porno, porno, porno izle, porno izle, porno izle

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9580000047404

ป่าไม้สนธิกำลังทหารเข้าตรวจสอบสนามกอล์ฟกระทะทอง จ.พังงาบุกรุกป่า-ที่สาธารณะ
        พังงา - เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ทหาร ตำรวจ สนธิกำลังเข้าตรวจสอบสนามกอล์ฟกระทะทอง ในเขตพื้นที่ทุ่งคาโงก จ.พังงา ตาม ม.44 หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านมีการบุกรุกป่าไม้ สปก.ลำคลอง ให้เวลานำเอกสารสิทธที่ดินมาแสดงภายในวันที่ 27 เม.ย.58 เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าพื้นที่ใดถูกต้องหรือไม่อย่างไร ด้านสนามกอล์ฟนำเอกสารสิทธิที่ดินกว่า 500 ไร่ แสดงยืนยันซื้อต่อมาในปี 2556
      
       เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ ( 25 เม.ย.) นายอรรถพล เจริญชันษา ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ พร้อมด้วย พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ ผู้เชี่ยวชาญ ฝ่ายปฏิบัติการ ศปป.4 กอ.รมน. น.อ.กนกพล พิมพ์ทอง รอง ผอ.รมน.จว.พังงา นายทินกร มุสิกวัตร ปลัดจังหวัดพังงา พ.ต.อ.สัญญา ประกอบผล ผกก.สภ.ทุ่งคาโงก อ.เมืองพังงา นายศุภชัย สุกใส ผอ.ส่วนป้องกันและปราบปรามภาคใต้ กรมป่าไม้ พ.ต.ต.บุญชัย เจริญหัตกิจ หัวหน้าชุด นปพ. พ.ต.ท.ชาญชัย ยิ่งยง พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) พ.ท.อรัญ เอี่ยมอิ่มสำราญ จว.ทบ.สุราษฎร์ธานี นายอังกูร ปีญญาจิรภาส นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการพิเศษ ผอ.กลุ่มงานปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) นายเอกสิทธิ์ ชนะสิทธิ์ ที่ดินจังหวัดพังงา นายภัตติพงศ์ สุนทรวร นักวิชาการกรมป่าไม้ ทสจ.พังงา นายธีระนันท์ มิ่งเมือง นายช่างสำรวจชำนาญงาน สปก.พังงา พร้อมด้วยกำลัง ตำรวจ ทหาร ป่าไม้ ตชด.425 ตะกั่วป่า นปพ. เข้าตรวจสอบพื้นที่หลังชาวบ้านร้องเรียนสนามกอล์ฟกระทะทอง ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลทุ่งคาโงก จ.พังงา บุกรุกที่ป่าฯ คลองสาธารณะ ถนนสาธารณะ ป่าช้าหมู่บ้าน สิ่งปลูกสร้างเขตป่าฯ ที่บริเวณ หมู่ 4 ต.ทุ่งคาโงก อ.เมือง จ.พังงา โดยมี ดร.พีระพงษ์ คงช่วย ที่ปรึกษากฎหมาย บ.กระทะทอง กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท จำกัด เป็นผู้นำเอกสารทางบริษัทฯมาแสดง พร้อมด้วยพนักงานของทางบริษัทฯนำชี้ในการตรวจสอบ
      
       จากการตรวจสอบพบว่า ในพื้นที่มีก่อสร้าง ทั้งถนน สิ่งปลูกสร้างต่างๆ มีการนำรถแบ็คโฮ เครื่องจักรกล เข้าดำเนินการทั้งในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ และพื้นที่ครอบครอง ขณะที่ทางพนักงานของบริษัทฯ นำเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบนั้น มีการถกเถียงกับเจ้าหน้าที่อยู่เป็นระยะๆ ในเรื่องของการครอบครองพื้นที่ จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้มีคำสั่งเด็ดขาดให้ทางพนักงานบริษัทนำเอกสารสิทธิ์ที่ครอบครองที่ดินอยู่ทั้งหมดของทางบริษัทมอบให้ทางเจ้าหน้าที่ภายในวันเดียวกัน มิเช่นนั้นจะแจ้งความดำเนินคดีทันทีหลังจากเปิดโอกาสให้ทางบริษัทแสดงเอกสารสิทธิ์มาแล้วร่วม 1 เดือนที่ผ่านมา

