porno

ข่าวสิ่งแวดล้อม

 
เปิดโรดแมปจัดการขยะยุคคสช.  คืนความสุขปชช.ได้จริงหรือ ?
alt
        • เผยโรดแมปการจัดการขยะฉบับคสช. ยึด 10 หลักสำคัญพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตคนไทย
       • สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย-สภาอุตฯ สะท้อนภาคเอกชนแนะทางออกแก้ปัญหา

 
เปิดโรดแมปจัดการขยะยุคคสช.  คืนความสุขปชช.ได้จริงหรือ ?
alt
        สถานการณ์ปัญหาขยะของประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่า ในปี 2556 มีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชน 26.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน ขยะเหล่านี้แบ่งเป็นขยะที่จัดการไม่ถูกต้อง 14.3 ล้านตัน คิดเป็น 54% กำจัดถูกต้อง 7.2 ล้านตัน คิดเป็น 27% และนำไปใช้ประโยชน์ 5.1 ล้านตัน คิดเป็น 19%
       ส่วนขยะอุตสาหกรรม แบ่งเป็นขยะที่เข้าระบบกำจัดอย่างถูกต้อง 1.9 ล้านตัน และขยะที่ไม่เข้าระบบ 2 ล้านตัน นอกจากนี้ ยังมีของเสียอันตรายและขยะติดเชื้อประมาณ 6 แสนตัน จึงมีขยะตกค้างสะสมถึง 30 ล้านตัน โดยจังหวัดสมุทรปราการมีขยะมูลฝอยตกค้างมากที่สุดกว่า 10 ล้านตัน
       ปัญหาหลักของขยะตกค้างสะสมมาจากการทิ้งโดยไม่มีการคัดแยก และมีการนำกลับมาใช้ใหม่น้อย นอกจากนี้ มีสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยไม่ถูกต้องถึง 2,024 แห่ง จากที่สำรวจทั้งหมด 2,490 แห่ง
       ขณะที่ ของเสียอันตรายจากชุมชน มีส่วนของขยะอิเลคทรอนิกส์ 3 แสน 7 หมื่นตัน โดยทีวีมีปริมาณมากที่สุด ตามด้วยเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น รวมทั้ง เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ส่วนของเสียอื่นๆ อีก 2 แสนตัน แบ่งเป็นแบตเตอรี่ชนิดตะกั่ว 68% แบตเตอรี่แห้ง 17% หลอดไฟ 8% และยาฆ่าแมลง 7% ทั้งหมดไม่มีการจัดการที่ดีพอคือไม่มีระบบเก็บรวบรวมและเรียกคืนซาก ผลิตภัณฑ์
       นอกจากนี้ ยังมีขยะติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นปีละ 50,000 ตัน แม้ว่า 75 % จัดการได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การจัดการขยะติดเชื้อในโรงพยาบาลระดับตำบลและคลินิกทั่วไป รวมถึง ขยะอุตสาหกรรมซึ่งเป็นของเสียไม่อันตรายที่มีอยู่ถึง 45.7 ล้านตัน และของเสียอันตรายที่มีปริมาณ 3.9 ล้านตัน แต่ 50 % ของขยะอุตสาหกรรมทั้งหมดไม่เข้าระบบจัดการและมีการลักลอบทิ้ง

