ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/460339

นางสุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2557 ที่โรงแรมปรินซ์ตัน ปาร์ค สวีท เขตดินแดง สำนักสิ่งแวดล้อมได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการจ้างที่ปรึกษาความเหมาะสม การกำจัดมูลฝอยด้วยระบบเตาเผา ขนาดไม่น้อยกว่า 2,000 ตันต่อวัน

   ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ซึ่งโครงการนี้ กทม.จึงได้ว่าจ้างศูนย์วิจัยการเผากากของเสียมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นที่ปรึกษาฯซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับการฝังกลบ ทั้งนี้ เตาเผาขนาด 2,000 ตันต่อวันนี้ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 5,500 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นจากผลการศึกษาจะให้เอกชนเข้ามาลงทุนพร้อมเดินระบบเช่นเดียวกัน โดยมีระยะสัญญา 25 ปี คาดว่าจะเข้าสู่ขั้นตอนการหาเอกชนเข้ามาลงทุนได้ในปี 2560 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/460302

ตำรวจมุกดาหารสกัดจับไม้พะยูง 104 ท่อน รวบผู้ต้องหาได้ 3 คน เตรียมส่งออกค่า 5 แสนบาท ผู้ต้องหารับไปซื้อไม้มาจากศรีสะเกษ ก่อนนำส่งออกให้นายทุนประเทศเพื่อนบ้าน

     พล.ต.ต.วิทวัส บูรณสมภพ ผบก.ภ.จ.มุกดาหาร ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วิจิตร บุณวรรณ รอง ผกก.สส.สภ.ผึ่งแดด อ.เมืองมุกดาหาร หัวหน้าชุดปฏิบัติการ พร้อมพวก สืบสวนจับกุมการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เวลา 02.00 น. วันที่ 30 ต.ค. ออกตรวจพื้นที่ไปตามถนนชยางกูร ซึ่งเป็นเส้นทางที่ใช้ลักลอบขนไม้พะยูงและสิ่งผิดกฎหมายประจำ ขณะออกตรวจได้รับแจ้งว่า มีรถกระบะมีโครงหลังคาผ้าใบ บรรทุกไม้พะยูงเต็มคันรถวิ่งจาก อ.นิคมคำสร้อย มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองมุกดาหาร จึงวางแผนสกัดจับกุมที่บริเวณถนนชยางกูร หน้าเทศบาล ต.คำอาฮวน อ.เมืองมุกดาหาร พบรถยนต์นิสสัน รุ่นบิ๊กเอ็มฟรอนเทียร์ สีน้ำเงิน ทะเบียน บท 7824 ประจวบคีรีขันธ์ และรถยนต์ฮอนด้า รุ่น ซิตี้ สีเทา ทะเบียน กค 6921 มุกดาหาร ขับติดตามกันมา ตรงตามลักษณะที่รับแจ้ง จึงเรียกตรวจค้นแต่รถทั้ง 2 คัน กลับเลี้ยวเข้าในซอยพลอยรีสอร์ท จนท.ติดตามเข้าตรวจสอบรถกระบะนิสสัน ฟรอนเทียร์ ทะเบียน บท 7824 ประจวบคีรีขันธ์ พบบรรทุกไม้พะยูงของกลาง จำนวน 104 ท่อน ปริมาตร 1,47 ลบม.มูลค่า 5 แสนบาท มีนายภักดี จันทอง อายุ 37 ปี ชาวบ้าน ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร เป็นคนขับ

     มี น.ส.ช่อทิพย์ ชูศรี อายุ 34 ปี ชาวบ้าน ต.บางทรายใหญ่ อ.เมือง จ.มุกดาหาร เป็นคนขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ทะเบียน กค 6921 มุกดาหาร ติดตามกันมา และมีนายบุญถม ชนะวงไซ อายุ 27 ปี ชาวลาวนั่งมาในรถด้วยกัน สอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหารับว่าได้พากันไปซื้อไม้ที่ จ.ศรีสะเกษ เพื่อนำส่งออกไปให้นายทุนที่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถูกสกัดจับก่อน จนท.จึงแจ้งข้อหา ให้ผู้ต้องหาทั้ง 3 คนทราบ ร่วมกันอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ ฐานมีไม้แปรรูป (ไม้พะยูง) ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร ดำเนินคดี
 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/460227

