porno, porno, porno izle, porno izle, porno izle

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/20150603/207359.html

การประชุม "พัฒนาเชื่อมโยงระบบการขนส่งและการท่องเที่ยวพื้นที่อ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก" โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ได้มีแผนงานด้านหนึ่งที่กระทรวงคมนาคมให้การสนับสนุน คือ เร่งรัดการศึกษา แผนสร้างท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมโยง พัทยา (ชลบุรี)-ชะอำ (เพชรบุรี)-หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 โดยมีเป้าหมายการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลโซนอ่าวไทย
 
                       การพัฒนาให้เกิดท่าเรือเฟอร์รี่เชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก สิ่งที่กระทรวงคมนาคมให้น้ำหนัก คือ การทบทวนถึงผลการศึกษาก่อนหน้านี้ ทั้งพื้นที่ท่าเรือที่มีอยู่เดิมกับพื้นที่ใหม่ที่จะจัดสร้าง ทั้งนี้ ตามแผนงานการจัดสร้างท่าเรือฝั่งตะวันออก ได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ต่อการที่จะใช้พื้นที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย หรือท่าเรือโอเชียน มารีน่า ที่อยู่ใน จ.ชลบุรี ส่วนฝั่งตะวันตก พื้นที่เป้าหมายจะมีทั้ง หัวหิน ปราณบุรี ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หาดปึกเตียน และชะอำ ใน จ.เพชรบุรี
 
                       ดังนั้นการเกิดขึ้นของโครงการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยลดทอนการเดินทางด้วยรถยนต์ ระหว่าง ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ สำหรับขั้นตอนดำเนินการ ขณะนี้กรมเจ้าท่าได้ลงนามว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้าทำการศึกษา ใช้งบประมาณรวม 30 ล้านบาท และจะแล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากนี้
 
                       อย่างไรก็ตาม หากประเมินจากแผนการศึกษาในโครงการดังกล่าวที่ทำไว้ในปี 2555 โดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าการพัฒนาระบบบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการเข้าด้วยกัน ด้วยการจัดทำโครงการท่าเรือเฟอร์รี่ เชื่อมเส้นทางการขนส่งทั้งเพื่อการท่องเที่ยวและขนส่งสินค้า พัทยา-ชะอำ-หัวหิน มีความเป็นไปได้ ในแง่ของความคุ้มค่าต่อการลงทุน ที่สำคัญคือ เป็นการเข้าสู่มิติของการเชื่อมต่อจากขนส่งทางบกมาเป็นขนส่งทางน้ำ
 
                       "ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่าไปศึกษาแผนการสร้างท่าเรือเฟอร์รี่ให้เสร็จภายในกลางปี 2559 เพราะจากผลศึกษาเดิมที่ทำไว้ พบว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระหว่าง 2 พื้นที่เข้าด้วยกัน ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ซึ่ง คสช.ให้ความสนใจโครงการนี้ เพราะเป็นการเชื่อมโยงอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเข้าด้วยกัน" พล.อ.อ.ประจิน ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการดังกล่าว
 
                       ทั้งนี้ ผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การเดินเรือเฟอร์รี่เส้นทาง พัทยา-ชะอำ-หัวหิน มีความเป็นไปได้ทางการตลาด ถือเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ในการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าในระยะใกล้ เป็นการคำนึงถึงองค์ประกอบสนับสนุน ได้แก่ โอกาสที่จะเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวให้แก่พัทยา ชะอำ หัวหิน
 
                       ส่วนประเด็นที่ต้องพิจารณา คือ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความห่วงกังวลของชุมชนที่อยู่ในแนวจัดสร้างท่าเรือ
 
                       สำหรับความเป็นไปได้ทางการลงทุน แบ่งได้เป็น 2 แนวทาง ทางเลือกที่ 1 ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนพัฒนาท่าเรือและเดินเรือเองทั้งหมด ทางเลือกที่ 2 รัฐเป็นผู้ลงทุนและให้สัมปทานผู้ประกอบการเดินเรือเช่าท่าเรือและพัฒนาการเดินเรือทั้งหมด และผลการประเมินความเหมาะสมทางการเงินสรุป ให้ข้อพิจารณาในช่วงการศึกษาขณะนั้นว่า ทางเลือกที่ 1 จะไม่มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ส่วนทางเลือกที่ 2 มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ภายใต้กรอบระยะเวลาโครงการรวม 10 ปี จะมีอัตราผลตอบร้อยละ 17 ส่วนความเคลื่อนไหวต่อโครงการ ที่มีตัวแปรสำคัญอยู่ที่ผลการศึกษาที่จะแล้วเสร็จในปี 2559 ก็คือ การเสนอตัวของบริษัท สยามอีสเทิร์น โลจิสติกส์ เทอร์มินอล จำกัด
 