 
เปิดโรดแมปจัดการขยะยุคคสช.  คืนความสุขปชช.ได้จริงหรือ ?
alt
        ๐ ปัดฝุ่นแผนงาน วาง 10 แนวทางสำคัญ
       ในวันนี้ปัญหาขยะเป็นวาระแห่งชาติ และเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อนุมัติโรดแมพและระเบียบปฏิบัติในการจัดการขยะในประเทศไทย เริ่มด้วยขยะตกค้างสะสมหรือขยะเก่าประมาณ 30 ล้านตัน มีการจัดการโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ
       “ระยะเร่งด่วน 6 เดือน” ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมาย 11 จังหวัด กำจัดขยะเก่า 6 จังหวัด จาก 619 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) และนำร่องรูปแบบใหม่ 5 จังหวัด จาก 13 อปท. “ระยะปานกลาง 1 ปี” พื้นที่เป้าหมาย 20 จังหวัด 2,172 อปท. และ“ระยะยาว 1 ปี ขึ้นไป” พื้นที่เป้าหมาย 46 จังหวัด 4,979 อปท.
       เมื่อขยะเก่าถูกจัดการแล้ว ขยะใหม่จะถูกจัดการด้วย “รูปแบบใหม่” คือ “มุ่งไปสู่การเปลี่ยนเป็นพลังงาน” โดยแบ่งการจัดการเป็น 3 ขนาดคือเล็ก-กลาง-ใหญ่ “ขนาดใหญ่” เมื่อขยะเกิน 300 ตันต่อวัน คือในเมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ภูเก็ต หาดใหญ่
       “ขนาดกลาง” ปริมาณ 50-100 ตันต่อวัน เช่น เทศบาลเมืองน่าน เทศบาลตำบลเมืองแกลงจังหวัดระยอง เป็นต้น และ”ขนาดเล็ก” ปริมาณน้อยกว่า 50 ตันต่อวัน เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น นอกจากนี้ บ่อขยะจากเกือบ 2,500 แห่ง อาจจะลดลงเหลือ 300-400 แห่ง เมื่อใช้วิธีการที่เหมาะสม โดยขนาดใหญ่จะมีเรื่องเตาเผาเข้ามาเกี่ยวเพื่อจะสามารถนำขยะไปผลิตเป็น พลังงานต่อไป ถ้าเล็กลงมาอาจจะเป็นการฝังกลบแล้วนำก๊าซมาใช้ หรือจะทำเป็นอาร์ดีเอฟ
       ทั้งนี้ แนวทางสำคัญ 10 ข้อ ประกอบด้วย1.ห้ามเทกองแบบกลางแจ้ง 2.จัดการกับบ่อขยะเดิมที่ไม่ถูกต้อง 3.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำกับดูแลในภาพรวม 4.มีแผนแม่บทการจัดการขยะของประเทศ 5.คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง
       6.รูปแบบใหม่ในการกำจัดขยะชุมชน โดยกำจัดแบบรวมศูนย์และแปรรูปเป็นพลังงาน หากจะให้สามารถจัดการกับขยะได้ 300 ตันต่อวันต่อแห่ง ซึ่งต้องสร้างไม่ต่ำกว่า 25 แห่ง แต่จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน 7.สร้างระบบจัดการของเสียอันตราย 8.ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมาลงทุนหรือดำเนินงานระบบ หากทำได้ดีกว่าหรือถูกกว่ารัฐ 9.สร้างวินัยคนในชาติ และ10.มุ่งสู่การจัดการอย่างยั่งยืน

