porno

ข่าวสิ่งแวดล้อม

โดย: สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS
วันที่ 10 เมษายน 2557
ที่มา: http://news.thaipbs.or.th
 
               รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามความคืบหน้าการกู้เรือนภสินธ์ที่จมลงบริเวณอ่าวมหาชัย จ.สมุทรสาคร พร้อมสั่งให้หน่วยงานในสังกัดสนับสนุนการกู้ซากเรือขึ้นมาโดยเร็วที่สุด ขณะที่กรมเจ้าท่าได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของเรือและนายท้ายเรือแล้ว
               จากเหตุเรือนภสินธ์ ที่จมลงบริเวณอ่าวมหาชัย ทำให้คราบน้ำมันยังคงลอยตามกระแสน้ำเข้าสู่ชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง แม้นักประดาน้ำจะพยายามอุดรอยรั่ว โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้ลากเรือนภสินธ์ ให้เข้ามาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น เพื่อเตรียมการกู้เรือขึ้นผิวน้ำอย่างเร่งด่วน
               นายธนกร ไพรรักษา รองประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพันท้ายนรสิงห์ กล่าวว่า ชาวบ้านที่ทำประมง เริ่มได้รับผลกระทบ เพราะหลังเกิดเหตุไม่มีปลาเข้ามาบริเวณชายฝั่ง ส่วนผู้ที่เลี้ยงหอยแครงก็ไม่สามารถระบายน้ำเข้าออกได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อีก 10 วัน จะทำให้หอยแครงที่เลี้ยงไว้ตายทั้งหมด ขณะที่ การรับซื้ออาหารทะเลก็เริ่มได้รับผลกระทบ เพราะลูกค้าไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัย
นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ลงพื้นที่ ต.พันท้ายนรสิงห์ ติดตามการกู้เรือ ได้สั่งการให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนับสนุนนักประดาน้ำและอุปกรณ์ให้สามารถกู้เรือขึ้นมาให้เร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบ
               ส่วนการดำเนินคดีกับเจ้าของเรือ และผู้เกี่ยวข้อง นายสุรชาติ บุญมามอญ นักวิชาการขนส่งชำนาญการ สำนักงานเจ้าท่า จ.สมุทรสาคร ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ต.ภูธรโคกขาม จ.สมุทรสาคร ให้ดำเนินคดีกับเจ้าของเรือ และนายท้ายเรือ ซึ่งตำรวจจะเรียกตัวมาสอบปากคำเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนจะเข้าข่ายการกระทำผิดในข้อหาใดนั้น จะต้องตรวจสอบเอกสารการขออนุญาตเดินเรือจากกรมเจ้าท่า และหลักฐานอื่นๆ อีกครั้ง
 
โดย:  Nation Channel 
วันที่ 9 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.nationchannel.com/
 