                       ภาคเอกชนนำเสนอแผนการลงทุนระยะ 4 ปี (2559-2562) โดยใช้งบลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการต่อเรือ การสร้างอาคาร จุดจอดเรือ ในเส้นทางที่เชื่อมโยง โดยประเมินว่าจะเปิดเดินเรือได้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปใน 3 เส้นทาง ได้แก่ พัทยา-หัวหิน-ปราณบุรี, เส้นทางบางปู(สมุทรปราการ)-หัวหิน-ปราณบุรี และบางปู-พัทยา
 
                       ขณะที่ นายเรวัต โพธิ์เรียง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า ขั้นตอนศึกษาเพิ่มเติมอยู่ระหว่างการหาสถานที่ก่อสร้างท่าเรือเฟอร์รี่แห่งใหม่ เนื่องจากท่าเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี โครงสร้างของท่าเรือไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อการรองรับรถยนต์ที่จะวิ่งเข้า-ออกเพื่อไปลงและขึ้นมาจากเรือเฟอร์รี่ รวมทั้งระดับความลึกของน้ำทะเลยังไม่สามารถรองรับเรือเฟอร์รี่ขนาดกินน้ำลึกเกิน 4 เมตรได้ เพราะเรือประเภทนี้เป็นเรือขนาดใหญ่ หากใช้ท่าเรือแหลมบาลีฮายก็จะต้องออกแบบใหม่ และยังจะต้องขุดลอกทะเลบริเวณที่เรือจะเข้ามาจอดเทียบท่าให้ลึกเกิน 4 เมตร ซึ่งอาจใช้งบประมาณสูง
 
                       เช่นเดียวกับ นายรณกิจ เอกะสิงห์ รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่า ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เป็นท่าเทียบเรือที่มีกิจกรรมทางทะเลใช้อยู่ตลอดเวลา และปัจจุบันก็ชำรุดอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง ความลึกของระดับน้ำทะเลบริเวณรอบท่าเทียบเรือไม่พอสำหรับเรือเฟอร์รี่ที่กินน้ำลึกเกินกว่า 4 เมตร แต่เมืองพัทยาก็มีความพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล
 
                       ส่วนพื้นที่อยู่ในข่ายที่จะเป็นทางเลือกพัฒนาให้เกิดท่าเรือเฟอ์รี่ คือ พื้นที่ในเขตแหลมฉบัง สัตหีบ รวมถึงท่าเรือแหลมบาลีฮาย พัทยา ซึ่งหากการเชื่อมต่อระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกันเป็นผลสำเร็จก็จะเป็นผลดีต่อการท่องเที่ยว กลุ่มจังหวัดภาคกลางในโซนนี้ทั้งหมด
 
                       ด้านมุมมองธุรกิจท่องเที่ยว นายสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เห็นว่า การที่พัทยาจะมีท่าเรือเฟอร์รี่เพื่อเชื่อมจากพัทยาไปหัวหิน เชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการเพิ่มโครงข่ายคมนาคม
 
                       "การเดินทางโดยเรือเฟอร์รี่จะเป็นอีกประสบการณ์เดินทางอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นทางเลือกของนักท่องเที่ยว ผลดีก็จะเกิดกับเศรษฐกิจของเมืองพัทยา ส่วนที่จะไปก่อสร้างเพิ่มเติมที่ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย มองว่าปัจจุบันท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮายมีการจราจรทั้งทางน้ำและทางบกแออัดอยู่แล้ว ถึงแม้จะขยายท่าเทียบเรือก็คงต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมากเทียบเท่ากับการก่อสร้างท่าเรือขึ้นมาใหม่ ดังนั้นน่าจะกระจายพื้นที่พัฒนาออกไป" ความเห็นของนายกสมาคม ที่ต้องการให้สร้างท่าเรือในพื้นที่แห่งใหม่เพื่อกระจายการพัฒนา 
 