 
เปิดโรดแมปจัดการขยะยุคคสช.  คืนความสุขปชช.ได้จริงหรือ ?
alt
        ๐ เดินหน้าลดอุปสรรค
       “ตอนนี้มีการออกระเบียบชั่วคราว ต่อไปนี้เรื่องขยะทั้งหมดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกระทรวงหลักในการดูแล เพราะเดิมมีหน่วยงานมากมาย ถ้าเป็นขยะติดเชื้อมีกฎหมายสาธารณสุขใช้จัดการ ถ้าขยะอุตสาหกรรมก็เป็นกรมโรงงาน สำหรับเอกชนที่คิดเรื่องเตาเผาขยะแต่มีอุปสรรคเรื่องความเสี่ยง ซึ่งโรดแมปคิดมาเพื่อเรื่องนี้ เช่น ถ้าสร้างเตาเผาก็กลัวว่าขยะจะไม่เข้า ดังนั้น เรื่องแรกที่จะทำให้ลดความเสี่ยง คือการมีแผนแม่บท เมื่อมีการจัดการแบบรวมศูนย์จะทำให้มีปริมาณขยะตามที่ต้องการ”
       “แต่ยังมีอุปสรรคอีกมาก เช่น ปัญหาอีไอเอ ปัญหาพ.ร.บ.ร่วมทุน ปัญหาผังเมือง แต่ข่าวดีคือ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน จะยกเลิกเรื่องอีไอเอสำหรับเตาเผาขยะที่ผลิตไฟฟ้าเกิน 10 เมกะวัตต์ เป็นการผ่อนปรนลงมา นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนเรื่องพ.ร.บ.ร่วมทุนว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อทะลุปัญหาให้เอกชน ผ่านได้ นี่คือเรื่องในระดับนโยบายของกระทรวง”
       “ในเรื่องการคิดโรดแมปยังไม่ลงรายละเอียด เพราะคิดว่าตลาดจะแข่งขันด้วยตัวเอง อาจจะมีอะไรที่ดีกว่าไฟฟ้า แต่เป็นภาพฝันว่าถ้าเราจัดการที่ต้นทางได้ ขยะที่แยกมาก็จะเอาไปทำประโยชน์ต่างๆ เช่น ทำอาร์ดีเอฟ หรือวิธีอื่นๆ ตามกลไกตลาด ขณะนี้เป็นแบบหยาบๆ ก่อน”
       “นี่คือรูปแบบใหม่ของการจัดการ เราจะไม่ปล่อยให้ท้องถิ่นทำตามใจแล้ว เมื่อเราไม่สามารถปล่อยให้ใครก็ตามจัดการขยะได้ตามใจ โรดแมปเราจึงจะมีการรื้อฟื้นระเบียบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติมกฎกระทรวง การปรับปรุงกฎหมายเก่าให้ทันสมัย การเสนอกฎหมายใหม่ ซึ่งคาดว่าภายใน 4 เดือนข้างหน้าจะเสร็จ กฎหมายที่กำลังผลักดันโดยเร็วคือ พ.ร.บ.ขยะแห่งชาติกับกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์”
       “นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ท้องถิ่นจะต้องออกข้อบัญญัติตามที่กระทรวงกำหนด และสุดท้ายคือการสร้างวินัยคนในชาติ เพราะเราไม่มีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี หรือเรื่องเงินทุน แต่จะแก้ปัญหาไม่ได้หากขาดวินัย สำหรับนักเรียนไม่ใช่การรณรงค์แต่ต้องบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยมีพื้นที่นำร่องและต้องปฏิบัติจริง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องช่วยเรื่องถุงพลาสติกและโฟม มีการพูดว่าถึงเวลาหรือยังที่จะไม่มีการแจกถุงพลาสติกฟรี” วิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงความคืบหน้าล่าสุดในการจัดการขยะ ในงานสัมมนา "Waste to Energy towards Green Society Achievement พลังงานจากขยะ มุ่งสู่สังคมสีเขียว" ที่จัดขึ้นโดยบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
       ๐ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย-สภาอุตฯ ชี้ทางออก
       ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า โรดแมปฉบับนี้ไม่แตกต่างจากฉบับเดิมมากนัก ทั้งนี้ การจัดการขยะของไทยมีอุปสรรคมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของคนไทย การออกกฎระเบียบและการควบคุมดูแลของภาครัฐ รวมถึงภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทำให้การจัดการที่ผ่านมาไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม มองว่าการจัดการขยะของไทยต้องเป็นแบบ Co-benefit อย่ามองเฉพาะมุมสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองในแง่การดูแลสุขภาพและการป้องกันโรคของประชาชนด้วย
       โดยภาครัฐต้องทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชนทำโครงการ ส่วนภาครัฐลงทุนด้านสาธารณูปโภครองรับ ขณะเดียวกัน ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ และการสร้างสถานที่กำจัดขยะที่ต้องเป็นการกระจายความเจริญไปด้วย โดยให้ชุมชนหรือประชาชนในพื้นที่นั้นได้ประโยชน์มากที่สุด เช่น ได้ใช้ไฟฟ้าฟรี เป็นต้น
       ขณะที่ผู้ผลิตสินค้าต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบ และการมองในมุมของซีเอสอาร์ด้วยการนำไปเชื่อมโยงกับธุรกิจ โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม และควบคุมตลอดห่วงโซ่การผลิต สำหรับผู้ใช้ต้องเลือกให้เหมาะสม เช่น โรงแรมควรใช้ขวดน้ำแก้วที่นำมารีไซเคิลได้ 40 ครั้งแทนขวดพลาสติก เป็นต้น ส่วนรัฐต้องเข้มงวดกับการจัดการขยะ โดยเฉพาะขยะอุตสาหกรรม ซึ่งมาตรการที่น่าจะได้ผลและกำลังมีการผลักดันคือภาษีบรรจุภัณฑ์
       นิชุดา รุ่งถาวรวงศ์ Stakeholder Relations&Compliance Department Geocycle, Siam City Cement PCL. กล่าวว่า การนำขยะจากชุมชนมาเปลี่ยนเป็นความร้อนและใช้ในโรงงานผลิตซีเมนต์ สามารถจัดการขยะชุมชนได้ปีละ 1 แสนตัน และเห็นว่าการจัดการขยะที่ดีที่สุด คือการคัดแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่ต้นทาง เพราะจะช่วยให้ไม่มีขยะไปที่หลุมฝังกลบ
       โดยทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ของตนเองอย่างถูกต้อง ชุมชนปรับพฤติกรรม ธุรกิจควบคุมดูแลขยะตลอดห่วงโซ่การผลิต และรัฐมีนโยบายชัดเจน พร้อมเป็นผู้ประสานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ปรับและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
       สำหรับโครงการกำจัดขยะนั้น เอกชนพร้อมลงทุน 100% แต่รัฐต้องลงทุนด้านสาธารณูปโภครองรับ และดูแลการกำจัดขยะของโรงงานอุตสาหกรรมให้ถูกต้อง หากทำได้อย่างนี้เชื่อว่าไม่เกิน 10 ปีปัญหาขยะจะหมดไปได้
       ขณะที่ พิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ภาคเอกชนพร้อมลงทุนโครงการจัดการขยะ ทั้งขยะทั่วไปและขยะติดเชื้อ โดยรัฐไม่ต้องเข้ามาลงทุน แต่มีอุปสรรคคือ รัฐมักประกาศว่าจะทำโครงการเอง จึงทำให้เอกชนชะงัก
       นอกจากนี้ หากจะมีโครงการผลิตพลังงานจากขยะ รัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง และต้องปรับอัตราการคำนวณผลตอบแทนใหม่ ต้องมีไออาร์อาร์ระดับ 20-25% และการรับซื้อค่าไฟฟ้าต้องอยู่ที่ 5-6 บาทต่อหน่วย
       สำหรับเทคโนโลยีจัดการขยะที่นำมาใช้ต้องเหมาะสมกับประเทศไทยซึ่งมี ขยะเปียกและขยะพลาสติกจำนวนมาก ส่วนการทำซีเอสอาร์เรื่องขยะ ต้องมองเรื่องคุณค่า หรือซีเอสวีด้วย เพื่อให้การดำเนินโครงการต่อเนื่องไปในระยะยาวจนถึงปลายทาง