alt
               ห่วงกระทบโลมาอิรวดี 30ตัว -ป่าชายเลน และหอยแมลงภู่
               สำนักงานเจ้าท่าจังหวัดสมุทรสาคร เร่งส่งเจ้าหน้าที่นำเรือเด่นสุทธิ เข้ากำจัดคราบน้ำมันจากเหตุเรือบรรทุกน้ำมันใช้แล้ว รั่วลงทะเลในพื้นที่ปากคลองประมง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร ล่ม พบน้ำมันรั่ว 1 พันลิตร ขณะที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ห่วงผลกระทบต่อแหล่ง  โลมาอิรวดี  และป่าชายเลนสมบูรณ์
               นายสุรชัย บุรพานนทชัย ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้นำเรือ เด่นสุทธิเข้ามาเร่งกำจัดคราบน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเลบริเวณปากคลองประมง ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาครแล้ว โดยจากการตรวจสอบเบื้องต้นเป็นเรือที่มีความยาว 16 เมตร ที่ใช้ขนส่งน้ำมันที่ผ่านการใช้แล้วเพื่อจะนำไปรีไซเคิลแต่เกิดล่มเมื่อวันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา และมีการรั่วไหลของน้ำมันออกจากเรือคาดว่ามีน้ำมันรั่วประมาณ 1,000 ลิตร และน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 วันในการกำจัดคราบน้ำมันที่ร่วลงทะเล 
               "เจ้าหน้าที่ได้ทำการอุดรู้ที่รั่วแล้ว และได้ใช้เรือเด่นสุทธิซึ่งเป็นเรือที่ใช้ขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากคราบน้ำมัน  โดยในเรือเด่นสุทธินั้น เป็นเรือซึ่งมีอุปกรณ์ในการดูดซับและมีสารเคมีที่สามารถใช้ดักจับคราบน้ำมันได้ ทั้งนี้จากการประเมินสถานการณ์เหตุน้ำมันรั่ว ครั้งนี้ไม่รุนแรงเนื่องจากปริมาณน้ำมันที่รั่วมีจำนวนไม่มากแต่เจ้าหน้าที่ยังคงจะต้องเฝ้าติดตามทิศทางของคราบน้ำมันเพื่อเร่งกำจัดให้หมด รวมถึงเก็บตัวอย่างน้ำทะเลในพื้นที่มาตรวจหาค่ามลพิษต่อไป"
               ขณะที่นายสถาพร บุตรดา ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 2 จ. สมุทรสาคร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางทช. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาร่วมกับกรมเจ้าท่า พบคราบน้ำมันใช้แล้วที่ไหลออกจากเรือที่ล่มมีการระจายออกสู่ทะเล ในรัศมีปริมาณ 7 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันออกจากจุดที่ล่ม
               โดยคราบน้ำมันที่ลอยอยู่ผิวน้ำมีสีดำ กระจัดกระจายพัดเข้าหาฝั่ง และชุมชนพันท้ายนรสิงห์ ที่ตั้งจากจุดเกิดเหตุเพียง 1 กิโลเมตร และค่อนข้างเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากคราบนำมันลอยเข้าไป เพราะบริเวณนี้เป็นหมู่บ้านประมงเลี้ยงหอยแมลงภู่กว่า 100  แห่ง 
               "  ในวันนี้ ทางศูนย์ฯจะส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจผลกระทบที่เกิดจากคราบน้ำตามแนวชายฝั่งอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วัน เบื้องต้นเป็นห่วงผลกระทบที่เกิดต่อ โลมาอิรวดี ซึ่งมีประมาณ 30 ตัว เพราะบริเวณที่มีน้ำมันรั่วเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเล รวมทั้งยังเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่สมบูรณ์แถบจังหวัดสมุทรสาคร และสมุทรปราการ ซึ่งหากทิศทางคราบน้ำมันไหลเข้าไปยังป่าชายเลน และเกาะติดตามลำต้นและรากก็อาจทำให้เกิดผลกระทบ รวมทั้งป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่หลากหลายมาก ดังนั้นจึงต้องตามผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป แต่เบื้องต้นทางกรมเจ้าท่า กำลังเร่งกำจัดคราบน้ำมัน และตีวงไม่ให้น้ำมันกระจายพื้นที่ไปไกลมาก" นายสถาพร  กล่าว
               ด้านนายวีระ  พลายรักษา  รองประธานกลุ่มเกษตกรทำประมงพันท้ายนรสิงห์ จ.สมุทรสาคร  กล่าวว่า บริเวณนี้มีชุมชนประมงอาศัยอยู่ และมีการเลี้ยงหอยแมลงภู่อยู่ประมาณ 100 เจ้า และเริ่มเจอคราบน้ำมันเข้าไปเกาะตามหลักเสาหอยแล้ว  70 แปลง ที่ได้สัมปทานจนถึงพื้นที่เขตโคกขาม เพราะกระแสน้ำมันยังอยู่ในบริเวณใกล้ๆ ที่เรือล่ม ส่วนหอยจะตายทันทีหรือไม่นั่น ต้องรอดูอีก 1-2 วันนี้ 
               โดยเราต้องออกไปสำรวจผลกระทบที่จะเกิดตัวหอย เพราะถึงแม้จะมีการเร่งกำจัดคราบน้ำมัน แต่กระแสน้ำที่ไหลวนเวียนในอ่าวตัว ก. อาจจะทำให้คราบน้ำมันพัดเข้าไปในแหล่งเลี้ยงหอยแมลงภู่ เพราะชาวบ้านต้องเปิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงหอย  และเจ้าของบางบ่อก็ยังไม่รู้ว่ามีเรือน้ำมันจมอยู่ในบริเวณใกล้เคียง  จึงอยากให้ทางท้องถิ่น ประกาศให้ชาวประมงที่อยู่ในพื้นที่ต.พันท้ายนรสิงห์ ต.โคกขาม จ.สมุทรสาคร และถึงเขตบางขุนเทียน จ.สมุทรปราการ ให้รับมือกับผลกระทบนี้ 
 
