์เกือบ 100% ส่วนสาเหตุการตาย ยังไม่ทราบสาเหตุว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด เพราะเท่าที่ดูจากสภาพของโลมา ไม่พบว่ามีบาดแผล จากนั้นเจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้ร่วมกันนำโลมาใส่ท้ายรถกระบะเพื่อส่งไปยังศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดระยอง เพื่อตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียดต่อไป ทั้งนี้ คาดจะรู้ผลภายใน 2 - 3 วันนี้ นายพงษ์พิพัฒน์ ไทยทัก อายุ 42 ปี ชาวบ้านที่พบโลมาอิรวดี กล่าวว่า ตนเองได้ยินเสียงโลมาร้องอยู่หลายครั้ง จึงได้ชวนเพื่อนบ้านออกไปดู เมื่อออกไปดูพบว่าเป็นโลมาอิรวดี จึงได้ลงไปช่วยเหลือ ในช่วงที่ช่วยอยู่โลมาเริ่มจะอ่อนแรง และไม่มีเสียงร้องแล้ว ชาวบ้านพยายามช่วยเหลือโดยการให้โลมาแช่อยู่ในน้ำและแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ แต่ท้ายที่สุดก็มาเสียชีวิตดังกล่าว
 
โดย: สำนักข่าวไทย
วันที่ 15 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.mcot.net/
 
               วอชิงตัน 15 เม.ย.-ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554 จะเกิดขึ้นในวันนี้ โดยประชาชนในทวีปอเมริกาจะสามารถมองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน
               องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (นาซา) รายงานว่า ดวงจันทร์จะเริ่มแตะเงามัวในเวลา 11.53 น. ตามเวลาไทย จากนั้นจันทรุปราคาเต็มดวงจะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 14.06 น. ไปจนถึง 15.24 ก่อนที่ดวงจันทร์จะโคจรออกจากเงามืดของโลกทั้งดวงในเวลา 17.37 น.
               นาซาระบุว่า ประชาชนในภูมิภาคอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้จะมองเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ทั้งหมด แต่ประชาชนในภูมิภาคยุโรปเหนือ ยุโรปตะวันออก แอฟริกาตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียกลางจะไม่มีโอกาสได้เห็นปรากฏการณ์ครั้งนี้ นาซาจะเผยแพร่ภาพในเวลาจริงของจันทรุปราคาเต็มดวงและคำบรรยายทางวิทยาศาสตร์สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามปรากฏการณ์ดังกล่าวผ่านทางเว็บไซต์
               จันทรุปราคาเต็มดวงวันนี้จะเป็นครั้งแรกจากที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด 4 ครั้งติดต่อกัน หรือที่เรียกว่า เทแทรด โดยครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ตุลาคมปีนี้ ครั้งที่ 3 จะเกิดขึ้นในวันที่ 4 เมษายนปีหน้า และครั้งที่ 4 จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายนปีหน้า เทแทรดครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในปี 2546-2547 ส่วนเทแทรดครั้งต่อไปคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2575-2576 โดยรวมศตวรรษที่ 21 จะมีเทแทรดเกิดขึ้นทั้งหมด 8 ครั้ง
               ในวงการด้านศาสนาบางแห่งปรากฏการณ์เทแทรดครั้งนี้มีความสำคัญ เนื่องจากเกิดขึ้นตรงกับวันหยุดที่สำคัญของชาวยิว ได้แก่ เทศกาลปัสกาในปีนี้และปีหน้า และเทศกาลอยู่เพิงในเดือนตุลาคม 2557 และกันยายน 2558.-สำนักข่าวไทย
 
โดย: กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 14 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com
 
