ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1409039851


alt



เวลา 10.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม  ที่บริเวณชายหาด ม.5 ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด นายทัด จิตสถาพร ประธานกลุ่มอนุรักษ์โลมาบ้านสะพานหิน ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด และสมาชิกกลุ่ม พร้อมด้วยนายกฤตภาส ศรีแสงขจร ประธานเครือข่ายช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก ร่วมกันตรวจสอบผ่าพิสูจน์และเก็บซากโลมา ที่ลอยเกยตื้นมาติดหาด คืนที่ผ่านมา

ตรวจสอบพบว่า เป็นโลมาพันธุ์ อิราวดี เพศเมีย ความยาวประมาณ 1 เมตร 75 เซนติเมตร ภายนอกไม่พบบาดแผล ผิวไหม้จากการถูกแดดเผา พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างชิ้นส่วนฟัน และผิวหนัง เสียชีวิตมาแล้ว 3 วันและถือเป็นตัวที่ 17 ของปีที่เสียชิวิต

จากการผ่าพิสูจน์ พบว่า ในกระเพาะยังมีอาหารอยู่เต็มกระเพาะ  มีประเภทปลา กุ้ง หมึก และอาหารอัดแน่นในหลอดอาหาร  คาดเสียชีวิตอย่างฉับพลัน  เนื่องจากขาดอากาศหายใจ จาการติดเครื่องมือประมง ก่อนรวบรวมข้อมูลรายงานศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออกต่อไป

นายกฤตภาส ศรีแสงขจร กล่าวว่า โลมาอิราวดี ในทะเลอ่าวตราด ส่วนใหญ่เป็นโลมาประจำถิ่น อาจมีโลมาอพยพหรือเคลื่อนย้ายมาจากแหล่งอื่นบ้าง แล้วมีการผสมพันธุ์จนมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันโลมาอิราวดี เริ่มเข้าขั้นวิกฤตแล้ว หลังการสำรวจและเก็บสถิติโลมาอิราวดี ครั้งล่าสุด พบว่า อัตราการเกิด เริ่มน้อยลง และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น ห่วงว่าในอนาคต โลมาอิราวดีในอ่าวทะเล ตราด  อาจถึงขั้นสูญพันธุ์



 
 
ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=561454

น้ำท่วมพื้นที่เกษตร 3 ตำบล 3 อำเภอ จ.ตรัง กว่า 300 ไร่ ชาวบ้านระบุเป็นปัญหาเรื้อรัง ไร้หน่วยงานแก้ไข

alt
 
ชาวบ้าน 3 ตำบล 3 อำเภอ จ.ตรัง เดือดร้อนอย่างหนัก หลังประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรกว่า 300 ไร่ นานนับสิบปี ไร้หน่วยงานเหลียวแล ชาวสวนปาล์มน้ำมัน ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังได้รับผลกระทบจากฝนตกที่ตกลงมา น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะสวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน กว่า 300 ไร่ ในพื้นที่ 3 ตำบล 3 อำเภอ คือ ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมือง ต.นาเมืองเพชร อ.สิเกา และ ต.โคกยาง อ.กันตัง จ.ตรัง โดยระดับน้ำสูงประมาณ 1.50 เมตร

นายชัยชาติ  ช่องประเสริฐ ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน นำผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ พร้อมกล่าวว่า ปัญหานี้เรื้อรังมานานนับสิบๆ ปีแล้ว         
  
ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ลุ่มรับน้ำ และเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ประกอบกับเมื่อมีการก่อสร้างพนังกั้นน้ำขึ้นบริเวณพื้นที่ ม.4 ต.นาโต๊ะหมิง อ.เมือง และประตูระบายน้ำเกิดขัดข้อง ทำให้ไม่สามารถเปิด-ปิดประตูระบายน้ำได้ เมื่อมีฝนตกลงมาน้ำจึงท่วมขังได้อย่างรวดเร็วและกินระยะเวลานานหลายวัน เคยร้องไปที่หน่วยงานในท้องถิ่นแต่ก็ไร้ผล 