 
เปิดโรดแมปจัดการขยะยุคคสช.  คืนความสุขปชช.ได้จริงหรือ ?
alt
        แนะทางเลือกเทคโนโลยีของไทย
       การนำขยะมาใช้มี 3 วิธีการ คือ การเผา หรือ Combustion, กระบวนการ Gasification และ Pyrolysis ในกระบวนการเผาได้ทั้งคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊ส รวมถึงเถ้าถ่าน ขณะที่ Gasification แปรสภาพให้ขยะเป็นไอได้ก๊าซชีวภาพ น้ำมันดิน และเถ้าถ่าน ส่วน Pyrolysis ทำให้ได้ก๊าซชีวภาพและน้ำมันดิน
       แต่ละวิธีการจะใช้วัตถุดิบ และได้ผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกัน รวมถึงเงินลงทุนที่ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ ยังมีจุดดีและจุดด้อยแตกต่างกัน Dr. Jochen Amrehn Head, Thai - German double degree program, IMRE, KMITL กล่าวถึงวิธีการและเทคโนโลยีในการจัดการขยะ
       เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วและนิยมใช้กันคือ การแปรสภาพขยะหรือวัสดุเหลือใช้เป็นแท่งเชื้อเพลิงชีวมวล เรียกว่า RDF เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงต่อไป สำหรับการนำขยะไปเผาโดยตรง โดยไม่ต้องทำให้เป็น RDF ก่อน ยังต้องรอการพัฒนาเทคโนโลยีอีก 5-10 ปี
       เทคโนโลยีแต่ละประเภทอาจใช้ได้ผลดีในบางประเทศ เช่น เยอรมนี แต่อาจไม่เหมาะสมที่จะใช้ในประเทศไทย ปัญหาสำคัญของไทยมาจากขยะมูลฝอยจากครัวเรือน ซึ่งเป็นขยะเปียกยากต่อการคัดแยก เพราะขยะครัวเรือนส่วนใหญ่จะถูกหุ้มด้วยพลาสติกหลายชั้น ทำให้กระบวนการหมักขยะล้มเหลว
       ปัจจุบันการนำขยะไปเผาโดยตรงในไทย ซึ่งมีเตาเผาอยู่ 6 แห่ง ล้วนมีปัญหา และได้ค่าความร้อนต่ำ เพียง 3-4 เมกะจูล ขณะที่เยอรมนีได้ถึง 11 เมกะจูล ดังนั้น การนำขยะไปเผาโดยตรง และผลิตเป็นไฟฟ้าทำได้ยากในประเทศไทย ประกอบกับมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ
       โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะในไทยไม่ประสบความสำเร็จ เพราะรายได้หลักของผู้พัฒนาโครงการต้องมาจากค่าไฟฟ้าที่ขายเข้าระบบได้ ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการในยุโรป รายได้หลักมาจากค่ากำจัดขยะ หรือ Tipping Fee ซึ่งอยู่ในอัตราสูง ดังนั้น สำหรับโครงการในไทย หากขยะเผาเป็นไฟฟ้าไม่ได้ โครงการก็ไม่สามารถเกิดได้
       ข้อแนะนำคือ ต้องเข้าใจขยะในไทย และเลือกเทคโนโลยีที่จะจัดการและควบคุมได้ ที่สำคัญต้องบำรุงรักษาเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาบริษัทต่างประเทศ
 