               สมาคมดาราศาสตร์ชวนดูดาวอังคารใกล้โลก คืน14 เมษายนนี้ เผยดูได้ด้วยตาเปล่า หากใช้กล้องโทรทรรศน์สามารถเห็นขั้วน้ำแข็งและพื้นผิวดาวอังคารได้ชัด
               สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนประชาชนส่องดาวอังคารดวงใหญ่ สวยสุกใส เข้าใกล้โลกมากสุด คืน 14 เมษายนนี้ เผยดูได้ด้วยตาเปล่า หากใช้กล้องโทรทรรศน์สามารถเห็นขั้วน้ำแข็งและพื้นผิวดาวอังคารได้ชัดเจน
               ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า “ในคืนวันที่ 14 เมษายน จนถึงเช้าวันที่ 15 เมษายน2557 จะมองเห็นดาวอังคารสุกสว่างส่องประกายสีส้มแดงบนท้องฟ้า มีความสว่างมากกว่าปกติ เนื่องจากดาวอังคารและโลกเข้าใกล้กันมากที่สุดในรอบ 7 ปี ที่ระยะห่าง 92.39 ล้านกิโลเมตร ประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กก็จะสามารถมองเห็นขั้วน้ำแข็งและลักษณะพื้นผิวดาวอังคารได้”
               ตามปกติแล้วเราจะมองเห็นดาวอังคารส่องประกายสีส้มแดงบนท้องฟ้า เนื่องจากพื้นผิวของดาวอังคารมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเหล็กออกไซด์ เราจึงมักเรียกฉายาของดาวอังคารว่า "ดาวเคราะห์สีแดง" ดาวอังคารจะโคจรมาใกล้โลก ทุก ๆ ประมาณ 2 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ดาวอังคารมีคาบการโคจรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ (opposition : ตำแหน่งที่ดาวอังคาร โลก และดวงอาทิตย์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกันโดยมีโลกอยู่ตรงกลาง) ในวันที่ 9 เมษายน ดาวอังคารจะโคจรเข้ามาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ และจะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 14เมษายน 2557 เป็นผลให้เราสามารถสังเกตเห็นดาวอังคารมีความสว่างมากกว่าปกติ และจะปรากฏบนท้องฟ้าตลอดทั้งคืน สว่างมากกว่าดาวซิริอุสที่เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า ในค่ำคืนดังกล่าวดาวอังคารจะโผล่พ้นจากขอบฟ้า เวลา 18:02 น. ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในกลุ่มดาวหญิงสาว จะเห็นดาวอังคารสุกสว่างอยู่เคียงด้านซ้ายของดวงจันทร์ หากสังเกตในช่วงเช้ามืดจะมองเห็นดาวอังคารปรากฏอยู่สูงจากขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ครั้งล่าสุดที่ดาวอังคารโคจรมาใกล้โลก คือวันที่ 5 มีนาคม 2555 และจะโคจรเข้าใกล้โลกที่สุดครั้งต่อไปในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559
               รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่คนไทยทุกคน ทุกพื้นที่ สามารถชมได้ด้วยตาเปล่า และชมได้โดยไม่ต้องเสียสตางค์ เพียงแค่ แหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ ที่เป็นพระจันทร์เต็มดวงพอดี โดยดวงดาวสีส้มแดง ที่สุกปลั่งอยู่ด้านซ้ายของดวงจันทร์ นั่นคือดาวอังคาร นั่นเอง
               "ในคืนดังกล่าว หลายพื้นที่ท้องฟ้าน่าจะโปร่ง ทั้งในเมือง และชนบท ก็มองเห็นได้หมด สำหรับในเมืองที่มีฝุ่นค่อนข้างมาก เช่น กรุงเทพ หรือเชียงใหม่นั้นจะพิเศษกว่าพื้นที่อื่นๆ เพราะฝุ่นจะทำให้เห็นดาวอังคารมีแสงสีแดงออกมาชัดเจนมากกว่าพื้นที่ มีฝุ่นน้อย ซึ่งก็จะทำให้เห็นความสวยงามบนท้องฟ้าอีกรูปแบบหนึ่ง"รศ.บุญรักษา กล่าว
               รศ.บุญรักษา กล่าวว่า นอกจาก ดาวอังคาร เข้าใกล้โลก ในช่วงเวลานี้แล้ว มีปรากฏการณ์ทางท้องฟ้าอื่นๆที่ คนไทย จะมีโอกาสเห็นอีก 2 ปรากฏการณ์คือ ช่วงวันที่ 12 สิงหาคม จะมีฝนดาวตก เปอร์เซอิด และ ช่วงเดือนธันวาคม ก็จะมีปรากฏการณ์ฝนดาวตก เจมินิคส์ เป็นปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ปิดท้ายประจำปี 2557 นี้
 