 
ที่มา :http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=561478

    กปช.จต.สนธิกำลังร่วมเจ้าท่าตราด ป่าไม้ตราดบุกยึดพื้นที่เกาะขาม หลังพบบุกรุกที่ดิน รุกทะเล รุกป่า

    พล.ร.ต.สานนท์ ชะเอม รอง ผบ.กองกำลังป้องกันจันทบุรีและตราด (รอง ผบ.กปช.จต.) พร้อมกำลังทหารนาวิกโยธินจำนวน 50 นาย เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าตราด โดย นายประสงค์ เอี่ยมสำราญ ผู้ช่วยเจ้าท่าตราด เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตราด จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.ตราด และทหารเรือจากฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ลงเรือหลวงกันตัง หมวดเรือลาดตะเวนชายแดนส่วนที่ 1 ทัพเรือภาคที่ 1 เดินทางไปที่เกาะขาม ต.เกาะหมาก อ.เกาะกูด จ.ตราด ซึ่งก่อตั้งเป็นรีสอร์ทชื่อ อนันญารีสอร์ท สุรเทพ โตพานิช หรือ เสี่ยอ้น ที่เป็นเจ้าของและมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เจ้าของร้านมุมอร่อย เพื่อตรวจสอบการปลูกสร้างล่วงล้ำทะเล และบุกรุกที่ดิน โดยก่อนหน้านี้ดีเอสไอกำลังจะเดินทางเข้าตรวจสอบหลังมีการร้องเรียนผ่านส่วนราชการทั้งท้องถิ่นและในส่วนกลาง และกำลังดำเนินการแต่มีการยึดอำนาจจาก คสช.เสียก่อน จึงไม่ได้ดำเนินการ

    ต่อมา น.อ.นิรัตน์ ทากุดเรือ รอง ผบ.หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด นำกำลังทหารนาวิกโยธินตราดชุดแรกลงเรือยาง 2 ลำ เดินทางสู่เกาะขามและเดินขึ้นไปตรวจสอบในห้องพักคนงานปรากฏว่า พบแรงงานต่างด้าวชาวพม่า มอญ และกระเหรี่ยงรวม 8 คน พักอยู่ในห้องพัก แต่ไม่มีเจ้าของอาศัยอยู่แต่ประการใด ขณะที่บริเวณชายหาดมีการก่อสร้างกำแพงกั้นคลื่นตลอดแนวเกาะด้านมีหาดทราย เป็นระยะทางยาวตลอดแนว กว่า 500 เมตร นอกจากนี้ ยังได้ทำการสร้างสะพานท่าเรือยาวกว่า 149 เมตร รวมทั้งด้านหลังที่มีสภาพป่าได้มีการบุกรุกเข้าปลูกสร้างห้องพัก และเรือนคนงาน เพิ่มจากนส.3 ที่มีเพียง 10 ไร่ แต่พื้นที่ที่มีการปลูกสร้างมีมากกว่า

 
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/foreign/262146/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9C%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9A40%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%A3.
alt


        ชาวเขตเดอร์แฮม เคาท์ตี้ของอังกฤษผวาหลุมยุบยักษ์ปากหลุมกว้างกว่า 35 เมตร ลึกจนมองไม่เห็นด้านล่างและมีทีท่าว่าหากฝนตกจะขยายตัวออกไปอีก


       เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ของอังกฤษ “เดอะ การ์เดียน” รายงานจากเขตเดอร์แฮม เคาท์ตี้ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ว่า นางแซม ฮิลล์ยาร์ด วัย 39 ปี เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยเดอร์แฮมในเขตเดอร์แฮม เคาท์ตี้ พบปรากฏการณ์หลุมยุบยักษ์ซึ่งมีขนาดปากหลุมกว้างกว่า 35 เมตร และมีความลึกที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในตอนแรกเธอกล่าวว่า หลุมยุบดังกล่าวมีขนาดเล็กกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 3 เท่า เธอพบมันเมื่อวันที่  21 ส.ค.ที่ผ่านมาขณะที่เธอพาสุนัขออกมาล่ากระต่ายป่าบริเวณเขตคาวฮิลล์ พื้นที่ชนบทในหุบเขาแวร์เดลของเดอร์แฮม เคาท์ตี้
       ภายในค่ำคืนเดียวหลุมยุบมีการขยายตัวขึ้นและลึกขึ้นอย่างมาก โดยนายจอห์น เฮ็นส์บี สามีวัย 71 ปี ของนางฮิลล์ยาร์ดที่พบหลุมเช่นกันกล่าวว่า เมื่อค่ำวันที่ 21 ส.ค.ปากหลุมมีขนาดกว้างเพียง 5 เมตร จนกระทั่งในวันถัดมาพวกเขาพบว่ามันขยายตัวใหญ่ขึ้นจนมีความกว้างถึง 35 เมตร และไม่สามารถมองเห็นก้นหลุมได้ หากสัตว์เลี้ยงหรือแกะตกลงไปก็คาดว่า พวกมันจะไม่สามารถขึ้นมาได้อีก ทั้งนี้ พวกเขายังได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวของดินและหินใต้หลุมอีกด้วย
         ผู้เห็นพบปรากฏการณ์ทั้งสองเข้าแจ้งเรื่องดังกล่าวกับสภาและตำรวจเขตเดอร์แฮม เคาท์ตี้แล้ว ทั้งคู่คาดว่า หลุมยุบจะเกิดจากการทำเหมืองใหญ่ 2 เหมืองคือ “เซดดลิ้ง พิท”และ “เบอร์ทรี พาสเจอร์ส พิท”ในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากหลุมที่เกิดอยู่ไม่ไกลจากเหมือง ทั้งนี้ ชาวบ้านที่ทราบเหตุต่างกังวลว่า หากมีฝนตกลงมาในเขตนี้อีก จะทำให้หลุมยุบขนาดตัวกว้างและลึกขึ้นอีกด้วย





 
ที่มา :http://www.dailynews.co.th/Content/regional/262116/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99


alt

 

วันที่ 26 ส.ค. ช่วงมรสุมในพื้นที่ภาคใต้ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถกรีดยางได้ตามปกติประกอบกับราคายางตกต่ำ ชาวบ้าน ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง จึงได้เปลี่ยนอาชีพไปจับแมงกะพรุนขาย ซึ่งพบว่าหลังฝนตกหนักในช่วงนี้มีแมงกะพรุนนับแสนตัวโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำโดยถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลาย10ปีทำให้ชาวประมงมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นการชดเชยรายได้ที่หายไปจากการที่ไม่สามารถกรีดยางได้

ช่วงนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่จะออกทะเล ในช่วงเช้า 06.00-13.00น.เพื่อจับแมงกะพรุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่จะจับได้มาก แต่ละรายกว่า1,000ตัว จะขายตัวละ5บาท จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า7,000บาท เฉลี่ยเดือนละเกือบ2 แสนบาท ส่วนกลุ่มแม่บ้านก็จะทำความสะอาดและหมักดองแมงกะพรุนเพื่อส่งขายต่ออีกทอดหนึ่ง มีรายได้เสริมวันละ300-350บาท

จากการสอบแม่ค้าที่รับซื้อแมงกะพรุน กล่าวว่า ในช่วง 3เดือนที่ผ่านมาตนได้รับซื้อแมงกะพรุนเฉพาะในจังหวัดตรังแล้วกว่า3 แสนตัว ซึ่งนำไปขายต่อในภาคกลางและส่งไปขายประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขายง่ายและมีตลาดรองรับจนมีการสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ บางครั้งทำให้หาแมงกะพรุนมาส่งขายได้ไม่ทันตามจำนวนที่มียอดสั่งซื้ออีกด้วย

 
Read More ...