ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000073617

อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีเดินหน้าปิดป้ายประกาศยึดคืนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ถูกบุกรุกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามนโยบาย คสช. มีพื้นที่เป้าหมาย 4 อำเภอ 9 แปลง รวม 6,859 ไร่
      
       รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดอุดรธานี มณฑลทหารบกที่ 24 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการปิดป้ายประกาศ ส.ป.ก.ตามนโยบาย คสช.ที่มีมาตรการในการแก้ปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่ถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ณ แปลงที่ดินหมายเลขที่ CL3356 เนื้อที่ประมาณ 905.42 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ 5 บ้านหาดสถาพร ต.ทมนางาม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี เพื่อให้ผู้ครอบครองที่ดินทราบและมายื่นคัดค้านต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดอุดรธานีภายใน 15 วัน พร้อมแสดงหลักฐานการแสดงสิทธิในที่ดิน
      
       ทั้งนี้ ตามประกาศสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินงานกับผู้ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี รวม 4 อำเภอ จำนวน 9 แปลง เนื้อที่ประมาณ 6,859.66 ไร่ ประกอบไปด้วย อ.โนนสะอาด จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 905.42 ไร่ ในเขต ต.ทมนางาม และ ต.บุ่งแก้ว, อ.ศรีธาตุ จำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 3265.22 ไร่ อยู่ในเขต ต.จำปี ต.ตาดทอง และต.หัวนาคำ, อ.วังสามหมอ จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 720.99 ไร่ เขต ต.บะยาว และอ.เพ็ญ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 1,068.03 ไร่ ในเขต ต.เพ็ญ ต.บ้านธาตุ และ ต.บ้านเหล่า
      
       สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะดำเนินการปิดประกาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่วทำการกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมปิดป้ายประกาศขนาดใหญ่ ณ แปลงที่ดินแปลงละ 2 จุด ในระหว่างวันที่ 25 ถึง 27 กรกฎาคม 2559
      
       อย่างไรก็ตาม ภายหลังสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้ครอบครองพื้นที่เป้าหมายแล้วจะได้เร่งดำเนินการนำที่ดินดังกล่าวมาจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ทำกินให้ชุมชนของรัฐบาล รวมถึงจัดให้แก่เกษตรกรที่ถือครองที่ดินเดิม รวมถึงบุคคลในครอบครัวเดียวกัน หรือผู้สืบสันดานที่ได้ร่วมทำประโยชน์ในที่ดิน และไม่เป็นอุปสรรคต่อการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลต่อไป

 
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/politics/511371

ม็อบชุมชนคลองไทร ร้องขออยู่ในพื้นที่สวนปาล์มกว่าพันไร่ วอนส.ป.ก.จัดสรรที่ทำกินรายละ 11 ไร่ ด้าน“อำนวย”รับปากยังไม่ไล่รื้อเร่งลงพื้นที่ดูสภาพจริง

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นายอำนวย ปะติเส ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนรับหนังสือขอความเป็นธรรมจากนายสุรพล สงฆ์รักษ์ แกนนำชุมชนคลองไทร จ.กระบี่ พร้อมชาวบ้านกว่า 200 คน ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เรียกคืนที่ดินส.ป.ก.เกิน 500 ไร่ และขอที่ดินทำกินรายละ 11 ไร่ ภายในสวนปาล์มของบริษัท จิงกังจุ้ยพัฒนา เนื้อที่กว่า 1,434 ไร่ บริเวณรอยต่อระหว่าง จ.กระบี่กับสุราษฎ์ธานี ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ชนะคดีบริษัทดังกล่าว และบริวารออกจากที่ดิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคืนที่ให้ ส.ป.ก.เมื่อปี2557  โดยนายสุรพล กล่าวว่า ชุมชนขอใช้พื้นที่เพียง 1,000 กว่าไร่ หากส.ป.ก.ใช้คำสั่งหัวหน้าคสช. มากวาดล้างคนออกให้หมด ถามว่าคน 70 ครอบครัว 200 กว่าชีวิต สัตว์เลี้ยงเอาอะไรกิน แม้รัฐบาลต้องหาศูนย์อพยพให้อยู่ แต่คงไม่พอ จึงขอให้ช่วยแก้ไขโดยสภาพข้อเท็จจริง แม้เราไม่ใช่คนในพื้นที่ พวกเราอยู่มา 9 ปีด้วยความหวังว่าส.ป.ก.มอบที่ดินให้ทำกินแบบสหกรณ์ในพื้นที่สวนปาล์ม  เราใช้ประโยชน์แค่ 700 ไร่ ฝั่งจ.สุราษฎ์ ส่วนฝั่ง จ.กระบี่ กว่า 1,000 ไร่ ยังเป็นของบริษัท มีลูกไร่มาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์  