ขบวนการค้าไม้พะยูงไม่เกรงกลัวกฎหมาย ล่าสุดสกัดจับคนงานตัดไม้พะยูงได้กลางดึก หลังสืบทราบมีการลักลอบตัดไม้จากอุทยานปางสีดา จ.สระแก้ว หัวหน้าอุทยานเผย ไม้ที่จับได้มีขนาดใหญ่มากที่สุดเท่าที่จับกุมได้ และมูลค่ากว่า 25 ล้านบาท

     พลตรีสุริยา ปาวรีย์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระแก้ว ได้รับรายงานจากสายข่าวว่า จะมีขบวนการเข้าไปลักลอบตัดไม้พะยูงในเขตอุทยานปางสีดา และจะลำเลียงลงมาส่งนายทุนที่ชายแดน จึงมีคำสั่งให้ทหารจากจังหวัดทหารบกสระแก้ว สนธิกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานปางสีดาและตำรวจ สภ.หนองหมากฝ้าย ซุ่มสกัดจับขบวนการดังกล่าว กระทั่งเมื่อเวลา 24.00 น. ได้พบขบวนการขนไม้พะยูง ประมาณ 60 คน ใช้รถเข็น 2 ล้อ บรรทุกไม้ลงมาจากอุทยานปางสีดา โดยผ่านมาตามเส้นทางเขาคนดู ม.8 บ้านภักดิ์ดีแผ่นดิน ต.หนองหมากฝ้าย อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว จึงนำกำลังเข้าปิดล้อม แต่ทางขบวนการขนไม้พะยูง ได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้าส่งสัญญาณ ให้พรรคพวกวิ่งหนี เจ้าหน้าสามารถจับกุมตัวไว้ได้ 4 คน นอกนั้นได้ใช้ความมืดและความชำนาญพื้นที่วิ่งเข้าป่าหลบหนีไปได้

     หลังเข้าเคลียร์พื้นที่สามารถจับชาวกัมพูชา ที่ขนไม้ได้ 4 คน ประกอบด้วย นายเกิด ดอน อายุ 52 ปี นายจูน เปก อายุ 28 ปี นายนืด นวย อายุ 36 ปี นายเจ บุญนา อายุ 47 ปี ทั้งหมดเป็นชาวกัมพูชา บ้านอยู่ จังหวัดพระตะบอง กัมพูชา ส่วนที่เหลืออีก 50 กว่า คนเจ้าหน้าที่ได้ส่งกำลังเข้าไปติดตามแล้ว ชาวกัมพูชาที่ถูกจับได้ซัดทอดว่า มีนายทุนชาวไทยเป็นคนไปรับมาขนไม้พะยูงโดยได้รับค่าจ้างคนละ 8,000 บาทต่อครั้ง

     หลังเข้าตรวจยึดไม้พะยูงจำนวน 37 แผ่น รถเข็น 8 คัน นายนุวรรต ลีลาพตะ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา กล่าวว่า ไม้พะยูงลอตนี้มีขนาดใหญ่มาก หน้า 50 กว่าเมตร ถือได้ว่าเป็นไม้พะยูงที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดเท่าที่จับกุมได้ และเป็นไม้มีคุณภาพดีหาได้ยากมาก มูลค่าของไม้น่าจะอยู่ที่ ประมาณ 25 ล้านบาท โดยนายนุวรรต กล่าวว่า สถานการณ์ ไม้พะยูงมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากป่ากว้างมากทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราไม่พบ เมื่อเจ้าหน้าที่ของเราตรวจผ่านไป พวกนี้ก็ลงมือตัดอีก

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/460230

ตำรวจร่วมกับทหารจันทบุรี บุกจับไม้พะยูงกว่า 40 ท่อน หลังขบวนการแอบลักลอบขโมยตัดในที่ของชาวบ้าน ก่อนทิ้งของกลางมูลค่านับล้านบาทหลบหนี

alt

     ที่ สภ.ขลุง พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุล ผบก.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.อ.เชนณงค์ เหยือกเงิน ผกก.สภ.ขลุง และ น.อ.ชัยวัฒน์ คุ้มทับทิม ผบ.หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน จันทบุรี พร้อมกำลังทหารร้อย รส.ทร.ที่ 9 และตำรวจ, ฝ่ายปกครอง ร่วมกันแถลงผลการบุกตรวจยึดไม้พะยูง จำนวน 49 ท่อน หลังจากถูกกลุ่มคนร้ายลักลอบขโมยตัดในพื้นที่ของชาวบ้าน แต่กลุ่มคนร้ายไหวตัวทันทิ้งของกลางหลบหนีไปได้