โดย: แนวหน้า
วันที่ 10 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.naewna.com/
 
               เมื่อวันที่ 9 เมษายน  สภาทนายความได้นำชาวบ้านชุมชนแพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และประชาชนที่มีที่พักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงจำนวน 162 คน ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากเหตุไฟไหม้บ่อขยะภายในซ.แพรกษา 8 เดินทางมายื่นฟ้อง 7           หน่วยงานรัฐต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้มีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวชาวบ้านและจัดทำแผนปฏิบัติการขจัดมลพิษด้านขยะอย่างเป็นรูปธรรม และให้ดำเนินคดีต่อผู้ประกอบกิจการรับบริการขนขยะโดยไม่ชอบด้วยพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535
               สำหรับ 7 หน่วยงานรัฐที่ถูกยื่นฟ้องครั้งนี้ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) แพรกษา สาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ อุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  ในข้อหาทำผิดพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และ พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535
               นายสำนวน ประพิณ รองประธานอนุกรรมการสิ่งแวดล้อมฝ่ายคดี สภาทนายความ ผู้รับมอบอำนาจ กล่าวว่า ชาวบ้านทั้ง 162 คนจำเป็นจะต้องใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 66, 67 เพราะจนขณะนี้ไฟยังไม่ดับสนิททำให้เกิดก๊าซพิษส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของชาวบ้านดังกล่าว รวมถึงพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านได้รับความเสียหายปะปนไปด้วยสารพิษ
               วันเดียวกันนายภูวิช  ยมหา  ผู้อำนวยการบริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ( ดีเอสไอ) พร้อมด้วยนายสุรพล  ชามาตย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เดินทางเข้าตรวจสอบโรงงานฟอกหนังซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยเทศบาลบางปู 88 (ซอยโรงหมี่)  หมู่ 6 ตำบลบางปู อำเภอเมืองสมุทรปราการ เพื่อสุ่มเก็บตัวอย่างเศษหนังสัตว์ และสารเคมีที่ใช้ในการฟอกหนัง มาทำการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ เปรียบเทียบกับเศษหนังสัตว์และกากตะกอนอุตสาหกรรมที่พบในบ่อขยะที่เกิดเหตุเพลิงไหม้
               อย่างไรก็ตามโรงงานไหวตัวทันปิดทำการหนีไปก่อน เหลือเพียงกองหนังสัตว์ที่คาดว่าเคลื่อนย้ายออกไปไม่ทันกองเอาไว้เท่านั้นแต่ไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าหรือคนงานแต่อย่างใด ทางเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ ช่วยให้ออกหมายเรียกตัวเจ้าของโรงงานดังกล่าวเข้าพบเพื่อชี้แจงและรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
               ด้านนายสุรพล  กล่าวว่า การปราบปรามโรงงานเถื่อนจะต้องทำคู่กันไปกับการป้องกันและจัดการกับโรงงานที่ลักลอบทิ้งขยะพิษ
               ในขณะที่นายภูวิช  ยมหา  ผู้อำนวยการบริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ กล่าวว่า จาการตรวจสอบ โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการลักลอบกาทิ้งบ่อแพรกษานั้นมีประมาณ 200 โรง และได้ออกหมายเรียกทาง ผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขนส่งผู้กำจัด เอามาตรวจสอบ เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างเด็ดขาดต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาได้จับกุมดำเนินคดีแล้ว 7 โรง โดยจะทยอยจับกุมเรื่อยๆ
 