ที่มา : http://www.dailynews.co.th/Content/regional/267586/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%A5%E0%B8%AF%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B210%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99

 

ตำรวจ ทหาร ป่าไม้ สนธิกำลังตรวจยึดไม้สักแปรรูปจำนวนกว่า 5,000 แผ่น พ่วงไม้ประดู่ ไม้เต็ง อีก 298 ท่อน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เจ้าของบ้านอ้างเป็นของตำรวจนอกราชการนำมาฝาก

alt

 

 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. พ.อ.ไชยอนันต์ คำชุ่ม รอง ผบ.มทบ.22 พ.ต.อ.สมพจน์ ขอมปรางค์ รอง ผบก.ภ.จว.อุบลราชธานี พ.ต.อ.ชัยกฤต โชติวรรณผกก.สภ.เดชอุดม  พ.ต.ท.ภัทรพล โพธิอะ รอง ผกก.(ป.)พ.ต.ต.ชาตรี ศิริธีรพันธ์ สวป.พร้อม จนท.ทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อ.บ.15รับแจ้งว่ามีการซุกซ่อนไม้แปรรูป ไม้ประดู่ ไม้เต็ง จำนวนมาก ที่บ้านเลขที่ 200บ้านหม้อทอง ม.6 ต.นากระแซง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี จึงสนธิกำลังลงพื้นที่ตรวจสอบจากการเข้าตรวจสอบพบไม้สักแปรรูปจำนวนกว่า 5,000 แผ่น วางเรียงอยู่ใต้ถุนบ้าน นอกจากนี้ยังมี ไม้ประดู่ ไม้เต็งอีก 298 ท่อน มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท กระจายอยู่ทั่วบริเวณท้องนารอบๆบ้านโดยหญ้าได้ขึ้นปกคลุมไว้จนเกือบมองไม่เห็น 