โดย: คม ชัด ลึก
วันที่ 14 เมษายน 2557
ที่มา:http://www.komchadluek.net

 
               กฤติ'ทะเลสาบดอยเต่า' เร่งพลิกฟื้นพัฒนายั่งยืน : ประภาภรณ์ เครืองิ้วรายงาน
มนต์เสน่ห์ "ทะเลสาบดอยเต่า" สถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ผู้คนหลากหลายต่างแวะมาเที่ยวชมความงดงามจนเป็นแหล่งรายได้ให้แก่คนเหนือเขื่อนภูมิพล แต่การเดินทางท่องเที่ยวบางครั้งอาจพบว่าในฤดูน้ำหลากหรือน้ำเยอะ เขื่อนภูมิพลจะปล่อยให้น้ำเอ่อขึ้นมาทำให้ทะเลสาบดอยเต่ามีปริมาณน้ำสูงมาก ธุรกิจการล่องเรือสำราญจึงเกิดขึ้น
               ทริปยอดฮิตที่จัดโปรแกรมคือล่องเรือจากทะเลสาบดอยเต่าไปยังเขื่อนภูมิพล แต่เนื่องจากการดำเนินการตามแผนการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล ส่งผลให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต้องประสบปัญหาน้ำแห้งขอด กลางทะเลสาบดอยเต่าที่เคยเป็นที่ล่องเรือชมวิว กลายเป็นไร่ข้าวโพด แพถูกจอดทิ้ง เรือเกยตื้น ผู้ประกอบการเรือแพต่างขาดรายได้ และยิ่งย่ำแย่เมื่อปีนี้สถานการณ์ภัยแล้งมาเร็วกว่าทุกปี
               น.ส.พร้อมพรรณ นันต๊ะสาร ผู้ประกอบการเรือแพนกน้อย อ.ดอยเต่า เล่าถึงปัญหาว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ระยะหลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่าระดับน้ำแห้งเร็วกว่าปกติ เดิมระดับน้ำจะค่อยๆลดระดับลงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม แต่ในปีนี้พบว่าระดับน้ำลดลงตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคม ต่อเนื่องมาถึงเดือนมีนาคมก็ไม่สามารถนำแพออกไปกลางน้ำได้ ทำให้ต้องยุติการให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว เพื่อรอระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจึงจะประกอบธุรกิจได้ดังเดิม
               นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ระดับน้ำของทะเลสาบดอยเต่าเพิ่มระดับขึ้น รวมระยะเวลากว่า 10 เดือน ที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องขาดรายได้ บางรายจะต้องออกไปรับจ้าง เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว หรือปลูกพืชผักสวนครัว บางรายหันไปทำสวนลำไย แต่ก็ต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำจึงทำให้ผลผลิตไม่ได้ขนาด ขายไม่ได้ราคา แต่ก็ต้องจำใจขาย เพื่อนำรายได้มาใช้จ่าย
               น.ส.พร้อมพรรณ กล่าวด้วยว่า วันนี้มีหนี้สินที่ต้องชดใช้ธนาคาร และยังต้องมาประสบปัญหาน้ำแห้งทำธุรกิจไม่ได้ เงินที่เก็บออมไว้ร่อยหรอ ต้องขอผ่อนผันหนี้สินกับธนาคาร อีกทั้งแรงงานที่เคยทำงานอยู่ที่เรือแพก็ต้องเลิกจ้าง ได้เพียงแต่ขอให้กลับมาช่วยงานอีกครั้งในช่วงหน้าน้ำ โดยรายได้ปกติเมื่อถึงช่วงหน้าน้ำจะได้มาจากกรุ๊ปทัวร์ท่องเที่ยวแต่ละครั้ง ถ้าเป็นกรุ๊ปทัวร์ขนาดเล็กประมาณ 8,000 บาท กรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ 10,000-15,000 บาท แต่ตอนนี้ไม่มีรายได้พอเลี้ยงชีพเลย
               "เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ควรสร้างแก้มลิง หรืออ่างเก็บน้ำ เพื่อให้เรือแพประกอบอาชีพได้และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมส่งเสริมจำหน่ายอาหารและธุรกิจต่อเนื่องให้ครบวงจร ส่วนในขณะที่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาควรประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทราบข่าวเรื่องระดับน้ำด้วย ไม่ให้มาแล้วต้องผิดหวัง สิ่งที่ผู้ประกอบการเรือแพต้องการ คือ การสร้างแหล่งน้ำที่รองรับน้ำปิงได้ตลอดทั้งปี และยังเป็นการส่งเสริมรายได้ให้ผู้ประกอบการและชาวบ้าน" พร้อมพรรณ กล่าวถึงข้อเสนอ
