porno, porno, porno izle, porno izle, porno izle

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1431781775

ผู้เชี่ยวชาญชี้ เป็นเหตุการณ์ปกติช่วงรอยต่อมรสุม

alt

      ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนาย สมนึก เซ่งง่าย หรือโจ้ ปากเมง อดีตประธานชมรมเรือการท่องเที่ยว จ.ตรัง ว่าได้รับการประสานจาก นายสมนึก เปลี่ยนเภท นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ว่าบริเวณชายหาดคลองสน พื้นที่ ม.2 ต.คลองสน อ.สิเกา จ.ตรัง ได้เกิดปรากฏการณ์ปลิงทะเลชนิดตัวนิ่ม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอเทศ ขึ้นมาเกยเกลื่อนชายหาดคลองสนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดปกติ โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบ ปรากฏว่า ขณะที่ไปถึงน้ำทะเลได้อยู่ในช่วงน้ำขึ้น ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพปลิงทะเลเกลื่อนชายหาดไว้ได้

      สอบถามนายสมนึก หรือโจ้ กล่าวว่าในช่วงเช้าของวันที่ 15 พ.ค. นายสมนึก เปลี่ยนเภท ได้ส่งภาพถ่ายที่มีปลิงทะเล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ดอเทศ ขึ้นมาเกลื่อนริมหาดคลองสน ติดกับหาดหัวหิน พื้นที่ อ.สิเกา จ.ตรัง ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าว เคยพบเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งในช่วงก่อนการเกิดสึนามิเมื่อปี 2547 ได้ประมาณ 2 อาทิตย์ เคยเกิดเหตุการณ์ปลาและสัตว์น้ำที่อยู่ในผิวน้ำตื้น ได้หายลงทะเลลึกไปหมด และมีปลิงทะเลหรือดอเทศขึ้นมาเกลื่อนชายหาด เหมือนภาพที่ได้รับในครั้งนี้ แต่ครั้งนี้ถือว่าจำนวนปลิงทะเลมีปริมาณมากกว่าเมื่อปี 2547 อย่างมาก

      นายสมนึก กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ปักใจเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติแต่อย่างใด แต่ความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผิดธรรมชาติ จึงอยากให้มีการตรวจสอบเพื่อไม่ให้ผู้ที่อยู่บริเวณชายฝั่งหรือนักท่องเที่ยวเกิดความวิตกกังวล เพราะภัยทางธรรมชาติไม่สามารถวัดได้จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้เพียงอย่างเดียว ต้องมีการตรวจสอบและวิเคราะห์เหตุปัจจัยอื่นประกอบไปด้วย

     ด้านนายมงคล เฉียนเงิน อายุ 51 ปี ชาวประมง อยู่บ้านเลขที่ 29/4 ม.1 ต.เขาไม้แก้ว อ.สิเกา จ.ตรัง เผยว่า ไม่เคยเห็นว่าปลิงทะเลจะออกมาเกยเกลื่อนชายหาดเช่นนี้มาก่อน เพราะตัวปลิงทะเลชนิดนี้มักจะฝังตัวอยู่ใต้พื้นผิวทราย กินซากพืชซากสัตว์ทะเลที่ตายไปแล้ว แต่ถ้าโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำก็จะถูกสัตว์น้ำจำพวกปู ปลา กินเป็นอาหาร ไม่ค่อยเห็นว่าจะถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นมากขนาดนี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์ผิดธรรมชาติ

     ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามไปยัง นายบรรจง นฤพรเมธี(เสื้อม่วง) ประธานวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลากระชัง บ้านพรุจูด และนายกสมาคมท่องเที่ยวและโรงแรม จ.ตรัง ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เผยว่า ตนได้รับภาพปรากฏการณ์ปลิงทะเลขึ้นมาเกลื่อนชายหาดคลองสนตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเดียวกัน โดยส่วนตัวมองว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ผิดธรรมชาติแต่อย่างใด แต่สาเหตุที่ทำให้ปลิงทะเลขึ้นมาเกลื่อนชายหาดเช่นนี้ เกิดขึ้นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อมรสุม เกิดการชะล้างหน้าทราย ทำให้ปลิงทะเลชนิดนี้

     ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำตื้น และฝังตัวอยู่ใต้ผิวดิน ไม่สามารถลงทะเลได้ทัน เพราะเป็นสัตว์น้ำชนิดเคลื่อนที่ช้า ไม่เหมือนกับกลุ่มสัตว์น้ำประเภทอื่นที่เคลื่อนที่ได้ไวกว่า หลังจากนี้จะพบว่า จะมีปรากฏการณ์หอย หรือเปลือกหอย และปลิงทะเลขึ้นมาเกลื่อนชายหาดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะสัตว์เหล่านี้จะปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไม่ทัน นายบรรจง กล่าวต่อว่า ปลิงทะเลชนิดนี้ เป็นสัตว์หน้าดิน ในทางระบบนิเวศวิทยา หากพบว่าพื้นที่ใดที่มีสัตว์ชนิดนี้อยู่เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงความอุดมสมบูรณ์สูง เพราะสัตว์ชนิดนี้จะมีหน้าที่ในการย่อยซากพืชซากสัตว์ในทะเล ภาพที่ปรากฏและถูกแพร่กระจายไปนั้น ไม่ใช่ภาพซากของปลิงทะเลแต่อย่างใด ปลิงทะเลที่ขึ้นมาเกลื่อนชายหาดทุกตัวยังคงมีชีวิต เมื่ออยู่ในช่วงน้ำขึ้น และน้ำลดลงอีกครั้ง ก็จะนำปลิงทะเลกลับลงสู่ท้องทะเล และมันจะฝังตัวอยู่ใต้พื้นทรายและใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากนั้น นายบรรจง ยังกล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์นี้มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงก่อนมรสุม โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลอันดามัน ขณะนี้ทราบว่า หลายพื้นที่ ทั้ง จ.ตรัง และ จ.กระบี่ ก็เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้เหมือนกัน จึงไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกกังวลหรือตกใจ และมองว่าเหตุการณ์นี้ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ จ.กระบี่ จ.พังงา และ จ.ภูเก็ต เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อน และไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับสัญญาณเตือนภัยทางธรรมชาติ หรือที่หลายคนวิตกว่าจะเป็นสัญญาณเตือนก่อนเกิด สึนามิแต่อย่างใด

 

ที่มา : http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9580000055512

กระบี่ - ชาวบ้านคลองรั้ว ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ พบผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขณะลงพื้นที่ดูก่อสร้างท่าเรือถ่านหิน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมยกป้ายคัดค้านการก่อสร้าง
      
       เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 58 เวลาประมาณ 13.30 น.ที่บ้านคลองรั้ว ต.ตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุนชัย คำนูณเศาษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้เดินทางมาดูพื้นที่จะก่อสร้างท่าเรือขนถ่านหิน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน เมื่อชาวบ้านทราบจึงเดินทางไปดักพบ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ พร้อมทั้งยกป้ายคัดค้านโครงการดังกล่าว และได้พูดกับผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ให้ยกเลิกโครงการ เพราะจะมีผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ที่สำคัญเป็นโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนมาตั้งแต่ต้น ทางด้านผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ไม่ตอบรับคำขอของชาวบ้านคลองรั้ว และปกาสัย ที่มาดักพบผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ แต่อย่างใด

        
       ด้าน น.ส.นกวรรณ แซ่เอี่ยว กล่าวว่า การเดินทางมาดูพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเรือขนถ่านหิน ของผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ชาวบ้านได้ทราบเมื่อเช้าวันนี้เอง แต่มีความสงสัยมาก่อนหน้านี้แล้วเมื่อป้ายคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเทียบเรือขนถ่านหินที่ชาวบ้านติดไว้บริเวณทางเข้าหมูบ้านถูกเก็บไปทำลายทิ้ง แต่นึกไม่ถึงว่าการทำลายป้ายคัดค้านโครงการเพื่อปกป้องกันไม่ให้ผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ได้รับทราบว่าชาวบ้านที่นี่คัดค้านโครงการฯ

        
       น.ส.นกวรรณ กล่าวอีกว่า วันนี้ชาวบ้านคลองรั้ว และชาวบ้านปกาสัย ได้พูดกับผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ขอให้ยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเทียบเรือคลองรั้ว เนื่องจากโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือถ่านหิน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่งเป็นโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อชีวิต และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง อีกทั้งกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ดังนั้น ในนามของเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน ขอให้ผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ยุติโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน และท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วในทันที แต่ปรากฏว่า ผู้ว่าการการไฟฟ้าฯ ไม่รับปากตามคำขอของชาวบ้านแต่อย่างใด ทางชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ต้องคัดค้านกันต่อไป