 

สอบสวน นายอุทัย ทาทอง และ นางบุญมี ทาทอง อายุ45 ปี เจ้าของบ้านดังกล่าวรับว่าเป็นคนเฝ้าไม้ทั้งหมดนี้ให้กับ จ.ส.ต.ตำรวจนอกราชการยศ จ.ส.ต.รายหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของไม้ทั้งหมดได้นำมาฝากไว้ 10 ปี แล้วโดยไม้ทั้งหมดผู้ดูแลไม่มีเอกสารมายืนยันการครอบครองเจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดไว้ทำการตรวจสอบหากพบว่าได้มาโดยผิดกฏหมายเจ้าก็จะดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป.

 

ที่มา :http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=566732

 

กองทัพภาคที่ 2 เร่ง ชี้แจงการขอพื้นที่ลำปรุคืนจากชาวบ้านในเมืองโคราช ขีดเส้นตายให้เรื้อถอนภายใน 30 วัน

alt

ที่ห้องประชุมเทศบาลตำบลบ้านใหม่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดประชุมชี้แจงเรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณประโยชน์ ลำปรุขึ้น โดยมี พ.อ.สมหมาย บุษบา เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 และคณะทำงานด้านกฎหมายกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 เป็นวิทยากรชี้แจงถึงการดำเนินการเพื่อขอคืนพื้นที่สาธารณประโยชน์ ลำปรุ และมีประชาชนจาก 12 ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณ 2 ฝั่งคลองลำปรุ เข้าร่วมรับประชุมกว่า 250 คน ทั้งนี้ การดำเนินการขอคืนพื้นที่สาธารณประโยชน์ ลำปรุในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของ คสช. เนื่องจากลำปรุเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ที่ทุกคนมีสิทธิ์ร่วมกัน ในอดีตเคยมีพื้นที่กว้าง 10 เมตร โดยแบ่งเป็นความกว้างลำปรุ 5 เมตร ตลิ่ง 2 ฝั่ง 5 เมตร และมีความยาวกว่า 12 กิโลเมตร เป็นสายน้ำสาขาของลำตะคอง แต่ถูกชาวบ้านซึ่งอยู่ 2 ฝั่งลำปรุบุกรุกพื้นที่มานานกว่า 40 ปีแล้ว ปัจจุบันเหลือความกว้างไม่ถึง 2 เมตร ส่งผลให้ช่วงฤดูน้ำหลาก เกิดปัญหาน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเป็นบริเวณกว้าง
                ด้าน นางสำรวย พยอมใหม่ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านใหม่ เปิดเผยว่า จากการเดินสำรวจลำปรุตลอดสายแล้วพบว่ามีชาวบ้านการบุกรุกพื้นที่กว่า 10 ครัวเรือน ซึ่งเบื้องต้นก็จะขอความร่วมมือจากชาวบ้านเรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ออกไป โดยกำหนดระยะเวลาหลังจากวันนี้ไปภายใน 30 วัน ยกเว้นถนนคอนกรีตที่ใช้ร่วมกันอยู่แล้ว ซึ่งหากชาวบ้านให้ความร่วมมือด้วยดีก็จะไม่มีการดำเนินคดีใดๆ แต่หากยังฝ่าฝืนไม่ทำตามที่ขอความร่วมมือไป ก็จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000107231

        ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ที่ จ.ลังเซิน (Lang Son) ในภาคเหนือเวียดนาม หลังเกิดฝนกตกหนัก ติดต่อกันตลอดทั้งคืนวันอังคาร และวันพุธนี้ น้ำจากลำน้ำกี่กุ่ง (Ky Cung) ได้เอ่อล้นเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองเอกของจังหวัดในเวลาเที่ยงคืน และ ยังมีผู้เสียชีวิต 8 คนกับอีก 5 คนได้รับบาดเจ็บ ในเหตุดินถล่ม 2 เหตุการณ์ในพื้นที่ 2 อำเภอ จังหวัดนี้ยังไม่ฟื้นคืนสู่ภาวะปรกดี จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในสัปดาห์ปลายเดือน ก.ค. อันเนื่องจากมาจากอิทธิพลของไต้ฝุ่นรามสูร ต้องกลับมาเจอท่วมซ้ำสอง 

alt

      

       ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เตื่อยแจ๋ ชาวเมืองในหลายพื้นที่ต้องอพยพหนีน้ำ เวลาประมาณเที่ยงคืนเมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนทางโทรโข่งจากทางการ ภาพที่เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ภาษาเวียดนามตอนค่ำวันพุธ 17 ก.ย.นี้ แสดงให้เห็นความโกลาหนในยามวิกาล และ บ้านเรือนราษฎรจำนวนมากที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ถูกกระแสน้ำไหลเอ่อเข้าท่วมจนมิดหลังคา ราษฎรจำนวนมากเก็บข้าวของหนีน้ำไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่สูง       
       ศูนย์อุตุนิยมวิทยาและอุทกศาสตร์กลาง ในกรุงฮานอยได้ออกเตือนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเวลา 21.30 น.วันพุธว่า ระดับน้ำในลำน้ำสายดังกล่าวยังจะสูงขึ้นอีกเช้าวันพฤหัสบดี 18 ก.ย. หลังจากฝนตกติดต่อกันไม่หยุด       

       คัลแมกี (Kalmaegi) ไต้ฝุ่นเชื่อเกาหลีเหนือพัดเข้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม แถบอ่าวฮาลอง จ.กว๋างนีง (Quang Ninh) คืนวันอังคารที่ผ่านมา อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนรุนแรง เคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 25-30 กม./ชม. ผ่านหลายจังหวัดภาคเหนือ ก่อนจะอ่อนกำลังลงอีกขั้นหนึ่ง เป็นดีเปรสชั่นซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักทั้งคืน และ ตามรายงานของศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ ดีเปรสชั่นได้มลาย กลายเป็นหย่อมความกดอากาศสูงตอนสายวันพุธนี้ ทำให้เกิดฝนกตกหนักครอบคลุมบริเวณกว้าง ตามแนวชายแดนเวียดนาม ลาวและจีน       

       อิทธิพลของพายุคัลแมกี ได้ทำให้เกิดฝนตกหนักที่สุดใน จ.ลังเซิน ซึ่งเป็นจังหวัดเขตป่าต้นน้ำในภาคเหนือ วัดได้ 296 มิลลิเมตร เทียบกับ จ.กว๋างนีง ที่ไต้ฝุ่นพัดเข้าเป็นด่านแรก ซึ่งวัดได้ 238 มม. และ จังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือ วัดได้ระหว่าง 140-171 มม.เท่านั้น ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ กล่าว       

       ไม่เพียงแต่ จ.ลังเซิน เท่านั้นที่ประสบอุทกภัย อีกหลายจังหวัดที่พายุพัดผ่าน ล้วนเผชิญกับฝนตกหนัก จนถึงฝนตกเบาบางทั่วไป ศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯ ได้ออกเตือนจังหวัดทั่วภาคเหนือ ให้เฝ้าระวังภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ดินเลื่อน ดินถล่ม ฯลฯ นอกจากนั้นมวลน้ำก้อนใหญ่ กำลังจะเคลื่อนลงสู่แม่น้ำแดงและแม่น้ำดำ ผ่านหลายจังหวัดรายทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำแดงที่อยู่ใต้ลงไป รวมทั้งกรุงฮานอย อาจจะเกิดปัญหาอุทกภัย       