               ขณะที่ นายประเสริฐ วงศ์เรือง เกษตรกร ต.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ท้ายน้ำของแม่น้ำปิง กล่าวว่า ได้รับผลกระทบจากน้ำปิงแห้งขอด ชาวบ้านต้องการทำฝายเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้เอง แต่ก็เป็นแค่การแก้ปัญหาได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากน้ำปิงที่ไหลผ่านในพื้นที่มีปริมาณที่น้อย ส่งผลให้พื้นที่ทางการเกษตร อาทิ สวนลำไย สวนมะม่วง ได้รับความเสียหายกว่า 1,000 ไร่ โดยเฉพาะลำไยที่กำลังติดผลแต่ต้องขาดน้ำจนเสียหายนำไปขายก็ได้ราคาต่ำ หากปริมาณน้ำเพียงพอจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครอบครัวและหมุนเวียนในชุมชน
               เขาบอกว่า เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว ชาวบ้านได้รวมตัวกันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอความช่วยเหลือด้วยการผันน้ำจากแม่น้ำปิงไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำโป่งจ้อ ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้ ปัจจุบันมีแต่อ่างที่แห้งขอดไม่มีน้ำ หากผันน้ำไปสู่อ่างเก็บได้จะทำให้พื้นที่ 3 ตำบล ประกอบด้วย ดอยหล่อ สันติสุข และพางคำ มีน้ำเพียงพอสำหรับทำการเกษตรตลอดทั้งปี เพราะกักเก็บน้ำได้กว่า 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและเตรียมดำเนินการแล้ว
               นายวีระศักดิ์ ศรีกาวี ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนภูมิพล จ.ตาก กล่าวว่า เขื่อนมีการระบายน้ำไปสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนประมาณวันละ 10-12 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสิ้นเดือนเมษายน เพื่อให้ยังคงมีปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในอ่างไม่ให้ต่ำกว่า 45% หรือประมาณ 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามนโยบายการบริหารจัดการน้ำของทางรัฐบาล ซึ่งการระบายน้ำสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนนั้นจะต้องประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมิให้กระทบกับการกักเก็บน้ำและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยจะต้องวางแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน คือ ระบายเฉพาะเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก
               ส่วนการทำการเกษตรในพื้นที่เขตชลประทานจะมีปริมาณน้ำเพียงพอในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงนาน ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรอน้ำเข้าเขื่อนรอบใหม่ และเป็นการช่วยกันกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูต่อไป
               ทะเลสาบดอยเต่า ปัจจุบันมีสภาพเป็นเพียงทางเดินน้ำปิงสายเล็กๆ บนซากทะเลสาบ ที่แต่ละปีน้ำจากเขื่อนเคยไหลเข้ามาเติมชีวิตชีวา...แต่มาบัดนี้กำลังเผชิญวิกฤติที่ต้องช่วยกันพลิกฟื้นกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่
 