ขอพื้นที่นี้ไม่ต้องใช้คำสั่งหัวหน้าคสช.เรียกคืนพื้นที่500 ไร่ขึ้นไป และห้ามรื้อแปลงจัดสรรไว้แล้วรายละ 11 ไร่ มีการประเมินว่า9 ปีประสบความสำเร็จอยู่ในอาชีพได้ ขอให้รัฐบาลนำโมเดล ชุมชนคลองไทร เป็นพื้นที่นำร่อง หากใช้”ลานสักโมเดล จ.อุทัยธานี”  จัดสรรรายละ 5ไร่ ยังทำเพียง1ปีเท่านั้นยังไม่มีผลสำฤทธิ์ ซึ่งส.ป.ก. ก่อนนำคำสั่งหัวหน้าคสช.บังคับใช้ ต้องจำแนกแยกแยะนายทุนและเกษตรกรด้วย  ในอดีตชาวบ้านได้ช่วยชี้เบาะแสให้ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่นายทุนที่เข้ามายึดครองที่ดินนี้ 40 กว่าปี จึงขอให้ส.ป.ก.หยิบยกการแก้ไขปัญหาร่วมกับชาวบ้านมาเป็นโมเดลนำร่อง”นายสุรพล กล่าว

ด้านนายอำนวย กล่าวว่า ตนเข้าใจดีกว่าเป็นปัญหานี้สืบเนื่องมาจากกลุ่มสมัชชาคนจน เรียกร้องที่ทำกิน ทั้งคนอยู่ในป่า คนอยู่ในพื้นที่ส.ป.ก. จึงต้องไปสู่การปฎิรูปที่ดินทั้งระบบ ตนนำเสนอปัญหาต่อ รมว.เกษตรฯ และจะเดินทางไปดูสภาพพื้นที่จริงในวันที่ 5 ส.ค.นี้ เพื่อแก้ไขได้ตรงจุด โดยยังไม่มีหน่วยกำลังใดๆเข้าไปไล่รื้อ.
 
ที่มา : http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000073670

ตรัง - เทศบาลตำบลนาตาล่วง อ.เมืองตรัง ถูกเลือกให้เป็นชุมชนต้นแบบกำจัดขยะอย่างครบวงจรของจังหวัด โดยสามารถลดขยะลงได้เดือนละกว่า 1 หมื่นกิโลกรัม และช่วยประหยัดค่าบริการทิ้งขยะเดือนละกว่า 3 หมื่นบาท
      