                       ขณะที่ความเห็นจากอ่าวไทยฝั่งตะวันตก เช่น นายจำนงค์ ตันติรัตนโอภาส ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี กล่าวสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมโยงการขนส่งทางทะเลในจังหวัดที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เพราะเท่ากับว่าจะเกิดการหมุนเวียนนักท่องเที่ยวระหว่างกัน ขณะที่การขนส่งด้วยเรือเฟอร์รี่ก็จะเป็นทางเลือกใหม่ของการเดินทาง
 
                       "แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังก็คือ การพัฒนาให้เกิดท่าเรือ ที่จะเชื่อมพื้นที่แต่ละส่วนเข้าด้วยกัน การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่กับพื้นที่ริมฝั่ง ถือเป็นความละเอียดอ่อน ต้องมีมาตรการที่จะรองรับมือกับผลกระทบที่จะตามมาต่อระบบนิเวศวิทยาของชายฝั่งที่จะเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย จากการเข้าไปใช้พื้นที่ สำหรับภาคเอกชนแล้วเห็นด้วยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเป็นไปในลักษณะที่เชื่อมโยงกลุ่มจังหวัดเข้าด้วยกัน จากเดิมที่ให้น้ำหนักกับจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางเท่านั้น" ประธานหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ทั้งหนุนและเตือนถึงผลกระทบที่ต้องมีการศึกษารองรับด้วย
 
                       ส่วน นายศุรอัฐ ณรงค์ฤทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า หากประเมินจากนโยบายรัฐบาล ที่จะพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบขนส่งทางราง หรือการจัดทำโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จะเห็นได้ว่า แต่ละโครงการต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าที่โครงการจะแล้วเสร็จ ดังนั้นหากเทียบกับการพัฒนาเพื่อให้เกิดท่าเรือเฟอร์รี่ในพื้นที่ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ งบประมาณในการลงทุนอยู่ในระดับที่เอกชนมีความพร้อมจะเข้ามาดำเนินการได้ สามารถแสวงหาแหล่งเงินทุนได้ โครงการนี้จึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด และการเกิดขึ้นของโครงการนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการขนส่งให้เกิดขึ้นกับจังหวัดในเขตภาคตะวันออกและจังหวัดในโซนที่เป็นประตูลงสู่ภาคใต้
 
                       นอกจากนี้ ตามแผนงานของกรมเจ้าท่า ที่ศึกษาไว้ในปี 2555 ยังมั่นใจด้วยว่า การขนส่งทางทะเล นอกจากจะสร้างมิติใหม่ด้านกิจกรรมพาณิชยนาวี ที่ผสมผสานระหว่างการขนส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าแล้ว ในระยะยาวยังจะเอื้อต่อภาคการค้าชายแดนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จากการเปิดช่องทางการค้ากับประเทศพม่า ผ่านด่านสิงขรอีกด้วย
 
                       จึงนับเป็นโครงการขนาดใหญ่อีกหนึ่งโปรเจกท์ ที่รัฐบาลชุด "คืนความสุขประชาชน" จะเดินหน้าพัฒนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างโอกาสและสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น

 

 
ที่มา : http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9580000062571

กรมอนามัยเผยกิจการในครัวเรือน-อุตสาหกรรมขนาดเล็กในชุมชน ส่วนใหญ่สร้างอันตรายต่อสุขภาพ เหตุไร้ระบบจัดการ ก่อมลพิษ ระบุ กทม.ถูกร้องกลิ่นเหม็น-ฝุ่นละออง-เสียงดัง
      
       นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการขยายตัวของเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการมีการเติบโต รวมไปถึงสถานประกอบกิจการในครัวเรือน อุตสาหกรรมขนาดเล็กที่แทรกตัวอยู่ในชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการประกอบกิจการที่เข้าข่ายเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และบ่อยครั้งที่พบว่าไม่มีระบบการจัดการที่ดี และไม่ดำเนินการตามกฎหมายกำหนด ก่อให้เกิดมลพิษ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่พักอาศัยบริเวณใกล้เคียง พื้นที่ที่มีการร้องเรียนมากที่สุด คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ในเรื่องกลิ่นเหม็น ฝุ่นละออง/เขม่าควัน และเสียง คิดเป็น ร้อยละ 85 รองลงมา คือ กากของเสียและสารอันตราย ร้อยละ 10 และปัญหาน้ำเสีย ร้อยละ 5
      