ป่าไม้สนธิกำลังทหารเข้าตรวจสอบสนามกอล์ฟกระทะทอง จ.พังงาบุกรุกป่า-ที่สาธารณะ
        พ.อ.พูลเพ็ชร เกษสุภะ กอ.รมน.สปป.4 กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการเพื่อเข้าตรวจสอบการบุกรุกที่ดินตามคำสั่ง คสช. ภายใต้กฎหมาย โดยเน้นหนักในพื้นที่การบุกรุกที่ดินรายใหญ่ๆ ซึ่งกรณีของ บริษัท กระทะทองนั้น เท่าที่เห็นถือว่าเป็นรายใหญ่ มีพื้นที่มากกว่า 500 ไร่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ตาม ม.44 กำหนดให้ทหารเป็นเจ้าพนักงานสามารถตรวจค้นตรวจสอบได้ และหากพบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้องก็ดำเนินการขั้นรุนแรงตามกฎหมาย หากตรวจสอบได้ว่ามีการกระทำความผิดจริงก็ต้องใช้ พรบ.ป่าไม้ พรบ.ป่าสงวนฯ พรบ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ของกรมที่ดิน พรบ.ฟอกเงิน เรื่องการครอบครองที่บุกรุกเพื่อการค้า พรบ.การเดินเรือในน่านน้ำ พรบ.ควบคุมอาคาร ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่ากระทำผิดใดบ้าง
      
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าในที่ประชุมของเจ้าหน้าที่นั้นทางพนักงานที่ดินจังหวัดพังงา แจ้งว่าบริษัทฯมีเอกสารสิทธิ์เป็น นส.3 ก.เลขที่ 311ส่วน นส.3 ไม่มีระวางที่ชัดเจนแต่อยู่ในกรอบที่มีในระวาง
      
       อย่างไรก็ตาม ในเวลาประมาณ 15.00 น.วันเดียวกัน ดร.พีระพงษ์ คงช่วย ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท กระทะทอง กอล์ฟ แอนด์ รีสอร์ท จำกัด ได้นำเอกสารจำนวนหนึ่งมอบให้เจ้าพนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งคาโงก อ.เมือง จ.พังงา โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ได้นำ โฉนด นส.3 และ นส.3 ก. จำนวน 21 ฉบับ พร้อมหนังสือรับรองของ บริษัท เนื้อที่รวม 549 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ซึ่งได้มาจากการซื้อมาจากบุคคลอื่นเมื่อปี พ.ศ.2556 และเมื่อวันที่ 11 พ.ย.2556 มีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ซึ่งนำโดย พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบช.ก.ในขณะนั้น และผลการตรวจสอบไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ทางบริษัทฯจึงมองว่ามีการครอบครองที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย จึงได้นำเอกสารดังกล่าวมายืนยันความบริสุทธิ์
      
       ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบพื้นที่พบว่าบางพื้นที่ทางบริษัทไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นที่ดินตามเอกสารสิทธิ์หรือไม่ ซึ่งต้องให้ทางบริษัทมาแสดงเอกสารสิทธิ์ภายในวันที่ 27 เม.ย.58 ก่อนเวลา10.00 น. เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าพื้นที่ใดถูกต้องหรือไม่อย่างไร
 

 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000047409

  เชียงราย - ชาวบ้านแม่อ้อกว่า 300 คนรวมตัวตั้งเวทีชุมนุมคัดค้านการสร้างฟาร์มหมูที่มีกระแสข่าวออกมาว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่มีพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ทั้งยังมีการทำประชาพิจารณ์ที่ไม่ครอบคลุมหวั่นเกิดผลกระทบหลายอย่าง เตรียมเปิดเวทีอีกรอบพร้อมยื่นข้อเสนอให้ผู้ว่าฯ สั่งยุติโครงการฯและทำประชาพิจารณ์ใหม่หมด
      