       วันนี้ (25 ก.ค.) นายณัฐพงษ์ เนียมสม นายกเทศมนตรีตำบลนาตาล่วง อ.เมือง จ.ตรัง กล่าวว่า เนื่องจากเทศบาลตำบลนาตาล่วง มีพื้นที่ติดต่อกับชุมชนเมือง และเป็นทางผ่านที่จะเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองตรัง รวมถึงเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอันดับต้นๆ ของจังหวัด ซึ่งจะสังเกตได้จากจำนวนหมู่บ้านจัดสรร โรงงาน ร้านอาหาร บ้านเช่า และประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลโดยตรงต่อปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในช่วงแรกทางเทศบาลได้จัดให้มีรถเก็บขยะ ขนาดความจุ 6 ตัน ออกให้บริการตามเส้นทางสายหลัก และพบปัญหาในส่วนของการจัดเก็บตามตรอกซอกซอยต่างๆ ที่ไม่ทั่วถึง ทำให้มีขยะตกค้าง ทางคณะผู้บริหารจึงได้มีการจัดซื้อรถขยะ ขนาดความจุ 1 ตัน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
         นอกจากนั้น ทางเทศบาลยังได้นำถังขยะขนาดความจุ 200 ลิตร ไปตั้งเอาไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้บริการประชาชน และมีปริมาณขยะที่ทำการจัดเก็บได้เดือนละกว่า 100 ตัน ทำให้ต้องเสียค่าบริการทิ้งขยะให้แก่ทางเทศบาลนครตรัง ประมาณเดือนละ 70,000-80,000 บาท เนื่องจากเทศบาลตำบลนาตาล่วง ไม่มีที่ทิ้งขยะเป็นของตัวเอง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพปัจจัยต่างๆ ในพื้นที่ก็มีผลต่อประมาณขยะที่อาจจะปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เช่น การจัดงานบำเพ็ญกุศลศพ งานมงคลสมรส รวมไปถึงสภาพดินฟ้าอากาศ เพราะหากอยู่ในช่วงหน้าฝน ถึงแม้ว่าปริมาณการทิ้งขยะจะเท่าเดิม แต่ขยะที่ชุ่มน้ำก็จะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ทำให้อัตราค่าใช้จ่ายในการทิ้งขยะก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย
      
       ดังนั้น ทางคณะผู้บริหารจึงได้มีแนวคิดที่จะลดปริมาณขยะ และลดค่าใช้จ่ายในการนำขยะไปทิ้ง โดยการนำถังขยะขนาดความจุ 40 ลิตร มาใช้แทนถังขยะขนาดความจุ 200 ลิตร แบบเดิม ควบคู่ไปกับการรณรงค์การคัดแยกขยะระดับครัวเรือน โดยขยะอินทรีย์ นำไปทำปุ๋ยให้แก่ต้นไม้ ขยะรีไซเคิล นำไปขายสร้างรายได้เสริมให้แก่ครอบครัว ส่วนขยะที่ย่อยสลายไม่ได้ ก็เก็บทิ้งให้เป็นสัดส่วน และขยะอันตราย ทางเทศบาลจะออกตระเวนเก็บตามจุดต่างๆ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อนำไปส่งมอบต่อให้แก่ทางเทศบาลเมืองกันตัง กำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป นอกจากนั้น ยังมีการบริหารจัดการเรื่องเวลาออกจัดเก็บขยะของรถขยะทั้ง 2 คัน เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
         ขณะเดียวกัน เทศบาลตำบลนาตาล่วง ยังได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่โรงเรียนวัดไทรงาม ในการทำธนาคารขยะ รวมทั้งยังออกไปรับซื้อขยะจากชาวบ้านอีกด้วย เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกโดยองค์รวม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวบ้านในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ Big Cleaning Day บริเวณ 2 ข้างทาง ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ การเดินรณรงค์สร้างจิตสำนึก และปลูกฝังนิสัยการทิ้งขยะ และคัดแยกขยะ ทำให้มีปริมาณขยะจากเดิมเดือนละกว่า 100,000 กิโลกรัม เหลือประมาณเดือนละ 90,000 กิโลกรัม ช่วยประหยัดค่าบริการทิ้งขยะไปเดือนละกว่า 30,000 บาท เพื่อร่วมกันสร้างให้เป็นเทศบาลน่าอยู่ และปลอดขยะอย่างยั่งยืน จนกลายเป็นต้นแบบของ จ.ตรัง
 