 

 

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1431676967

เว็บไซต์เดลี่สตาร์ของอังกฤษรายงานการพบปลาหมึกยักษ์ขนาดกว่า 7 เมตร เกยตื้นอย่างน่าสยดสยองอยู่ที่ชายหาดเมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์

alt

     โดยภาพปลากหมึกยักษ์เกยตื้นนี้ถูกส่งต่อกันในโลกออนไลน์ของนิวซีแลนด์ เพราะไม่บ่อยนักที่จะมีการพบปลาหมึกที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้ โดยมีความยาวกว่า 7 เมตร มีส่วนหัวขนาด 2 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางช่วงดวงตามีขนาดถึง 19 ซ.ม. และหนวดที่ยาวที่สุดมีความยาวถึง 5 เมตร

     หลังเจ้าหน้าที่พบปลาหมึกยักษ์ จึงส่งไปยังพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของท้องถิ่นเพื่อทำการตรวจสอบและจัดแสดง นอกจากนั้นยังได้ตัดชิ้นส่วนของปลาหมึกยักษ์ไปตรวจสอบและศึกษาที่มหาวิทยาลัยโอคแลนด์และมหาวิทยาลัยโอตาโกอีกด้วย

 

ที่มา : http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=TNSOC5805150010082

     วันนี้ (15 พ.ค.58) ที่ห้องประชุมชั้น5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายเอกรัฐ หลีเส็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเพื่อพัฒนานโยบายและดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดโดย สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา และมีหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

     นางจินตวดี ทิพยเมธากุล ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศ ซึ่งประเทศไทยตระหนักถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานประสานงานกลางแห่งชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

     ทั้งนี้ จังหวัดสงขลาร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน ( German International Cooperation : GIZ ) ดำเนินงานเพื่อแก้ไขและปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพและมีการดำเนินการในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม จึงแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพัฒนานโยบายและดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจังหวัดสงขลา

 

ที่มา :  http://www.dailynews.co.th/article/321111

ทหารพราน-อบต.-ชาวบ้าน รวมพลังสามัคคีสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งที่บ้านราโมง อ.เบตง จ.ยะลา โดยการน้อมนำตามกระแสพระราชดำริของ ในหลวง

alt

     เมื่อเร็วๆ นี้ ร.ต.จรัล โฆษิต ผู้บังคับกองร้อยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 3308 อ.เบตง จ.ยะลา เปิดเผยว่า ทางฝ่ายทหารพราน หัวหน้าส่วนราชการ, ผู้นำชุมชน, และชาวบ้าน ได้ร่วมกันสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่หมู่ที่ 2 ต.ยะรม เป็นแห่งแรกในพื้นที่ตำบลยะรม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวในช่วงฤดูร้อน น้ำในลำห้วย ลำธารจะแห้งขอดลง ซึ่งการทำฝายชะลอน้ำมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ ที่ต้องการใช้น้ำทางการเกษตรได้เป็นอย่างมาก สำหรับการทำฝายชะลอน้ำนี้ นอกจากจะใช้ต้นทุนต่ำแล้ว ยังเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจที่เป็นแบบอย่างอันดีงามอีก 

     ด้าน นายอารี ซียง กำนัน ต.ยะรม กล่าวว่า ในการสร้างฝายชะลอน้ำครั้งนี้ เพราะพบว่าในช่วงฤดูแล้ง แม่น้ำลำคลองตามคลองธรรมชาติของเขตหมู่บ้านจะมีปริมาณน้ำลดลง มีชาวบ้านอาศัยอยู่หลายครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ และสวน ซึ่งน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งการทำฝายชะลอน้ำจะเป็นส่วนหนึ่งในการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อการเพาะปลูก และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดภัยแล้งในพื้นที่ การสร้างฝายชะลอน้ำในครั้งนี้จะทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียงได้รับผลประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ จึงได้ร่วมมือกับทหารผู้นำท้องถิ่นชาวบ้านในการสร้างฝายชะลอน้ำ ตามโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งแก่ชาวบ้าน เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน น้ำในลำห้วยลำธารเริ่มแห้งขอดลดลง การทำฝายชะลอน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถช่วยเหลือชาวบ้านที่ต้องการใช้น้ำทางการเกษตรได้เป็นอย่างมาก รวมทั้งเป็นการแสดงถึงความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันของคนในพื้นที่

 
Read More ...