       วันนี้ (25 เม.ย.) ชาวบ้านหลายหมู่บ้านใน ต.แม่อ้อ อ.พาน จ.เชียงราย ประมาณ 300 คน นำโดยนายธีระพงษ์ เผ่ากา เลขานุการนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย นายจิรายุ เผ่ากา สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย เขต อ.พาน ได้ไปรวมตัวกันที่ลานตลาดบ้านแม่อ้อ ม.11 ต.แม่อ้อ เพื่อต่อต้านโครงการก่อสร้างฟาร์มหมูของเอกชนรายหนึ่ง โดยการรวมตัวมีการจัดเวทีขึ้นปราศรัยพร้อมป้ายบนเวทีระบุว่า "ชาวแม่อ้อขอคัดค้าน" "ไปสร้างฟาร์มหมูที่อื่น" โดยทั้งนายธีระพงษ์และนายจิรายุพร้อมด้วยแกนนำชุมชนจากหลายหมู่บ้านได้ผลัดกันกล่าวปราศรัยถึงข้อเรียกร้องในการคัดค้านดังกล่าว
      
       โดยมีเนื้อหาว่าในปัจจุบันได้ทราบข้อมูลว่าได้มีเอกชนรายหนึ่งเข้าไปกว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ ต.แม่อ้อ เพื่อจัดตั้งเป็นฟาร์มหมูสมัยใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ประมาณ 128 ไร่แล้ว กำหนดก่อสร้างในพื้นที่หมู่บ้านแม่อ้อ ม.11 แต่ทราบมาว่าต้องการกว่า 1,000 ไร่ทำให้ที่ผ่านมาทางเอกชนได้เข้าไปรับฟังความเห็นจากชาวบ้านหรือประชาพิจารณ์ในพื้นที่หมู่บ้านแม่อ้อเพียงหมู่บ้านเดียวและปรากฎว่ามีการผ่านความเห็นชอบกันไป
      
       แต่การทำประชาพิจารณ์มีเพียงตัวแทนชาวบ้านและไม่มีตัวแทนจากทางฝ่ายปกครอง อ.พาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฝ่ายสาธารณสุข ฯลฯ ทำให้ชาวบ้านต้องการให้มีการทำประชาพิจารณ์กันใหม่ให้ครบถ้วนทุกหน่วยงาน รวมถึงยังเห็นว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะมีผลกระทบไปถึงชาวบ้านจากอีกประมาณ 7-8 หมู่บ้านด้วย จึงอยากให้มีการทำประชาพิจารณ์ให้ครบทุกหมู่บ้าน
      
       นอกจากนี้การปราศรัยยังมีเนื้อหาหวั่นเกรงเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งเรื่องผลกระทบต่อมลภาวะกลิ่น ระบบนิเวศน์โดยเฉพาะน้ำใต้ดิน รวมทั้งพื้นที่เป็นแหล่งต้นน้ำแม่อ้อที่มาจากเทือกเขาดอยปุย ฯลฯ ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องให้มีการยุติโครงการไปก่อน
      
       นายธีระพงษ์ กล่าวว่าโครงการนี้ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อาจจะมีผลกระทบไปถึงชาวบ้านกว่า 1,600 ครัวเรือนรวมประชากรกว่า 5,000 คน ดังนั้นเมื่อชาวบ้านเข้ามาร้องเรียนต่อฝ่ายท้องถิ่นทำให้ตนได้ร่วมปรึกษาหารือกับชาวบ้านหลายฝ่าย ปรากฎว่าต่างก็มีความกังวลกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในฐานะท้องถิ่นจึงได้ร่วมกับชาวบ้านหาทางออกที่เหมาะสมดังกล่าว
 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000047315

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - “พ.อ.สมหมาย” หัวหน้าคณะทำงานฯ “ทภ.2” เสนอยกปัญหาบุกรุกป่า อ.ปากช่องโคราช เป็น “วาระแห่งชาติ” ทุกหน่วยงานรัฐร่วมกันเป็นเจ้าภาพเปิดเวทีรื้อทั้งระบบแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จไม่ปล่อยหมักหมมต่อไป เหตุกระทบผู้คนจำนวนมาก ชี้ผู้ถือเอกสารสิทธิ์จะได้รู้ความจริงและหาทางที่จะอยู่ในพื้นที่ร่วมกันได้ พร้อมเป็นโมเดลนำไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่อื่นทั่วประเทศ
       