ที่มา : http://www.siamrath.co.th/n/178

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.59 จากการที่ได้เปิดพายุฝนตกหนัก ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนม่าร์ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ตั้งแต่เมื่อวานเย็นต่อเนื่องมา ทำให้เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม เกิดน้ำท่วม ฉับพลัน ในพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ และ ทหาร—ฝ่ายปกครอง-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เข้าพื้นที่ทำการสำรวจความเสียหาย พบว่า มีถนน หลายสาย และสะพาน หลายแห่ง พังและขาด ไม่สามารถเดินทางสัญจร ไป-มาได้ โดยเฉพาะทางเข้าหมู่บ้านเรเคาะ ม.10 ต.แม่หละ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

ทั้งสะพานและถนนขาด จนใช้การไม่ได้ หมู่บ้านถูกตัดขาดจากหมู่บ้านอื่น ราษฏรประชาชนกำลังได้รับเดือดร้อนอย่างหนัก ไม่สามารถเดินทางเข้าในตัวเมืองได้ ทำให้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สั่งการให้นายสืบพงษ์ นิ่มพูลสวัสดิ์ นายอำเภอท่าสองยาง พร้อม กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน –องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ประสานเจ้าหน้าที่ ทหาร-ตำรวจ สภ.ท่าสองยาง ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายช่าง-สาธารณสุข อนามัย-และสิ่งของต่างๆ เพื่อเดินทางไป ให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000073526

ตาก - เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าแม่สอดสนธิกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ลุยค้นโรงงานอิฐใหญ่ติดชายแดน พบซุกไม้ซุงท่อนทั้งเล็ก-ใหญ่ไว้เพียบ บอกเป็นไม้ข้างถนน เตรียมใช้ทำเชื้อเพลิงเผาอิฐ แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน
      
       วันนี้ (25 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าอำเภอแม่สอด พร้อมด้วยตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.), ทหาร, ตชด.346 และฝ่ายปกครอง อ.แม่สอด จ.ตาก ได้สนธิกำลังเข้าไปปิดล้อม-ตรวจค้นภายในโรงงานผลิตอิฐก้อนไม่มีชื่อ บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ในเขตแนวชายแดนแม่สอด หลังได้รับการแจ้งจากพลเมืองดีให้เข้าตรวจสอบสิ่งของผิดกฎหมาย
      
       โดยเจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังเข้าปิดล้อมรอบพื้นที่ของโรงงาน พบว่าภายในโรงงานมีคนงานกำลังทำงานเผาอิฐตามปกติ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เดินเท้าเข้าตรวจสอบที่บริเวณด้านท้ายของโรงงานก็ถึงกับตกใจกันหมด เมื่อพบกองไม้หวงห้ามหลากหลายชนิดถูกกองวางทับกันเป็นจำนวนมาก และยังพบท่อนไม้ซุงอายุหลายสิบปี เส้นผ่าศูนย์กลางเกือบ 1 เมตร อีกกว่า 10 ท่อน ซุกอำพรางในกอหญ้ารกทึบ
      
       จากการสอบสวนเบื้องต้นเจ้าของโรงงานได้เข้ามาให้การกับชุดจับกุมว่า ไม้ทั้งหมดเป็นเพียงไม้ข้างถนน ตนนำมาเก็บไว้ทำเชื้อเพลิงในโรงงานเท่านั้น แต่ก็ไม่สามารถหาเอกสารและหลักฐานการครอบครองไม้มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ได้ และจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น
      
       เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงทำการตีตราประทับหน้าไม้ทั้งหมด พร้อมทำการบันทึกตรวจยึดเป็นไม้ของกลาง ลำเลียงไปเก็บรักษาไว้ที่ด่านฯ ป่าไม้ และจะทำการสืบสวนขยายผลหาแหล่งที่มาของไม้เพื่อจะเร่งทำสำนวนคดีตามกฎหมายต่อไป
 
Read More ...