โดย: เดลินิวส์
วันที่ 11 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/
 
               นายนิพนธ์ โชติบาลรักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในฐานะหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ดูแล ป้องกัน ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งประกอบไปด้วย
               นายนิพนธ์ โชติบาลรักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในฐานะหน่วยงานหลักในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครอง ดูแล ป้องกัน ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งประกอบไปด้วย อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั่วประเทศ ซึ่งมีเนื้อที่รวมกันประมาณ 73 ล้านไร่ จึงต้องให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าอย่างเข้มข้นเร่งด่วน 
               “ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดและเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการต่าง ๆ บังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด ทั้งการล่าสัตว์ป่า การลักลอบตัดไม้การบุกรุกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ของกลุ่มนายทุนและให้เร่งรัดการยึดคืนผืนป่าที่ถูกบุกรุก การตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินที่ออกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์โดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างเฉียบขาด” นายนิพนธ์ กล่าว
               สำหรับการดำเนินการในเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้ป่าไม้และสัตว์ป่าถูกทำลาย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุด กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้จัดตั้งชุดปฏิบัติการพิเศษลาดตระเวนทางยุทธวิธีในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือ หน่วยพญาเสือ ขึ้น ซึ่งเป็นหน่วยที่มีสมรรถนะสูงได้รับการฝึกฝนให้มีความสามารถด้านการลาดตระเวนในพื้นที่ป่า เข้าสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามของเจ้าหน้าที่หลักให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์จะมีอาวุธที่ทันสมัย จึงจำเป็นต้องส่งเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนด้านยุทธวิธีมาเป็นอย่างดี เข้าร่วมปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองและเพื่อให้สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ทันที 
               รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวอีกว่า จากการปฏิบัติงานอย่างเฉียบขาดของเจ้าหน้าที่ ทำให้ในปี 2556 ที่ผ่านมา สามารถจับกุมการบุกรุกทำลายป่าได้ทั้งสิ้น 1,867 คดี ผู้ต้องหาจำนวน 680 คน รวมเนื้อที่ 17,876-1-41.61 ไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายของพื้นที่ป่าประมาณ 1,000 ล้านบาท
               คดีการลักลอบตัดไม้พะยูงสามารถตรวจยึดจับกุมได้ 1,619 คดี ผู้ต้องหาจำนวน 1,052 คน ของกลาง 18,255 ท่อน/แผ่น/เหลี่ยม คิดเป็นมูลค่า 557,754,380 บาท ส่วนการลักลอบตัดไม้ประเภทอื่น เช่น ไม้สัก สามารถตรวจยึดไม้สักของกลางรวม 4,692 ท่อนแผ่น/เหลี่ยม ขณะเดียวกันยังมีคดีความผิดเกี่ยวกับสัตว์ป่าอีก 600 คดี ผู้ต้องหา 687 คน ของกลางทั้งสัตว์ป่ามีชีวิต 10,757 ตัว และซากสัตว์ป่า 1,311 ซาก
               “ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว แม้ จะเป็นที่น่าพอใจ แต่กรมอุทยานแห่งชาติฯ จะเพิ่มความเข้มข้นในการสกัดการคุกคามสัตว์ป่าและป่าไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศอย่างต่อเนื่องต่อไป” นายนิพนธ์กล่าวพร้อมเน้นย้ำว่า การดำเนินการของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยดูแลรักษาพื้นที่ป่าอนุรักษ์เอาไว้ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นการบุกรุกป่า ล่า และค้าสัตว์ป่า หรือแม้กระทั่งมีการจุดไฟเผาป่า สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่สายด่วนกรมอุทยานแห่ง   ชาติฯ หมายเลข 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.
 