alt
       วันนี้ (25 เม.ย.) พ.อ.สมหมาย บุษบา หัวหน้าคณะทำงานเพื่อความมั่นคงกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เปิดเผยถึงปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ป่าและที่ดินสาธารณะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่า ในส่วนของพื้นที่สาธารณะที่เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์มักอยู่ในพื้นที่ราบได้มีการตรวจสอบแล้วประมาณ กว่า 100,000 ไร่ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ตรวจสอบไปแล้วประมาณ 90,000 ไร่กระจายทุกอำเภอ ส่วนป่าสงวนแห่งชาติได้เข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ อ.ครบุรี ได้เนื้อที่กลับมาเกือบ 10,000 ไร่ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ เช่น จ.เลย ลงพื้นที่ตรวจสอบมารวม 6 ครั้ง และ จ.อุดรธานี ก็ได้เข้าตรวจสอบแล้วเช่นกัน
      
       ทั้งนี้ได้มีการดำเนินการนำกลับมาเป็นของส่วนรวมเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว อยู่ที่ จ.นครราชสีมา คือ ที่สาธารณะประโยขน์บ้านหนองตะไก้ อ.สูงเนิน ประมาณ 7,000 ไร่ และ อ.ด่านขุนทด ประมาณ 5,000-6,000 ไร่ ส่วน จุดอื่นๆ อยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นของกลุ่มนายทุนทั้งหมด
      
       พ.อ.สมหมาย กล่าวอีกว่าในส่วนพื้นที่ อ.ปากช่อง การตรวจสอบเริ่มต้นจาก เขาหนองเชื่อม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง ,พื้นที่สวนป่าใน อ.ปากช่อง ซึ่งเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่เช่นกัน ต่อมาเป็น กรณีสนามแข่งรถของ โบนันซ่า ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ขณะนี้ ซึ่ง การเข้าตรวจสอบ นั้น จะมีหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ร้องขอเข้ามา และล่าสุด ได้รับการประสานมาว่าในสัปดาห์หน้าหน่วยงานต่างๆ จะลงพื้นที่ตรวจสอบใน อ.ปากช่อง อีก แต่ยังไม่ระบุพิกัดหรือสถานที่จะเข้าไป
      
       ทั้งนี้จากการตรวจสอบพื้นที่ อ.ปากช่อง โดยรวม นั้น เดิมทีเป็นพื้นที่เป็นป่าไม้ถาวรประกาศคลุมทั้งอำเภอ สมัยปี 2500 ยังเป็น ต.ปากช่อง จุดตรงนั้นเป็นพื้นที่มีภัยธรรมชาติอยู่แล้ว เช่น ยุงลายชุกชุม มีสัตว์ร้าย การเข้าไปทำกินค่อนข้างยาก เพราะเป็นป่าดงดิบ จะเรียกได้ว่า ยุงร้ายกว่าเสือได้เพราะโรคมาลาเรียชุกชุมมากในปีนั้น ต่อมาได้มีการจำแนกออกเป็นป่าสงวนแห่งชาติและบางแปลงยกให้นิคมสร้างตนเองลำตะคอง เอาไปจัดสรรให้กับชาวบ้านได้อยู่อาศัยทำกินประมาณกว่า 2 แสนไร่ แต่ยังเป็นรอยริ้วป่าอยู่
      
       ต่อมาเมื่อป่าถูกเพิกถอนสภาพเนื่องจากเสื่อมโทรมจึงมีการยกพื้นที่ให้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินการเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไปปฏิรูปให้เกษตรกร ฉะนั้นข้อเท็จจริงคือ พื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ป่าจึงมีไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่ใน เขตเทศบาลปากช่อง ในปัจจุบันเท่านั้น แต่หากเลยแนวเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ไปแล้วก็ล้วนเป็นเขตป่าไม้เดิม อาจจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้าฯ , ป่าเขาใหญ่ ,ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง หรือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น
      