     โดย พล.ต.ต.จรัล จิตเจือจุล ผบก.ภ.จว.จันทบุรี เปิดเผยว่า ทั้งนี้ สืบเนื่องจากชุดสืบสวน สภ.ขลุง ได้รับแจ้งมีกลุ่มคนร้าย ได้ลงมือลักลอบขโมยตัดพะยูงในพื้นที่ทำกินของ นางเฉลิมศรี วงษ์แก้ว อายุ 48 ปี ม.6 ต.วันยาว อ.ขลุง จนเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 29 ต.ค. จึงได้สนธิกำลังตำรวจ ร่วมกับฝ่ายการทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ จำนวนกว่า 40 นาย บุกจู่โจมเข้าจับกุม แต่กลุ่มคนร้ายไหวตัวทันได้พากันหลบหนีไป ทิ้งของกลางไว้เป็นต้นพะยูงที่ถูกโค่นล้มโดยการใช้เลื่อยยนต์ จำนวนกว่า 20 ต้น และถูกตัดเป็นท่อนเตรียมขนย้าย จำนวน 46 ท่อน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,300,000 บาท

     พล.ต.ต.จรัล เปิดเผยอีกว่า จากการสืบสวนเบื้องต้น ทำให้ทราบตัวกลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม โดยพบว่า พฤติการณ์ก่อเหตุจะทำในลักษณะรูปแบบขบวนการ แบ่งหน้าที่ในการหาเป้าหมาย วางแผนเตรียมการ โดยจะใช้ช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำการลักลอบตัดไม้ ตลอดจนการเคลื่อนขนย้ายทั้งทางบกและทางน้ำ โดยจะมีนายทุนเป็นซึ่งเป็นผู้กว้างขวางเป็นผู้ให้การสนับสนุน โดยในแนวทางการสืบสวน จะได้ทำการติดตามจับกุมกลุ่มคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ มาทำการสืบขยายผล ในการติดตามกวาดล้างเครือข่ายร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/460255

ชาวประมงที่ปากพนัง แจ้งนายอำเภอไปช่วยวาฬเพชรฆาตดำยังไม่โตเต็มที่ เกยตื้นอยู่ในทะเลใกล้หาดทราย เรียกจนท.ประมงชายฝั่งมาตรวจอาการ พบป่วย หายใจรวยริน อ่อนแอเลยถูกคลื่นซัด ประสานสัตวแพทย์จากภูเก็ตมาช่วยชีวิต   

alt      

     นายธัญญพัฒน์ พัฑฒิคงพันธุ์ นายอำเภอปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ต.ท่าพญา อ.ปากพนัง ว่า มีปลาวาฬหรือวาฬถูกคลื่นซัดมาเกยตื้น ที่บริเวณริมฝั่งอ่าวไทยบ้านหน้าโกฏิ ใกล้ปากน้ำท่าพญา จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ประมงอำเภอ รุดไปตรวจสอบ

     ที่ริมฝั่งทะเลดังกล่าว พบวาฬเพชฌฆาตดำ ความยาว 3.5 เมตร น้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม ไม่ทราบเพศ อยู่ในน้ำทะเลริมฝั่งจุดที่ใกล้หาดทราย จึงระดมชาวบ้านเข้าช่วยเหลือ โดยปักเสาและใช้ตาข่ายกั้นเป็นร่มให้ เนื่องจากแดดจ้า เกรงว่าปลาจะร้อนและตายลง

     ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง มาร่วมตรวจสอบและให้การช่วยเหลือวาฬเพชฌฆาตดำดังกล่าว

     ต่อมานายสมชาย มั่นอนันต์ทรัพย์ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง และคณะ ได้มาร่วมตรวจสอบ พบว่าวาฬตัวนี้มีอาการเพลียและอ่อนแอมาก หายใจรวยริน 40 ครั้งต่อ 5 นาที จึงได้ให้ยาปฏิชีวะ

     นายสันติ นิลวัตร นักวิชาการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง กล่าวว่า วาฬตัวนี้ยังโตไม่เต็มที่ เนื่องจากหากโตเต็มที่จะมีขนาดใหญ่กว่านี้มาก ซึ่งอาจว่ายน้ำหลงฝูง หรือมีอาการป่วย หรืออาจกินวัตถุไม่ย่อยสลาย เช่นพลาสติกหรือโฟมเข้าไป จึงเกิดอาการป่วยทำให้ร่างกายอ่อนแอ แล้วถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้นในบริเวณนี้

    

 
Read More ...