โดย: เดลินิวส์
วันที่ 11 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.dailynews.co.th/
 
               เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.1 ริคเตอร์ ใกล้กรุงมานากัว เมืองหลวงของนิการากัว เบื้องต้นบาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน และบ้านเรือนได้รับความเสียหายแล้ว 6 หลัง
               สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมานากัว ประเทศนิการากัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ว่าสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ ( ยูเอสจีเอส ) ตรวจพบการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.1 ริคเตอร์ เมื่อเวลา 17.27 น. ตามเวลาท้องถิ่นของนิการากัว ( 06.27 น. วันศุกร์ตามเวลาในประเทศไทย ) โดยมีจุดศูนย์กลางลึกลงไปใต้พื้นดินราว 10 กิโลเมตร และห่างจากกรุงมานากัวไปทางตอนเหนือราว 50 กิโลเมตร
               เบื้องต้นยังไม่มีการประกาศเฝ้าระวังการก่อตัวของคลื่นสึนามิ แต่แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในเมืองหลายแห่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหว และทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน ขณะที่บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายแล้ว 6 หลัง
 
โดย: ไทยรัฐ
วันที่ 11 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.thairath.co.th/
 
               เกิดแผ่นดินไหวขนาด 1.4 จุดศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย...
               เมื่อวันที่ 11 เม.ย. มีรายงานว่า สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 1.4 จุดศูนย์กลางอยู่ในพื้นที่ ต.บ้านเป้า อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เมื่อเวลา 01.05 น. วันที่ 11 เม.ย. เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย และการรับรู้แรงสั่นสะเทือน.
 
โดย: สำนักข่าวไทย
วันที่ 10 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.mcot.net/
 
ปตท.สผ.สยาม ยืนยันบริษัทไม่มีการทิ้งเศษหินและน้ำโคลนจากกระบวนการเจาะสำรวจปิโตรเลียมลงทะเลอ่าวไทย แต่นำมาบำบัดบนฝั่งตามมาตรฐานสากล
 
               กรุงเทพฯ 10 เม.ย.-ปตท.สผ.สยาม แจงกรณีคลิปกล่าวหาบริษัททิ้งสารปนเปื้อนลงสู่อ่าวไทย ยืนยันไม่มีการทิ้งเศษหินและน้ำโคลนจากกระบวนการเจาะสำรวจปิโตรเลียมลงทะเล แต่นำมาบำบัดบนฝั่งตามมาตรฐานสากล
               จากกรณีที่มีการโพสต์ภาพข้อความและคลิปวิดีโอเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงใน Social media ซึ่งพาดพิงถึงบริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ว่าในกระบวนการเจาะน้ำมันมีการทิ้งน้ำโคลนและสารปนเปื้อนลงสู่ทะเลอ่าวไทยนั้น บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ขอเน้นย้ำเกี่ยวกับการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมของบริษัทที่ยึดมั่นการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย มั่นคง อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายหลักของบริษัทในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด
               สำหรับการดำเนินงานในการเจาะหลุมสำรวจในแปลงบี 6/27 บริเวณนอกชายฝั่ง อ.หลังสวน จ.ชุมพร ก็เช่นกัน บริษัทได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินงานทุกๆ ด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับชุมชนและสภาพแวดล้อม โดยไม่มีการทิ้งเศษหินและน้ำโคลนจากกระบวนการเจาะลงทะเล แต่นำมาบำบัดบนฝั่งตามมาตรฐานสากล
               สำหรับภาพของเหลวที่ปล่อยลงทะเล ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตและเผยแพร่ภาพทางสื่อต่างๆ นั้น ปตท.สผ.ขอชี้แจงว่า น้ำที่เห็นในภาพเป็นน้ำทะเลที่ดูดขึ้นมาเพื่อนำไปใช้ในการระบายความร้อนให้อุปกรณ์บนแท่นเจาะและปล่อยกลับลงสู่ทะเล ไม่ใช่น้ำโคลน ไม่มีสีดำ รวมทั้งไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีแต่อย่างใด
               ทั้งนี้ ปตท.สผ.ได้เชิญนายอำเภอหลังสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าสังเกตการณ์ที่แท่นเจาะเกี่ยวกับน้ำระบายความร้อน หรือน้ำหล่อเย็นดังกล่าว โดยมีปลัดอำเภอหลังสวนและสื่อมวลชนส่วนหนึ่งได้เข้าสังเกตการณ์บริเวณแท่นเจาะเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2557
               อย่างไรก็ตาม ปตท.สผ.สยาม ขอแจ้งว่าบริษัทได้เสร็จสิ้นการเจาะสำรวจหลุมนกแก้วในแปลงบี 6/27 จำนวน 1 หลุมตามแผนงานแล้ว โดยผลการเจาะหลุมสำรวจครั้งนี้ไม่พบน้ำมัน และขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการปิดหลุมสำรวจและเก็บอุปกรณ์ โดยแท่นเจาะและเรือสนับสนุนต่างๆ จะเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ประมาณกลางเดือนเมษายน 2557 โดยบริษัทฯ ได้แจ้งแก่หน่วยงานราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องให้ทราบแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557
               บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ในนาม ปตท.สผ.ขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า แท่นผลิตปิโตรเลียมอื่นๆ ของ ปตท.สผ.ในอ่าวไทย มีการผลิตก๊าซธรรมชาติและคอนเดนเสทเท่านั้น มิได้มีการผลิตน้ำมันดิบ.-สำนักข่าวไทย
 