       ฉะนั้นผู้ที่มีเอกสารสิทธิ์ทำกินนอกเหนือจากเขตเทศบาลปากช่องแล้ว ก็มีบ้างเล็กน้อยไม่ใช่ไม่มีเลย แต่ปัจจุบันผู้ที่เข้าไปทำกินและประกอบกิจการต่างอ้างกันว่ามีโฉนดที่ดิน มีเอกสารสิทธิ์ทำกินเต็มไปหมด ซึ่งจะต้องไปดูที่มาของมันว่าได้มาอย่างไร หน่วยงานรับผิดชอบต้องไปทบทวนดูว่าเอกสารสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวได้มาถูกต้องหรือไม่ เพราะที่มาของโฉนดที่ดินมาได้หลายทาง เช่น ที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง กว่า 2 แสนไร่ ก็สามารถพัฒนาเป็นโฉนดได้เช่นกัน แต่พวกนี้จะถูกสลักหลัง มีโฉนด 5 ปี ถึงจะโอนเปลี่ยนมือได้ แต่วัตถุประสงค์ของการให้โฉนดบริเวณนิคมฯนั้นคือได้มา จาก พ.ร.บ.เพื่อการยังชีพ เอาไปครองชีพโดยปกติวิสัยของมนุษย์ คือเอาไปทำการเกษตร ไม่ได้เอาไปเปลี่ยนทำกิจการขนาดใหญ่โตหรือสนามกอล์ฟ เพราะวัตถุประสงค์ยังมีอยู่ และที่ดินดังกล่าวก็ได้มาฟรีตั้งแต่แรก
      
       พ.อ.สมหมาย กล่าวอีกว่า กรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าที่ ที่สาธารณะต่างๆ ใน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ส่วนใหญ่เป็นลักษณะเดียวกันกรณีโบนันซ่า” ฉะนั้นตนเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะนำมาเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว คือรื้อระบบผิดถูก ชอบหรือไม่ชอบทั้งหมดในพื้นที่ อ.ปากช่อง เพราะหากพบว่าได้เอกสารสิทธิ์มาไม่ชอบแล้วควรจะได้สถานะอะไรถึงจะอยู่ในพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องมาหวาดระแวงว่า จะถูกหรือไม่ถูก ในทัศนะของตนคิดว่ามันน่าจะเป็นวาระแห่งชาติได้แล้วสำหรับเรื่องนี้ เพื่อที่จะได้นำไปใช้กับพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพราะมันกระทบกับผู้อยู่อาศัยที่เข้ามาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนเยอะมาก
      
       สำหรับการตรวจสอบนั้นหากตนเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวจะยินยอมให้ตรวจสอบหมดเพราะจะได้รู้ที่มาที่ไปให้ชัดเจน และวันหนึ่งในอนาคตอาจจะถูกตรวจสอบว่าได้มาโดยไม่ชอบก็จะทำให้เราเสียหายได้ แต่ตอนนี้มันเป็นโอกาสดีแล้วที่มีการตรวจสอบ เพียงแต่หน่วยงานเจ้าภาพมีหลายหน่วย ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน , ที่ ส.ป.ก. , ป่าสงวนแห่งชาติ และ สวนป่าต่างๆ ที่ถูกถือครองอยู่ ซึ่งหน่วยงานต่างๆ เหล่านี้ควรมีเวทีหารือร่วมกันและหาทางออกของปัญหาแบบเบ็ดเสร็จไม่ใช่ให้หมักหมมต่อไป ในส่วนของฝ่ายทหารพร้อมที่จะพูดคุย เพราะมีข้อเท็จจริงและข้อมูลให้อยู่แล้ว
 

ที่มา : http://www.naewna.com/local/155006

ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้จัดตั้งให้ จ.น่าน เป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้ชุมชนต่างๆ ต้องมีการพัฒนาเพื่อยกระดับชุมชนของตนเอง โดยสามารถบริหารจัดการและพัฒนาสิ่งที่ชาวบ้านทำกันอย่างเป็นปกติให้มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม รวมถึงสามารถจัดสรรทรัพยากรต่างๆให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เข้ามาดำเนินการประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในพื้นที่

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อพท. ได้จัดกิจกรรม “Opinion Leader ผู้นำทางความคิดปีที่ 3 ณ พื้นที่พิเศษเมืองเก่าน่าน โดยมี ดร.ชูวิทย์ มิตรชอบ ผู้อำนวยการสำนักบริหารยุทธศาสตร์  องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) จัดทำโครงการนำร่องเรื่องการท่องเที่ยวในครั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าของวิถีชีวิต วัฒนธรรม มรดกทางศิลปะที่ดีงาม ให้คงแก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ถึงวิวัฒนาการของบรรพบุรุษในยุคก่อนสืบไป

