ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/662047

'สามารถ ลอยฟ้า' ผวจ.ลำปาง สั่งปิดบ่อขยะเถื่อนกว่า 100 แห่ง หลังศูนย์กำจัดขยะครบวงจรของ อบจ.ลำปาง ที่ก่อสร้างด้วยงบฯ 690 ล้าน มีขยะไหลเข้ามาแค่วันละ 40 ตัน
ไม่คุ้มการเดินเครื่อง ขณะที่เทศบาล และอบต.ต่างๆ อ้างติดสัญญา …

ภายหลังมีประชาชนในเขตท้องที่ อ.เมือง จ.ลำปาง ระหว่างพื้นที่ ต.บ่อแฮ้ว ต.บ้านเป้า และ ต.ต้นธงชัย ผวาจากกลิ่นเน่าเหม็นจากการกำจัดขยะของบุคคลนำที่ดินของตของตนเองเป็นที่ทิ้งขยะ ในเขตป่าแม่เมาะแปลง 2 ห่างจากศูนย์กำจัดขยะของ อบจ.ลำปาง เพียง 500 เมตร จนชาวบ้านระแวงว่า จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคต่างๆ เนื่องจากขยะที่นำมาทิ้งในบ่อเถื่อน มีขยะติดเชื้อจากจังหวัดใกล้เคียงด้วย
นายสามารถ ลอยฟ้า ผวจ.ลำปาง กล่าวว่า ศูนย์กลางคัดแยกขยะครบวงจรของ อบจ.ลำปาง ในเขตป่าแม่เมาะแปลง 2 บ้านศรีดอนชัย ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง มีเนื้อที่จำนวน 311 ไร่ ได้ก่อสร้างเสร็จเมื่อช่วงปี พ.ศ.2559 ด้วยงบประมาณสูงสุดถึง 690 ล้าน และต้องหยุดการดำเนินการคัดแยก เนื่องจากมีบางเทศบาล และ อบต ต่างๆ จำนวน 6 แห่ง ยังนำขยะมาทิ้งบ่อเก็บขยะของเอกชน ซึ่งเป็นบ่อขยะไม่ถูกต้องตามระเบียบของราชการ หรือบ่อขยะเถื่อน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่โรงคัดแยกขยะของ อบจ.ทุกวันนี้ มีขยะมากำจัดเพียงวันละ 40 ตันเท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมาก เพราะโรงขยะของ อบจ.ลำปาง จะต้องมีขยะกำจัดแบบครบวงจรถึง 350 ตัน/วัน ที่เหลือจากนั้นนำมาทิ้งบ่อขยะเถื่อน ไม่มีการคัดแยกไม่ถูกหลักสุขาภิบาล จึงขัดกับกฎหมายหลายฉบับเช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.สุขอนามัย หากจะอ้างว่าติดสัญญากับบ่อขยะเอกชนนั้น จึงไม่สามารถนำขยะมาทิ้งศูนย์กำจัดขยะของ อบจ.ลำปาง ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะเป็นบ่อขยะเถื่อน เก็บค่าตันถูกกว่าของ ของ อบจ.ลำปาง มีทั้งหมดกว่า 100 แห่ง อบต.ต่างๆ จะต้องหยุดส่งทันที และให้รายงานมาที่ตนเองเพื่อประเมินการรับรู้ต่อไป  โดยให้นายกเทศมนตรี ในพื้นที่ที่มีบ่อขยะเถื่อน ไปดำเนินการให้เรียบร้อย.
 
ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/253973

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดพื้นที่ป่าชายเลนในจังหวัดเพชรบุรี ที่ถูกนำมาทำเป็นนาเกลือกว่า 300 ไร่ มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท

วานนี้ (12 ก.ค.2559) เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 พร้อมผู้เกี่ยวข้องเข้ายึดคืนพื้นที่ป่าชายเลนจำนวน 303 ไร่ มูลค่าความเสียหายกว่า 35 ล้านบาท บริเวณต.ปากทะเล และ ต.บางขุนไทร อ.บ้านเเหลม จ.เพชรบุรี หลังตรวจสอบพบว่า มีการบุกรุกทำนาเกลือและขุดบ่อน้ำบางส่วน พร้อมสิ่งปลูกสร้างสำหรับเก็บเกลือ 1 หลัง แต่ไม่มีบุคคลใดแสดงตนเป็นผู้ครอบครองพื้นที่