โดย: สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS
วันที่ 10 เมษายน 2557
ที่มา: http://news.thaipbs.or.th
 
               รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามความคืบหน้าการกู้เรือนภสินธ์ที่จมลงบริเวณอ่าวมหาชัย จ.สมุทรสาคร พร้อมสั่งให้หน่วยงานในสังกัดสนับสนุนการกู้ซากเรือขึ้นมาโดยเร็วที่สุด ขณะที่กรมเจ้าท่าได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของเรือและนายท้ายเรือแล้ว
               จากเหตุเรือนภสินธ์ ที่จมลงบริเวณอ่าวมหาชัย ทำให้คราบน้ำมันยังคงลอยตามกระแสน้ำเข้าสู่ชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง แม้นักประดาน้ำจะพยายามอุดรอยรั่ว โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ลากเรือนภสินธ์ ให้เข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น เพื่อเตรียมการกู้เรือขึ้นผิวน้ำอย่างเร่งด่วน
               นายธนกร ไพรรักษา รองประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพันท้ายนรสิงห์ กล่าวว่า ชาวบ้านที่ทำประมง เริ่มได้รับผลกระทบ เพราะหลังเกิดเหตุไม่มีปลาเข้ามาบริเวณชายฝั่ง ส่วนผู้ที่เลี้ยงหอยแครงก็ไม่สามารถระบายน้ำเข้าออกได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อีก 10 วัน จะทำให้หอยแครงที่เลี้ยงไว้ตายทั้งหมด ขณะที่ การรับซื้ออาหารทะเลก็เริ่มได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย
นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ลงพื้นที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ ติดตามการกู้เรือ ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนับสนุนนักประดาน้ำและอุปกรณ์ให้สามารถกู้เรือขึ้นมาให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบ
               ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าของเรือ และผู้เกี่ยวข้อง นายสุรชาติ บุญมามอญ นักวิชาการขนส่งชำนาญการ สำนักงานเจ้าท่า จ.สมุทรสาคร ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ต.ภูธรโคกขาม จ.สมุทรสาคร ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของเรือ และนายท้ายเรือ ซึ่งตำรวจจะเรียกตัวมาสอบปากคำเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนจะเข้าข่ายการกระทำผิดในข้อหาใดนั้น จะต้องตรวจสอบเอกสารการขออนุญาตเดินเรือจากกรมเจ้าท่า และหลักฐานอื่นๆ อีกครั้ง
 
โดย:  Nation Channel 
วันที่ 9 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.nationchannel.com/
 