รวมถึงยังเป็นโอกาสที่ทำให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ถึงกระบวนการการจัดการท่องเที่ยวร่วมกัน สามารถสร้างรายได้เสริมจากการประกอบอาชีพหลักในยามว่าง ที่สำคัญคนในชุมชนสามารถใช้การจัดการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนและคนในชุมชนให้เห็นค่าของวัฒนธรรมวิถีชีวิตของตนเอง

โดยสถานที่ที่แนะนำเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ในสมัยโบราณที่สำคัญของเมืองน่าน ตั้งอยู่ที่บ้านสวกพัฒนา หมู่10 ตำบลบ่อสวก อำเภอเมืองน่าน ถูกค้นพบในปี 2547 ตามโครงการโบราณคดีประเทศไทย (ภาคเหนือ) และขุดพบเพิ่มเติม เมื่อปี พ.ศ.2542 ที่บริเวณเขตบ้านของ จ.ส.ต.มนัส ติคำ และนางสุนันท์ ติคำ ที่บ้านสวกพัฒนา ตำบลบ่อสวก และพื้นที่ใกล้เคียงอีกหลายจุด

จ.ส.ต.มนัส ติคำ เล่าว่า ได้มีการค้นพบวัตถุโบราณ อาทิ เตาเผาโบราณ ถ้วย ชาม และเครื่องใช้ต่างๆ จากการสันนิษฐาน
พื้นที่ดังกล่าว เคยเป็นแหล่งผลิตถ้วยชามในสมัยโบราณที่ใหญ่ที่สุด มีอายุราว 600-700 ปี หรือประมาณ พ.ศ.1950-พ.ศ.2050 เตาเผาโบราณที่มีอยู่ในบริเวณพื้นที่บ้านตัวเองนั้น มีทั้งหมด 7 เตา แต่ปัจจุบันขุดไปแล้ว 4 เตา สาเหตุที่ไม่ขุดทั้งหมดนั้น เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไปได้ศึกษาและลงมือขุด

โดยตนตั้งใจรักษาเตาเผาโบราณ และเครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ให้คงสภาพไว้เพื่อทำเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการศึกษา ซึ่งปัจจุบันก็มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษาจากหลายมหา’ลัยเดินทางมาศึกษาประวัติความเป็นมาต่างๆ ของเตาเผา รวมถึงเครื่องปั้นดินเผาล้านนาจาก 15 แหล่ง ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีประวัติความเป็นมาที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวิจัยดิน การกำเนิดเตาเผา รวมถึงวัตถุโบราณ โดยให้กลุ่มนักเรียนนักศึกษาลองขุดด้วยตนเอง เพื่อให้เรียนรู้ถึงขั้นตอนการขุดหาวัตถุโบราณ

สำหรับแต่ละเตาเผาเมื่อขุดเสร็จ จ.ส.ต.มนัส จะทำการล้อมรั้วและตั้งชื่อเตา เช่น เตาสุนันท์ เตาจ่ามนัส เตาแสนศรี และเตาชื่นโดยการนำชื่อของคนในบ้านมาตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการให้เกียรติเจ้าของบ้าน

นอกจากนั้นบริเวณบ้าน จ.ส.ต.มนัส ยังมีพิพิธภัณฑ์เฮือนบ้านสวกแสนชื่น ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงรูปแบบบ้านโบราณของคนบ่อสวก มีการแสดงนิทรรศการการขุดค้นเตาเผา รวมถึงจำลองการจัดบ้าน การดำรงชีพของคนสมัยโบราณ ซึ่งภายในแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน คือ ทรัพยากรทางโบราณคดี เฮือนบ้านฮวกแสนชื่น และวิถีชีวิตของเจ้าของบ้าน

ที่สำคัญได้มีการจัดแสดงภาพการเสด็จฯทัศนศึกษาแหล่งขุดค้นพบเตาเผาโบราณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเซ็นลายพระหัตถ์ลงบนเครื่องภาชนะอีกด้วย