นายไพบูลย์ โตสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ต.ปากทะเล กล่าวว่า พื้นที่ดังกล่าวมีบุคคลนอกพื้นที่เข้ามาครอบครองแต่ไม่สามารถระบุชื่อได้ ด้านนายบรรณรักษ์ เสริมทอง ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 เปิดเผยว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าปากทะเล และป่าชายเลน โดยมีแผนจะตรวจยึดทั้งหมด 700 ไร่ เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์
 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000069256

สุโขทัย - หัวหน้าศูนย์ประสานงานน้ำประชารัฐฯ พร้อมนักวิจัยท้องถิ่น ร่วมกับชมรมสุโขทัยคายัคฯ ล่องเรือเก็บขยะ-เก็บข้อมูลน้ำยม เล็งขยายพันธุ์ “ต้นไคร้น้ำ” ฟื้นระบบนิเวศ-ป้องกันตลิ่งพัง แถมรากฝอย ได้เป็นที่อยู่อาศัยของปลาหายาก
          วันที่ 12 ก.ค.59 นายประสิทธิ์ สุรินทร์คำ หัวหน้าศูนย์ประสานงานน้ำประชารัฐสุโขทัย พร้อมด้วยนายสัญญา พานิชยเวช นักวิจัย สกว.ส่วนท้องถิ่น และชมรมสุโขทัยคายัคคลับ ได้ร่วมกันพายเรือคยัคเก็บบันทึกข้อมูลแม่น้ำยมสุโขทัยเพื่อเตรียมวางแผนฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมกับช่วยกันเก็บเศษขยะในแม่น้ำไปทิ้งด้วย
      
       นายประสิทธิ์ สุรินทร์คำ เปิดเผยว่า จากการสำรวจลำน้ำยมพบว่ามี “ต้นไคร้น้ำ” ไม้พุ่มขนาดเล็กชอบขึ้นอยู่ตามซอกหิน สามารถช่วยชะลอน้ำได้ และยังมีรากช่วยยึดเกาะตลิ่ง ส่วนรากฝอยจำนวนมากที่อยู่ใต้น้ำก็เป็นที่อยู่อาศัยของปลา และเหมาะในการอนุบาลลูกปลาในช่วงฤดูวางไข่
      
       “ในอดีตแม่น้ำยมมีปลาเยอะมาก ทั้งปลารากกล้วย ปลาทองอ้น ปลาทองยาว และปลาหมู เมื่อถึงฤดูวางไข่ก็จะว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำบริเวณแก่งหลวง อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งมีน้ำใสสะอาด และมีต้นไคร้น้ำจำนวนมาก แต่ปัจจุบันปลาเหล่านี้มีจำนวนลดลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะนอกจากถูกจับขายเป็นอาหารแล้ว ยังมีเรื่องการปล่อยของเสียลงแม่น้ำส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำอย่างใหญ่หลวง”
      
       นายประสิทธิ์เผยอีกว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นทางศูนย์ประสานงานน้ำประชารัฐสุโขทัย จึงมีแนวคิดที่จะทดลองเพาะขยายพันธุ์ต้นไคร้น้ำเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลา รวมทั้งช่วยในการเกาะยึดตลิ่งไม่ให้พังทลาย โดยจะมีการศึกษาความเปลี่ยนแปลงไปด้วย คาดว่าจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้ดีขึ้นเพื่อความยั่งยืนของสายน้ำยมแห่งนี้ต่อไป

 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000069214

alt
เชียงใหม่ - ชาวบ้าน ผู้นำชุมชนกลางเมืองเชียงใหม่ทนไม่ไหว รวมตัวร้องผ่านสื่อเตาเผาขยะโรงพยาบาลกลางเมืองส่งกลิ่น-ควันลอยคละคลุ้งทั่วหมู่บ้านวันละหลายรอบ บอกร้องทาง
เทศบาลฯ หลายครั้งแต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแก้ไข