alt
               ห่วงกระทบโลมาอิรวดี 30ตัว -ป่าชายเลน และหอยแมลงภู่
               สำนักงานเจ้าท่าจังหวัดสมุทรสาคร เร่งส่งเจ้าหน้าที่นำเรือเด่นสุทธิ เข้ากำจัดคราบน้ำมันจากเหตุเรือบรรทุกน้ำมันใช้แล้ว รั่วลงทะเลในพื้นที่ปากคลองประมง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร ล่ม พบน้ำมันรั่ว 1 พันลิตร ขณะที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ห่วงผลกระทบต่อแหล่ง  โลมาอิรวดี  และป่าชายเลนสมบูรณ์
               นายสุรชัย บุรพานนทชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้นำเรือ เด่นสุทธิเข้ามาเร่งกำจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเลบริเวณปากคลองประมง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาครแล้ว โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นเรือที่มีความยาว 16 เมตร ที่ใช้ขนส่งน้ำมันที่ผ่านการใช้แล้วเพื่อจะนำไปรีไซเคิลแต่เกิดล่มเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการรั่วไหลของน้ำมันออกจากเรือคาดว่ามีน้ำมันรั่วประมาณ 1,000 ลิตร และน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 วันในการกำจัดคราบน้ำมันที่ร่วลงทะเล 
               "เจ้าหน้าที่ได้ทำการอุดรู้ที่รั่วแล้ว และได้ใช้เรือเด่นสุทธิซึ่งเป็นเรือที่ใช้ขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากคราบน้ำมัน  โดยในเรือเด่นสุทธินั้น เป็นเรือซึ่งมีอุปกรณ์ในการดูดซับและมีสารเคมีที่สามารถใช้ดักจับคราบน้ำมันได้ ทั้งนี้จากการประเมินสถานการณ์เหตุน้ำมันรั่ว ครั้งนี้ไม่รุนแรงเนื่องจากปริมาณน้ำมันที่รั่วมีจำนวนไม่มากแต่เจ้าหน้าที่ยังคงจะต้องเฝ้าติดตามทิศทางของคราบน้ำมันเพื่อเร่งกำจัดให้หมด รวมถึงเก็บตัวอย่างน้ำทะเลในพื้นที่มาตรวจหาค่ามลพิษต่อไป"
               ขณะที่นายสถาพร บุตรดา ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 จ. สมุทรสาคร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางทช. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาร่วมกับกรมเจ้าท่า พบคราบน้ำมันใช้แล้วที่ไหลออกจากเรือที่ล่มมีการระจายออกสู่ทะเล ในรัศมีปริมาณ 7 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันออกจากจุดที่ล่ม
               โดยคราบน้ำมันที่ลอยอยู่ผิวน้ำมีสีดำ กระจัดกระจายพัดเข้าหาฝั่ง และชุมชนพันท้ายนรสิงห์ ที่ตั้งจากจุดเกิดเหตุเพียง 1 กิโลเมตร และค่อนข้างเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากคราบนำมันลอยเข้าไป เพราะบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านประมงเลี้ยงหอยแมลงภู่กว่า 100  แห่ง 
               "  ในวันนี้ ทางศูนย์ฯจะส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจผลกระทบที่เกิดจากคราบน้ำตามแนวชายฝั่งอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วัน เบื้องต้นเป็นห่วงผลกระทบที่เกิดต่อ โลมาอิรวดี ซึ่งมีประมาณ 30 ตัว เพราะบริเวณที่มีน้ำมันรั่วเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเล รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่สมบูรณ์แถบจังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรปราการ ซึ่งหากทิศทางคราบน้ำมันไหลเข้าไปยังป่าชายเลน และเกาะติดตามลำต้นและรากก็อาจทำให้เกิดผลกระทบ รวมทั้งป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่หลากหลายมาก ดังนั้นจึงต้องตามผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป แต่เบื้องต้นทางกรมเจ้าท่า กำลังเร่งกำจัดคราบน้ำมัน และตีวงไม่ให้น้ำมันกระจายพื้นที่ไปไกลมาก" นายสถาพร  กล่าว
               ด้านนายวีระ  พลายรักษา  รองประธานกลุ่มเกษตกรทำประมงพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร  กล่าวว่า บริเวณนี้มีชุมชนประมงอาศัยอยู่ และมีการเลี้ยงหอยแมลงภู่อยู่ประมาณ 100 เจ้า และเริ่มเจอคราบน้ำมันเข้าไปเกาะตามหลักเสาหอยแล้ว  70 แปลง ที่ได้สัมปทานจนถึงพื้นที่เขตโคกขาม เพราะกระแสน้ำมันยังอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ที่เรือล่ม ส่วนหอยจะตายทันทีหรือไม่นั่น ต้องรอดูอีก 1-2 วันนี้ 
               โดยเราต้องออกไปสำรวจผลกระทบที่จะเกิดตัวหอย เพราะถึงแม้จะมีการเร่งกำจัดคราบน้ำมัน แต่กระแสน้ำที่ไหลวนเวียนในอ่าวตัว ก. อาจจะทำให้คราบน้ำมันพัดเข้าไปในแหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่ เพราะชาวบ้านต้องเปิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงหอย  และเจ้าของบางบ่อก็ยังไม่รู้ว่ามีเรือน้ำมันจมอยู่ในบริเวณใกล้เคียง  จึงอยากให้ทางท้องถิ่น ประกาศให้ชาวประมงที่อยู่ในพื้นที่ต.พันท้ายนรสิงห์ ต.โคกขาม จ.สมุทรสาคร และถึงเขตบางขุนเทียน จ.สมุทรปราการ ให้รับมือกับผลกระทบนี้ 
 