       นพ.พรเทพ กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข แผนบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพปีงบประมาณ 2558 กำหนดมาตรการดำเนินการแก้ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ด้วยการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้อบังคับและมีกระบวนการจัดบริการได้มาตรฐานตามกฎหมาย ซึ่งมีตัวชี้วัด อาทิ ร้อยละ 50 ของเทศบาลทุกระดับมีระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้มาตรฐาน และร้อยละ 50 ของเทศบาลทุกระดับมีระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อมได้มาตรฐาน รวมถึง จังหวัดมีระบบฐานข้อมูล สถานการณ์สิ่งแวดล้อมและสุขภาพระบบเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เป็นต้น
      
       อนึ่ง ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 5 / 2538 เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กำหนดให้กิจการที่เป็นอันตรายตอสุขภาพ ได้แก่ 1. กิจการที่เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว 2. กิจการที่เกี่ยวกับสัตว์และผลิตภัณฑ์ 3. กิจการที่เกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่ม น้ำดื่ม 4. กิจการที่เกี่ยวกับยา เวชภัณฑ อุปกรณการแพทย เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑชำระลาง 5. กิจการที่เกี่ยวกับการเกษตร 6. กิจการที่เกี่ยวกับโลหะหรือแร 7. กิจการที่เกี่ยวกับยานยนตเครื่องจักรหรือเครองกล ื่ 8. กิจการที่เกี่ยวกับไม 9. กิจการที่เกี่ยวกับการบริการ 10. กิจการที่เกี่ยวกับสิ่งทอ 11. กิจการที่เกี่ยวกับหิน ดิน ทราย ซีเมนตหรือวัตถุที่คลายคลึง 12. กิจการที่เกี่ยวกับปโตรเลี่ยม ถ่านหิน สารเคมี 13. กิจการอื่นๆ อาทิ การพิมพหนังสือหรือสิ่งพิมพที่มีลักษณะเดียวกันด้วยเครื่องจักร , การผลิต การซอมเครื่องอิเลคโทรนิคสเครื่องไฟฟ้า อุปกรณอิเลคโทรนิคสอุปกรณไฟฟา ,การผลิตเทียน เทียนไขหรือวัตถุที่คล้ายคลึง ,การพิมพแบบ พิมพเขียว หรือการถายเอกสาร ,การสะสมวัตถุหรือสิ่งของที่ชำรุด ใชแล้วหรือเหลือใช และการประกอบกิจการโกดังสินค้า เป็นต้น
 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1433293674

นายเชิดพันธ์ ผลวิเชียร ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อ.ท่าอุเทน   ร่วมกับ ร.อ.ธีระ เส็งตากแดด ผบ.ร้อย ทหารพรานที่ 2108 กองกำลังสุระศักดิ์มนตรี นำกำลัง อส. นรข.สน.เรือ นครพนม  และตชด. 237  สกัดจับ รถยนต์กระบะนิสสัน ตอนเดียว ดัดแปลง

ขณะบรรทุกไม้พะยูงมาเต็มคันรถเพื่อลำเลียงลงเรือส่งข้ามแม่น้ำโขง ต่อไปขายประเทศเพื่อนบ้าน บริเวณถนนสายเลียบแม่น้ำโขง บ้านดอนดู่ - บ้านตาล  ต.ไชยบุรี  อ.ท่าอุเทน   คนขับทิ้งรถหลบหนี เข้าป่า พร้อมพวกอีก 1 คน

ตรวจสอบ พบภายในรถพบไม้พะยูงแปรรูปสภาพเก่า 35 ท่อน   ขนาดความยาวประมาณ 2 -3 เมตร  รวมปริมาตรประมาณ 1.46 ลูกบาศก์เมตร  เชื่อว่าจะลักลอบลำเลียงขนส่งมารอลงเรือ ข้ามไปขายประเทศเพื่อนบ้าน และขณะนี้ขบวนการค้าไม้พะยูงได้หันมาขนตอนกลางวันแทนกลางคืน เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1433230050

 โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เป็นโครงการที่หลายรัฐบาลพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีหลายฝ่ายที่คัดค้านโครงการนี้เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ขณะที่รัฐบาลชุดปัจจุบันพยายามผลักดันโครงการนี้อย่างเต็มกำลังเช่นเดียวกับหลายรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งท่าทีของรัฐบาลทำให้ผู้คนกังวลกับสถานการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ล่าสุด เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล ร่วมกับนักวิชาการในพื้นที่ จัดเสวนาล้อมวงคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา

รศ.ดร.สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ระบุว่า โครงการนี้ไม่มีการคิดคำนวณต้นทุนทางอ้อม ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชน โดยมองว่ารัฐพยายามประชาสัมพันธ์โครงการนี้ในเชิงบวกจนเกินไป

"จริงๆแล้ว การคำนึงถึงต้นทุนทางอ้อมมันไม่ได้หมายความโดยสรุปทันทีว่าโครงการจะเกิดการขาดทุน เพียงแต่การศึกษาของผู้ศึกษาไม่ได้แสดงต้นทุนทางอ้อมเท่านั้นเอง มีแต่ประโยชน์ทางอ้อม ทำให้ผมสงสัยว่าเป็นการตีค่าโครงการที่เชิงบวกเกินไปเท่านั้นเอง"

มุมมองของภาคประชาชนสวนทางกับมุมมองของนายศรศักดิ์อังสุภานิชประธานสภาอุตสาหกรรม จังหวัดสตูล ซึ่งให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าว โดยเปิดเผยว่า โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างที่กังวลกัน และมองว่าหากโครงการเกิดขึ้นจะเป็นโอกาสอันดีในการขยายฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งยังจะช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับชาวจังหวัดสตูลอีกด้วย

ชาวบ้านในพื้นที่ชุมชนอ่าวปากบาราส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพประมงเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและทำเกษตรกรรมในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีอาชีพสำคัญด้านการท่องเที่ยว ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วชาวบ้านในพื้นที่พึงพอใจกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นายเอกพงษ์เหมราชาวบ้านในพื้นที่และผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวในนามกลุ่ม "รีฟกาเดียนไทยแลนด์" เล่าว่าคนในพื้นที่กังวลกับโครงการท่าเรือน้ำลึก จึงอยากเสนอให้ทางภาครัฐทบทวนโครงการและให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างรอบด้านมากกว่านี้

"ยังไงผมก็อยากวิงวอนว่าอยากให้ลองทบทวนหรือสร้างกระบวนการที่อย่างน้อยๆ ชาวบ้านก็ควรได้รับรายละเอียดทั้งหมดว่ามันจะมีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง มันมีแค่ท่าเรือไหม หรือมันมีอะไรที่คุณยังไม่ได้บอกเรา ที่เรายังไม่รู้ 10ปี 20ปี ข้างหน้า ผมเกิดที่นี่ ผมมีลูกเล็กๆที่นี่ มีแม่ มีญาติพี่น้อง คือผมรู้สึกว่า เราโอเคกับชีวิตแบบนี้นะครับ "

โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา จังหวัดสตูล เป็นโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนซึ่งไม่ใช่แค่เพียงบริเวณอ่าวปากบารา แต่ยังส่งผลกระทบไปยังพื้นที่ในบริเวณใกล้เคียง หนึ่งในนั้นคือพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ธรรมชาติวิทยา โรงเรียนกำแพงวิทยา อำเภอละงู จังหวัดสตูล

นางสาว จริยา แอหลัง ศิษย์เก่าโรงเรียนกำแพงวิทยา ตัวแทนของวิทยากรพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เล่าว่า ในฐานะเยาวชนในพื้นที่ รู้สึกเป็นกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะทรัพยาการที่จะสามารถนำไปศึกษาเรียนรู้ได้ในอนาคต

"ถ้าเขาทำโครงการสำเร็จหนูยังไม่แน่ใจเลยว่า มันจะมีทรัพยากรหลงเหลืออยู่ไหม เพราะว่ามันต้องดูดอ่าว ดูดโคลน ทำนู่นนี่นั่น มันต้องทำลาย คือเขาต้องเตรียมที่ของเขา อยากให้เขาอนุรักษ์เอาไว้ค่ะ อยากให้อนุรักษ์และสนใจ ถ้าสมมติว่าโครงการมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ขอให้ทำให้น้อย ให้มีผลกระทบให้น้อยที่สุด"