        วันนี้ (12 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้นำชุมชนย่านแจ่งหัวริน กลางเมืองเชียงใหม่ ออกมาเคลื่อนไหวร้องเรียนเกี่ยวกับผลกระทบจากเตาเผาขยะของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งส่งควัน
และกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านหลายครั้งในแต่ละวันจนทนไม่ไหว

       นายทองอินทร์ ย่างงาม อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12 ถนนบุญเรืองฤทธิ์ ซอย 2 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ประธานชุมชนแจ่งหัวริน (เทศบาลนครเชียงใหม่) พร้อมชาวบ้านจำนวนหนึ่ง
เปิดเผยถึงกรณีได้รับผลกระทบพร้อมนำไปชี้ยังจุดปล่องปล่อยควันของเตาดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในชุมชนหลายครั้ง
      
       เมื่อไปดูก็พบว่าเตาเผาขยะดังกล่าวส่งกลิ่นเหม็น และกลุ่มควันที่ลอยออกมา พอโดนลมตีกลับก็จะกระจายไปทั่วชุมชน ตนเคยทำหนังสือไปถึงเทศบาลนครเชียงใหม่ ซึ่งมีการนำเรื่อง
เข้าที่ประชุม ก็ได้รับแจ้งมาว่ามีการแก้ไขแล้ว แต่มันไม่ใช่อย่างที่แจ้งมา เพราะปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ยังคงมีการเผาขยะกันอยู่ทุกวัน
      
       “คนที่ไม่สบายในพื้นที่ พอได้รับควันจากการเผาขยะก็ทำให้ป่วยหนักขึ้นอีก เพราะขยะที่เผาอาจเป็นขยะติดเชื้อ โดยเฉพาะคนที่อยู่บนอาคารสูงตั้งแต่ 3 ชั้นขึ้นไปจะได้รับผลกระทบ
หนักมาก อยากขอร้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องดังกล่าวช่วยแก้ไข แม้แต่เตาเผาขยะของเทศบาลฯ ที่สุสานลื้อก็ยังย้ายได้ แต่นี่องค์กรขนาดใหญ่ เป็นโรงพยาบาลก็น่าจะเห็นใจพี่น้องใน
ชุมชนบ้าง”
      
       นายทองอินทร์บอกว่า ก็ไม่ได้คิดจะไล่ หรือให้ปิดเตาเผาขยะดังกล่าว แต่หาแนวทางที่ดีกว่าเดิมได้หรือไม่ ถ้างดเผาได้จะยิ่งดี ชุมชนเราให้ความร่วมมือทุกอย่าง ลูกบ้านตนทนไม่ไหว
จริงๆ ร้องเรียนมาก็ต้องทำเรื่องต่อ แต่ร้องเรียนมาหลายครั้งก็ไม่ยอมแก้ไขสักที
      
       ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวเสริมว่า เตาเผาขยะแห่งนี้มักจะเผาขยะในเวลาตี 4-6 โมงเช้า บางทีก็ 8 โมงเช้าถึง 9 โมง ทุกครั้งจะส่งกลิ่นเหม็นมาก ควันลอยออกมาคละคลุ้งกระจายปก
คลุมไปทั่วชุมชนส่งกลิ่นเหม็นเหมือนมีคนนำเครื่องมาเชื่อมเหล็ก บางทีก็เหม็นเหมือนตัวยาไหม้ฉุนมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่อาคารสูงๆ จะได้รับผลกระทบอย่างมาก อยากเรียกร้องให้มีการ
ปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน
      
       ด้าน ศ.คลินิก นพ.วัฒนา นาวาเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้บริหารโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ขยะจากโรงพยาบาลมีอยู่ 2 ประเภท คือ
ขยะทั่วไป ซึ่งทางเทศบาลนครเชียงใหม่รับไปกำจัด และขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และโรงพยาบาลในเชียงใหม่-คลินิกทั่วไป ที่ทางโรงพยาบาลฯ จะเผาทำลายเอง
      