       ตามรายงานของเวียดนามเอ็กเพรส สำนักข่าวออนไลน์ภาษาเวียดนาม จังหวัดต่างๆ กำลังเร่งสำรวจความเสียหายอันเกิดจากไต้ฝุ่นลูกล่าสุดนี้ และจนถึงค่ำวันพุธที่ผ่านมายังไม่ทราบผลสรุป.

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/451015

แม่สาย อ่วม ฝนตกหนักกว่า 12 ชั่วโมง หลังเจอพายุคัลแมกี น้ำไหลทะลักเข้าท่วมชุมชนบริเวณชายแดน ระดับความสูงเกือบ 1 เมตร ประชาชนขนของหนีกันวุ่น ขณะที่เช้านี้ไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุดตกแต่อย่างใด...

เมื่อกลางดึก วันที่ 18 ก.ย. มีรายงานว่าหลังจากเกิดฝนตกหนัก จากพายุดีเปรสชันคัลแมกี ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสาย ด้าน อ.แม่สาย เชื่อมกับ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า เอ่อล้นเข้าท่วมทั้งสองฝั่งประเทศ ในช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. โดยระดับน้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนเกิน 3-4 เมตร บริเวณคอสะพานข้ามลำน้ำสาย ก่อนจะล้นฝั่งเข้าท่วมบริเวณชุมชน ร้านค้าและบ้านเรือนใกล้สะพาน กระทั่งทะลักเข้าท่วมพื้นที่ทั่วไปตลอดแนว ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน ต่างพากันขนย้ายข้าวของหนีน้ำกันวุ่น และเนื่องจากเป็นช่วงกลางคืน ประชาชนส่วนใหญ่กำลังนอนหลับ ทำให้การขนย้ายเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ทั้งนี้ หลังจากมีฝนตกหนัก ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 17 ก.ย. และตกนานกว่า 12 ชั่วโมง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยน้ำได้เข้าท่วมตั้งแต่ชุมชน ใกล้วัดถ้ำผาจม ตลาดสายลมจอย คอสะพานลำน้ำสาย ชุมชนไม้ลุงขน ชุมชนเหมืองแดง ชุมชนเกาะทราย ฯลฯ ระดับน้ำลึกตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ในขณะที่ฝั่ง จ.ท่าขี้เหล็ก พบว่าประสบกับอุทกภัยอย่างหนักเช่นกัน เนื่องจากอยู่ในที่ลุ่มกว่า โดยน้ำได้เข้าท่วมชั้นล่างและลานจอดรถของศูนย์การค้าปลอดภาษีตรงใกล้สะพาน ตลาดท่าล้อ ซึ่งเป็นตลาดชายแดนสำคัญของท่าขี้เหล็กถูกน้ำท่วมเกือบทั้งหมด ร้านค้าต่างๆ ต้องปิดให้บริการ

อย่างไรก็ตาม ช่วงเช้าวันนี้พบว่าฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง มีเมฆหนา ไม่มีทีท่าว่าฝนจะหยุดตก ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำสายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงขอบสะพาน วัชพืชและตอไม้ที่ไหลลอยมากับน้ำติดค้างตรงสะพานเป็นจำนวนมาก เพราะไม่สามารถไหลผ่านไปได้ ทางเจ้าหน้าที่ทั้งฝั่งไทยและพม่า ต่างระดมกำลังกันออกมาตรวจสอบ และรถแบ็กโฮของเทศบาล ต.แม่สาย ต้องออกมาตักวัชพืชและตอไม้ออกจากสะพาน ซึ่งคาดว่าจะต้องดำเนินการตลอดทั้งวันจนกว่าระดับน้ำจะลดลง.

 
Read More ...