 
ที่มา : http://www.banmuang.co.th/news/region/14753

เพาะขยายพันธุ์ปลาเลียหินเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯ 
 
 ปลาเลียหิน เป็นปลาที่มีการกระจายอยู่ในทวีปเอเชีย อาศัยอยู่ในแม่น้ำและลำธารที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว คนในจังหวัดน่านเรียกปลาชนิดนี้ว่าปลามัน เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติมันอร่อย เป็นปลาขนาดเล็กที่สามารถกินได้ทั้งตัว จึงเป็นที่นิยมบริโภคของคนในจังหวัดน่าน ราคากิโลกรัมละ 200 บาท โดยเฉพาะที่อำเภอบ่อเกลือที่เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำว้าและแม่น้ำมางที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยวแรง จึงมีปลาเลียหินชุกชุมมากกว่าแหล่งอื่น แต่ปัจจุบันพบว่ามีการจับปลาในช่วงฤดูผสมพันธุ์วางไข่ และสภาพแวดล้อมเริ่มเสื่อมโทรม แหล่งเพาะพันธุ์ตามธรรมชาติถูกรบกวน ทำให้ปลาเลียหินลดน้อยลง ชุมชนในอำเภอบ่อเกลือเริ่มวิตกต่อปัญหาดังกล่าว จึงขอความร่วมมือจากสาขาสัตวศาสตร์และประมง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พื้นที่จังหวัดน่าน ได้ทำการศึกษาการเพาะพันธุ์ปลาเลียหินหรือปลามันบนพื้นที่สูง เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ และถ่ายทอดความรู้การเพาะพันธุ์ปลาเลียหินแก่คนในชุมชน เพื่อนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านในโอกาสต่อไป
  
อาจารย์อมรชัย ล้อทองคำ ให้รายละเอียดว่า จากความต้องการของชุมชนในอำเภอบ่อเกลือเพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์ปลาเลียหินและนโยบายงานวิจัยเพื่อชุมชนของ รศ.ดร. คมสัน อำนวยสิทธิ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา คณะวิจัยจึงได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยจากจังหวัดน่าน ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี คณะทำงานวิจัยได้ทำการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ปลาที่มีอยู่ในลำน้ำต่าง ๆ ของจังหวัดน่าน พบว่าปลาเลียหินหรือปลามันเริ่มลดน้อยลง ต่อมาในเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2552 จึงได้คัดเลือกหมู่บ้านที่มีความพร้อมเข้าร่วมศึกษาวิจัย คือหมู่บ้านผาคับ หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ โดยมีนายนริศ ศิริมาตย์ เป็นแกนนำของหมู่บ้าน ทำการคัดเลือกพันธุ์ปลาจากธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์เพศ นำมาคัดแยกเพศและทำการเพาะพันธุ์แบบฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์เพื่อกระตุ้นการตกไข่และน้ำเชื้อ จำนวน 3 กลุ่ม แล้วนำไปปล่อยลงในบ่อเพาะฟัก กลุ่มทดลองใช้เวลาประมาณ 28-36 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 23 องศาเซียลเซียส พบว่าไข่ที่ได้รับการผสมติด สามารถฟักออกมาเป็นตัวได้ทั้งหมด จากผลสำเร็จครั้งนี้ จึงได้เพาะขยายพันธุ์ลูกปลาเลียหินเพิ่มมากขึ้น จำนวน 600,000 ตัว นำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ชุมชนร้องขอ จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านสว้า ตำบลดงพญา บ้านบ่อหลวง บ้านผาคับ บ้านนาขาม บ้านน้ำหนาว ตำบลบ่อเกลือใต้ จากนั้นจึงเริ่มถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาเลียหินให้กับผู้นำชุมชน คณะครูอาจารย์จากโรงเรียนต่างๆ จำนวน 9 ชุมชน โดยฝึกปฏิบัติจริงทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมพ่อแม่พันธุ์ปลา การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์ การคำนวณและฉีดฮอร์โมน การเพาะฟัก และการอนุบาลลูกปลา พร้อมจัดตั้งให้ชุมชนบ้านผาคับ เป็นฐานการเรียนรู้เพาะขยายพันธุ์ปลาเลียหินและจุดแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อให้เกิดผลดีต่อความมั่นคงด้านอาหารของอำเภอบ่อเกลือ โดยมีทีมงานวิจัยเป็นผู้เสนอแนะและสนับสนุนการทำงาน
 
   
 
Read More ...