โดย: แนวหน้า
วันที่ 10 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.naewna.com/
 
               เมื่อวันที่ 9 เมษายน  สภาทนายความได้นำชาวบ้านชุมชนแพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และประชาชนที่มีที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงจำนวน 162 คน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากเหตุไฟไหม้บ่อขยะภายในซ.แพรกษา 8 เดินทางมายื่นฟ้อง 7           หน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้มีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวชาวบ้านและจัดทำแผนปฏิบัติการขจัดมลพิษด้านขยะอย่างเป็นรูปธรรม และให้ดำเนินคดีต่อผู้ประกอบกิจการรับบริการขนขยะโดยไม่ชอบด้วยพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535
               สำหรับ 7 หน่วยงานรัฐที่ถูกยื่นฟ้องครั้งนี้ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แพรกษา สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  ในข้อหาทำผิดพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535
               นายสำนวน ประพิณ รองประธานอนุกรรมการสิ่งแวดล้อมฝ่ายคดี สภาทนายความ ผู้รับมอบอำนาจ กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง 162 คนจำเป็นจะต้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 66, 67 เพราะจนขณะนี้ไฟยังไม่ดับสนิททำให้เกิดก๊าซพิษส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของชาวบ้านดังกล่าว รวมถึงพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านได้รับความเสียหายปะปนไปด้วยสารพิษ
               วันเดียวกันนายภูวิช  ยมหา  ผู้อำนวยการบริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ) พร้อมด้วยนายสุรพล  ชามาตย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เดินทางเข้าตรวจสอบโรงงานฟอกหนังซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยเทศบาลบางปู 88 (ซอยโรงหมี่)  หมู่ 6 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ เพื่อสุ่มเก็บตัวอย่างเศษหนังสัตว์ และสารเคมีที่ใช้ในการฟอกหนัง มาทำการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ เปรียบเทียบกับเศษหนังสัตว์และกากตะกอนอุตสาหกรรมที่พบในบ่อขยะที่เกิดเหตุเพลิงไหม้
               อย่างไรก็ตามโรงงานไหวตัวทันปิดทำการหนีไปก่อน เหลือเพียงกองหนังสัตว์ที่คาดว่าเคลื่อนย้ายออกไปไม่ทันกองเอาไว้เท่านั้นแต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าหรือคนงานแต่อย่างใด ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ ช่วยให้ออกหมายเรียกตัวเจ้าของโรงงานดังกล่าวเข้าพบเพื่อชี้แจงและรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
               ด้านนายสุรพล  กล่าวว่า การปราบปรามโรงงานเถื่อนจะต้องทำคู่กันไปกับการป้องกันและจัดการกับโรงงานที่ลักลอบทิ้งขยะพิษ
               ในขณะที่นายภูวิช  ยมหา  ผู้อำนวยการบริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า จาการตรวจสอบ โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการลักลอบกาทิ้งบ่อแพรกษานั้นมีประมาณ 200 โรง และได้ออกหมายเรียกทาง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขนส่งผู้กำจัด เอามาตรวจสอบ เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้จับกุมดำเนินคดีแล้ว 7 โรง โดยจะทยอยจับกุมเรื่อยๆ
 
Read More ...