โดย: สำนักข่าวไทย
วันที่ 10 เมษายน 2557
ที่มา: http://www.mcot.net/

 กปน.ผนึก 7 หน่วยงาน “ปฏิบัติการหน่วงน้ำเค็ม” เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงรอบสอง ซึ่งมีแนวโน้มอาจเกิดวิกฤติน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนพฤษภาคมนี้
               กรุงเทพฯ 10 เม.ย.- กปน.ผนึก 7 หน่วยงาน “ปฏิบัติการหน่วงน้ำเค็ม” เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงรอบสอง ซึ่งมีแนวโน้มอาจเกิดวิกฤติน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนพฤษภาคมนี้
               นายปราโมทย์ รอดยิ้ม ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนาการผลิต ระบบส่งและจ่ายน้ำ การประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า กปน. ได้เข้าร่วม "ปฏิบัติการหน่วงน้ำเค็ม" ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ นำโดย ดร.รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการฯ และผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมกับกรมชลประทาน การประปานครหลวง กรมทางหลวง กองทัพเรือ และกรุงเทพมหานคร ในการบริหารจัดการและผลักดันน้ำ เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงรอบสอง ซึ่งมีแนวโน้มอาจเกิดวิกฤติน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อการใช้น้ำของประชาชนในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร
               นายปราโมทย์ กล่าวว่า ในช่วงหน้าแล้งนี้ กปน.ได้มีการติดตามและเฝ้าระวังสภาวะน้ำทะเลหนุนมาโดยตลอด นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กปน.สามารถบริหารจัดการและควบคุมระบบการผลิตน้ำประปาให้มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทุกช่วงเวลา และคาดว่าจะคงคุณภาพได้ต่อเนื่องไปตลอดจนถึงสิ้นเดือนเมษายน แต่จากการวิเคราะห์และคาดการณ์ของคณะอนุกรรมการฯ ว่าช่วงกลางเดือนพฤษภาคม สถานการณ์ความเค็มอาจเกิดขึ้นอีกครั้งจากการหนุนสูงของน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทย  กปน. จึงได้เข้าร่วม "ปฏิบัติการหน่วงน้ำเค็ม" โดยความร่วมมือจากอีก 6 หน่วยงาน จากส่วนราชการต่างกรม ต่างกระทรวง เพื่อผนึกกำลังร่วมกันแก้ไขวิกฤตการณ์ระดับชาติในครั้งนี้ โดย กปน.ให้ความร่วมมือในการผันน้ำจากคลองประปาฝั่งตะวันตกซึ่งรับน้ำจากเขื่อนแม่กลอง เพราะมีปริมาณน้ำเพียงพอและไม่ประสบปัญหาจากวิกฤติน้ำทะเลหนุนสูง ลงสู่คลองปลายบาง คลองมหาสวัสดิ์ คลองบางกอกน้อย ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อช่วยเจือจางความเค็ม โดยมีกรมชลประทานควบคุมการระบายน้ำตั้งแต่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท คลองลัดโพธิ์ สำหรับแหล่งน้ำด้านตะวันออก และด้านตะวันตก ก็ผันน้ำเพิ่มเติมจากเขื่อนแม่กลอง พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำฉิมพลีและประตูระบายน้ำยายส่อนให้สอดคล้องกับช่วงการขึ้นลงของน้ำทะเล และ กปน. ให้การสนับสนุนน้ำมัน 1,000 ลิตรต่อวันสำหรับเครื่องสูบน้ำที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมทางหลวง และสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ด้านกองทัพเรือ ให้การสนับสนุนเรือผลักดันน้ำความแรงสูงรวม 30 ลำ ในคลองบางกอกน้อยและคลองมหาสวัสดิ์ เพื่อเร่งส่งน้ำจืดลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงน้ำลง.-สำนักข่าวไทย
 