       แต่การกำจัดขยะของโรงพยาบาลในช่วงนี้อาจมีปัญหาอยู่บ้างเพราะเป็นช่วงฤดูฝน ขยะจากโรงพยาบาลฯ และขยะที่รับมาส่วนใหญ่จะมีความชื้นปะปนมาด้วย การเผาทำลายบางครั้งจึง
ไม่สมบูรณ์ การสันดาปไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ส่งผลให้เกิดควันขึ้นมา
      
       อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าจะไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อโรคแน่นอน เนื่องจากเตาเผาของโรงพยาบาลฯ เป็นระบบสองเตาเผา ใช้ระบบน้ำมันในการเผา มีความร้อนสูงไม่ต่ำกว่า 1 พัน
องศาเซลเซียส เชื้อโรคตายหมด แม้แต่เศษเข็มฉีดยายังกลายเป็นผง
      
       สำหรับกรณีที่เกิดควันฟุ้งกระจายทำให้คนในชุมชนเดือดร้อนนั้น ทางโรงพยาบาลต้องฝากขออภัยมาด้วย ซึ่งทางโรงพยาบาลฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิด
ชอบดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วนแล้ว โดยจะจัดระเบียบการเผาใหม่ เมื่อทำตามขั้นตอนตามมาตรฐานแล้วกลิ่นก็จะไม่มี แม้กระทั่งควันก็จะไม่มีหลงเหลืออีก ซึ่งโรงพยาบาลฯ ใช้ระบบ
กำจัดขยะแบบนี้มานานหลายปีก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
      
       อนึ่ง เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 58 ที่ผ่านมาเคยมีคนร้องเรียนต่อสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 เชียงใหม่ ตามหนังสือร้องเรียนที่ลงเลขที่รับ 2176 ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้เข้า
ตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อ 14 ธ.ค. 58
      
       โดยพบว่าเตาเผาขยะติดเชื้อของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่มีอยู่ 2 เตา รองรับขยะติดเชื้อประมาณ 2 ตันต่อวัน ดำเนินการเผาตั้งแต่ 05.30-15.00 น. เป็นระบบเตาเผาแบบควบ
คุมอากาศ คือแบ่งการเผาไหม้เป็น 2 ส่วน ห้องแรกเผาขยะติดเชื้อ ห้องที่ 2 เป็นการควบคุมควันหรืออากาศที่ได้จากการเผาครั้งแรก โดยการฉีดเข้าไปในห้องแรกเพื่อให้เกิดการผสมกันของ
ก๊าซภายใต้อุณหภูมิสูง และเกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งหากมีการเผาไหม้ตามขั้นตอนควันที่ออกมาจะเป็นสีขาว
      
       สำหรับปัญหาที่เกิดควันดำจากการเผาไหม้จะเกิดในช่วงแรกที่มีการวอร์มเตาเพื่อให้มีอุณหภูมิในระดับที่เผาไหม้ได้สมบูรณ์ และช่วงที่มีการกลับกองเชื้อเพลิง ดังนั้นเพื่อลดปัญหาดัง
กล่าวจึงต้องอาศัยความชำนาญของผู้ปฏิบัติงานควบคุมการเผาในช่วงเวลาดังกล่าว
      
       เบื้องต้นสำนักงานสิ่งแวดล้อมฯ ได้ประสานให้ทางโรงพยาบาลฯ ควบคุมการเผาขยะติดเชื้อไม่ให้มีผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดทำแนวทางและขั้นตอนแก้ปัญหาแล้ว

 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000069268

alt
ศูนย์ข่าวศรีราชา - แมงกะพรุนนับแสนตัวตายเกลื่อน ชายหาดบางแสน ยาวกว่า 1 กิโลเมตร สาเหตุเกิดจากแพลงก์ตอนบลูม ทำให้ขาดอากาศหายใจ ส่วนประชาชนจะเก็บไปทำเป็นอาหารนั้นไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะแพลงก์ตอนดังกล่าวไม่เป็นพิษ และมีขั้นตอนการทำที่ถูกต้อง