ความคิดเห็นของ รศ. ดร. สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ สอดคล้องกับเยาวชนพื้นที่ในประเด็นทรัพยากรธรรมชาติ รศ.ดร. สมบูรณ์ เปิดเผยว่า การเกิดขึ้นของโครงการท่าเรือน้ำลึกอาจส่งผลเสียต่อวิถีของสัตว์น้ำในทะเล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออาชีพของชาวประมงและธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"แต่อาจจะเกิดจากโครงการท่าเรือน้ำลึกที่จะเกิดขึ้นเช่น อาจจะมีสารพิษก็ดี สารแปลกปลอมก็ดี ตกสู่ก้อนท้องทะเลบริเวณท่าเรือน้ำลึก แล้วมันก็แพร่สะพัดไปยังทะเล แล้วอาจจะพัดตกไปยังส่วนที่เป็นพื้นทะเล อาจจะเป็นสารพิษที่กระทบต่อสัตว์หน้าดิน ซึ่งสัตว์หน้าดินนี้ก็จะเป็นอาหารของกุ้ง-หอย-ปู-ปลา ให้ชาวประมงที่จะจับ สิ่งเหล่านี้เป็น(ผลกระทบ)ทางอ้อมทั้งสิ้นเลย"

ความกังวลของโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารายังส่งผลกระทบไปยังบริเวณพื้นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเช่นเกาะหลีเป๊ะ นางละออง ชาวเลพื้นเมืองที่อาศัยบริเวณเกาะหลีเป๊ะ เล่าว่า ปัจจุบันตนและครอบครัวมีอาชีพในการบริการนักท่องเที่ยวและทำประมงในพื้นที่ แต่หากโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราเกิดขึ้น เกรงว่าจะไม่สามารถประกอบอาชีพได้และจะส่งผลกระทบถึงที่อยู่อาศัยของตนในอนาคต

ด้านนักท่องเที่ยวที่เดินมายังเกาะหลีเป๊ะส่วนใหญ่ยังไม่ทราบถึงโครงการท่าเรือน้ำลึก แต่มองว่าหากโครงการเกิดขึ้นก็อยากให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสถานที่ท่องเที่ยวอย่างน้อยที่สุด นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก เล่าว่า ตนเลือกเดินทางมาเกาะนี้เพราะที่นี่มีความสวยงามและเงียบสงบ แต่หากมีการก่อสร้างโครงการและส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ตนก็รู้สึกเสียใจ

"มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ เพราะว่าสถานที่นี้มีความสวยงามอยู่แล้ว ฉันได้ยินว่าสถานที่นี้เงียบสงบ และมีธรรมชาติอย่างมากมาย สำหรับการดำน้ำ ที่นี่คือสถานที่ที่สวยงาม พวกเราจึงมาท่องเที่ยวที่นี่ 1 สัปดาห์" นักท่องเที่ยวจากต่างแดนแสดงความคิดเห็นต่อโครงการท่าเรือน้ำลึก

ความคิดเห็นต่อโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราจากหลายฝ่ายแตกต่างกันออกไปต้องจับตาว่าบทสรุประหว่าง "ความต้องการของคนในพื้นที่ที่พยายามจะกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง" กับ "ความต้องการของภาครัฐที่พยายามเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคต" จะจบลงอย่างไร 

 

ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=622318

พล.อ.ดาว์พงษ์" เดินหน้าทวงคืนป่าสงวนที่ถูกบุกรุก สั่งมาตรการเร่งด่วนกับนายทุน

alt

     พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยกับ สำนักข่าว INN ว่า ขณะนี้รัฐได้ดำเนินการทวงคืนผืนป่าที่ถูกบุกรุกโดยไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือมีเอกสารสิทธิ์แต่เป็นการออกโดยมิชอบก็จะต้องตรวจสอบเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เบื้องต้นขณะนี้สามารถทวงคืนได้ 50,000 ไร่ หากเป็นสวนยางที่บุกรุกพื้นที่อุทยาน จะมีการทำลายต้นยางทิ้ง 60% และปลูกไม้อื่นเสริม หากบุกรุกในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และ 2 จะทำลายต้นยางทิ้ง 60% และปิดพื้นที่ และในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 3 - 5 จะดำเนินการคล้ายกัน แต่กำลังอยู่ในขั้นพิจารณาให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากต้นยางในพื้นที่ได้

     ขณะเดียวกัน ก็จะมีการทวงคืนสวนยางที่บุกรุกป่าสงวนเพิ่มเติม โดยมีการย้ำเจ้าหน้าที่ หากพบเห็นชาวบ้านยากจนบุกรุกก็จะให้ความอะลุ้มอล่วย แต่จะมีมาตรการเร่งด่วนกับนายทุน ซึ่งจะมีกำนันและผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบด้วย

     ทั้งนี้ สำหรับชาวบ้านยากจนที่ถูกตรวจยึดพื้นที่ไปแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จะมีการตรวจสอบซ้ำและให้การเยียวยาช่วยเหลือ

 
Read More ...