โดย: สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS
วันที่ 11 เมษายน 2557
ที่มา: http://news.thaipbs.or.th
 
               นักศึกษาในอิสราเอลประดิษฐ์ครีบเทียม เพื่อช่วยเหลือเต่าทะเล ที่พิการครีบหน้า ครีบหลังขาด ให้มันสามารถใช้ชีวิตในธรรมชาติได้ต่อไป
               นักศึกษาในอิสราเอลประดิษฐ์ครีบเทียม และทดลองนำมาติดตั้งบนกระดองของเต่าทะเลที่ชื่อ ฟรีดอม (Freedom) หรือที่เรียกกันในภาษาฮิบบรูว์ว่า โฮเฟช (Hofesh) เป็นเต่าทะเลเขียวที่ต้องพิการ หลังว่ายไปติดอวนของชาวประมงเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทำให้มันต้องสูญเสียครีบหน้าครีบหลัง เพราะขาดติดอวนไป แม้จะได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มพิทักษ์สัตว์ แต่โฮเฟชก็ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติในทะเลได้อีก และต้องนอนอยู่ในบ่อพักฟื้น เพราะไม่สามารถว่ายน้ำได้
               แต่แล้วเจ้าโฮเฟชก็เหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง เมื่อนักศึกษาในอิสราเอลประดิษฐ์ครีบเทียม และติดตั้งบนกระดองของมัน ซึ่งก็ช่วยให้มันสามารถพยุงตัว และว่ายน้ำไปมาได้ ทำให้โฮเฟชมีความหวังว่าจะได้กลับไปใช้ชีวิตในธรรมชาติ และแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนเต่าทะเลเขียว ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์อีกชนิดหนึ่งของโลก
 
โดย: สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส Thai PBS
วันที่ 11 เมษายน 2557
ที่มา: http://news.thaipbs.or.th
 
               เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ต้องจัดชุดเฝ้าระวังช้างป่าที่คาดว่าถูกรถชนบาดเจ็บ ใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เนื่องจากยังไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวได้
               เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ฐานบ้านทรัพย์หนองบัวแดง สนธิกำลังร่วมกับทหารพราน วางแผนเพื่อช่วยเหลือช่างป่าเพศผู้ อายุประมาณ 25 ปี บริเวณ ถนนวังน้ำเย็น-หนองคอก บ้านทรัพย์หนองบ้วแดง ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ที่ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบช้างถูกรถชนบาดเจ็บ เดินไม่ไหวตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าใกล้ช้างได้
               นายบุญเลิศ ผิวพันธ์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ฐานบ้านทรัพย์หนองบัวแดง เปิดเผยว่า ได้จัดชุดเฝ้าคอยระวัง ดูอาการอย่างใกล้ชิด เพื่อรอหน่วยสัตวแพทย์เดินทางเข้ามารักษา เบื้องต้นช้างมีอาการหงุดหงิด จากอาการเจ็บปวดที่บาดแผล เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถเข้าไปใกล้ตัวช้างได้ จึงยังไม่ทราบจุดที่เกิดบาดแผล และทำให้อักเสบ
               ขณะเดียวกันได้ร้องผ่านสื่อมวลชน ไปยังรถที่วิ่งผ่านเส้นทาง ถนนวังน้ำเย็น-หนองคอก บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 25-26 บ้านทรัพย์หนองบ้วแดง โปรดลดความเร็ว เนื่องจากช้างอาจเดินออกมาขออาหารจากรถที่วิ่งผ่านไปมา และทำให้เกิดอุบัติเหตุกับช้างได้
 
Read More ...