วันนี้ (12 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณชายหาดบางแสน อ.เมือง จ.ชลบุรี มีแมงกะพรุนตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเกิดภาวะแพลงก์ตอนบลูม โดยน้ำทะเลมีสีเขียว และส่งกลิ่นเหม็น ที่สำคัญน้ำทะเลขาดออกซิเจน ส่งผลให้แมงกะพรุนหลายชนิด เช่น แมงกะพรุนหนัง แมงกะพรุนลอดช่อง และแมงกะพรุนขี้ไก่ ตายเป็นจำนวนนับแสนตัว ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตรตลอดชายหาดบางแสนนั้น
      
       ด้าน ดร.เสาวภา สวัสดิ์พีระ ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงกรณีที่น้ำทะเลเป็นสีเขียวนั้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งปีที่ผ่านมา เกิดขึ้น 4 ครั้งแล้ว โดยเกิดจากการบลูมของแพลงก์ตอนกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต ชนิด Noctilucascintillans ที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “นอคติลูกา” และเป็นแพลงก์ตอนชนิดเดียวกับที่เคยเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูมในทุกครั้งที่ผ่านมา
      
       สาเหตุการเกิดปรากฏการณ์น้ำทะเลเป็นสีเขียวในครั้งนี้เกิดจากสาเหตุเดิมเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้น คือ เกิดจากการเจริญเติบโต และแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว (Bloom) ของแพลงก์ตอน กลุ่มไดโนเฟลกเจลเลต (dinoflagellate) ที่มีชื่อว่า “นอคติลูกา” (Noctiluca scintillans) จนกลายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกกันว่า “ขี้ปลาวาฬ” หรือ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” หรือ “red tide” ตามแต่จะเรียกกัน
      
       โดยสาเหตุที่เกิดปรากฏการณ์นั้นมักจะมีฝนตกทำให้มีการชะล้างเอาธาตุอาหารไหลลงสู่ทะเลในปริมาณที่ค่อนข้างมาก ประกอบกับมีแดดจัดในวันถัดไปทำให้ปัจจัยในการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนครบกระบวนการจึงเกิดการเจริญเติบโต และแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอน ทำให้มองเห็นน้ำทะเลมีสีเขียวเข้ม และมีเซลล์นอคติลูกาแขวนลอยอยู่ในน้ำหนาแน่น
      
       ส่วนสาเหตุที่สัตว์น้ำตายเพราะการขาดอากาศหายใจ เพราะในช่วงกลางคืนไม่มีการสังเคราะห์แสงเกิดขึ้น และแพลงก์ตอนพืชแย่งออกซิเจนในน้ำใช้จนน้ำทะเลเกิดภาวะขาดออกซิเจนละลาย ขาดอากาศหายใจจึงตาย และหลังจากนั้น ซากพืช ซากสัตว์ที่ตายมีการย่อยสลายจึงส่งกลิ่นดังกล่าว
      
       ดร.เสาวภา กล่าวต่อไปว่า สาเหตุที่มีแมงกะพรุนตายเป็นจำนวนมากนั้นเนื่องจากในช่วงนี้เป็นฤดูกาลของแมงกะพรุน ซึ่งส่วนใหญ่ชาวประมงจะจับไปดองขาย แต่ในช่วงนี้ราคาไม่ดีจึงไม่มีใครไปจับ จึงทำให้ตายเกยหาดเป็นจำนวนมาก โดยหากชาวบ้านจะนำไปรับประทานนั้นไม่น่ามีปัญหาอะไรเพราะมีขั้นตอนการทำที่ถูกต้อง โดยจะตัดหนวด และลำไส้ทิ้ง และจะใช้ส่วนเนื้อนำไปดองรับประทานเท่านั้น นอกจากนั้น แพลงก์ตอนดังกล่าวไม่เป็นพิษด้วย
      
       สำหรับนักท่องเที่ยวจะลงเล่นน้ำทะเลนั้น คาดว่าเห็นสภาพน้ำ และกลิ่นเหม็นแบบนี้คงไม่มีใครลงเล่นน้ำอย่างแน่นอน แต่บางครั้งมีคนลงไปเล่นน้ำ และเกิดอาการคัน อาจเนื่องมาจากเมือกของสาหร่ายไปถูกผิวหนังทำให้เกิดการระคายเคืองเท่านั้น แต่จะไม่มีอันตรายแต่อย่างใด
 
Read More ...