porno, porno, porno izle, porno izle, porno izle

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.komchadluek.net/detail/20150422/205072.html
 alt
           กรมชลประทานได้ปัดฝุ่นโครงการผันน้ำโขง-เลย-ชี-มูล ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นรูปธรรมต่อยอดจากนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้กรมชลประทานศึกษาแผนพัฒนาแหล่งน้ำระยะยาว ที่ผ่านมากว่า 30 ปี ที่ภาคอีสานจัดทำแผนศึกษาด้านการจัดการน้ำหลายโครงการ ทั้งโครงการศึกษาพื้นที่วิกฤติ 19 ลุ่มน้ำ และโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ในโครงการบริหารจัดการโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วงภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่เนื่องจากโครงการใหญ่ใช้งบมหาศาลจึงไม่คืบหน้า
 
          โครงการบริหารจัดการโขง-เลย-ชี-มูล โดยแรงโน้มถ่วง ของกรมชลประทาน คล้ายกับโครงการผันโขงลงพอง ที่มูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิตได้ศึกษาความเป็นไปได้มากว่า 17 ปี ทางมูลนิธิพยายามผลักดันโครงการให้เป็นรูปธรรมเสนอรัฐบาลแล้ว 4 รัฐบาล กระทั่งถึงรัฐบาล คสช. ซึ่งจากรายงานสรุปกรมชลประทานระบุว่า ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่ปากน้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย เป็นจุดแรกที่ลำน้ำเลยสาขาแม่น้ำโขงมีค่าระดับสูงสุดที่ 210 ม.รทก. ระดับต่ำสุดที่ปากมูน อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี จากการศึกษาโครงการมีความเป็นไปได้ทางวิศวกรรมถือว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน
 
          ดร.จงกล พิมพ์วาปี ที่ปรึกษามูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต บอกว่า ที่เสนอคือทำเฟสแรกให้เสร็จ โดยการศึกษาระบุว่า ถ้าแม่น้ำโขงเต็มตลิ่งจะมีระดับความสูง 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล จากนั้นขุดคลองชักน้ำที่แม่น้ำเลย อ.เชียงคาน ระยะ 28 กม. แล้วผันน้ำจากแม่น้ำโขงโดยวิธีแรงโน้มถ่วงแล้วเจาะอุโมงค์ขนาดใหญ่มาลงที่ลำพะเนียง จากนั้นผันน้ำโขงไปที่เขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนลำปาว เพื่อเป็นธนาคารน้ำ โดยใช้ระบบชลประทานกระจายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตร
 
          “โครงการนี้กรมชลประทานได้ศึกษาความเป็นไปได้ปี 2555 ผลการศึกษาระบุว่า โครงการคุ้มค่ากับการลงทุนทางวิศวกรรมเหมาะสมในการดำเนินการเมื่อรัฐบาลชุดนี้หยิบโครงการขึ้นมาอีกครั้งพร้อมให้งบศึกษาเพิ่มอีก 50 ล้านบาท ในฐานะภาคประชาชนที่มีข้อมูลการศึกษาแนวทางการผันน้ำโขง คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะทำโครงการนี้เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งอีสาน” ดร.จงกล กล่าว
 
          เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา มีพิธีบวงสรวงขอขมาพญานาคราช เพื่อขอแบ่งปันขอแม่น้ำโขงสู่แผ่นดินอีสาน จัดโดยประชาชนคนไทเลยร่วมกับมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ยุทธศาสตร์ ที่ผลักดันให้เกิดโครงการบริหารจัดการโขง-เลย-ชี-มูล คือ ใช้จิตวิญญาณ วัฒนธรรมมาหนุนเสริมโครงการ เร่งขยายองค์ความรู้การผันแม่น้ำโขง เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันและการผลักดันเชิงนโยบายให้โครงการเป็นรูปธรรม
 
          ขณะที่ รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีสุข อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยน้ำบาดาล มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า พื้นที่ภาคอีสานพิเศษที่ชั้นใต้ดินจะมีปริมาณเกลือมาก ทำให้ดินบางจังหวัดเป็นดินเค็ม ในอดีตมีโอกาสศึกษาเรื่องผลกระทบเกี่ยวกับโครงการโขง-ชี-มูล พบว่าหลังดำเนินโครงการแล้วพบว่ามีการแพร่กระจายของเกลือในชั้นดิน ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาก
 
          “พื้นที่ จ.เลย จากข้อมูลไม่มีชั้นเกลือที่จะละลายแทรกซึมมาที่ จ.ขอนแก่น หรือ จ.มหาสารคาม หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องศึกษาผลกระทบ แต่โครงการที่จะเกิดขึ้นเป็นโครงการใหญ่ที่ไม่ชัดเจนเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น การศึกษาความชัดเจนทั้งด้านการลงทุน การเวนคืนพื้นที่ในแผนพัฒนา สิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่จะเกิดทั้งผลดีและเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาจเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของประชาชน พร้อมกับบอกข้อมูลให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน จึงเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการแต่เนิ่นๆ” รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว
 
          โครงการบริหารจัดการน้ำโขง-เลย-ชี-มูน โดยแรงโน้มถ่วงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเด่นเป็นการนำน้ำโขงมาใช้ประโยชน์โดยประหยัดพลังงาน ด้วยการเจาะอุโมงค์ทำให้น้ำโขงไหลผ่านเข้ามาโดยแรงโน้มถ่วง เป็นโครงการที่กรมชลประทานเชื่อว่าเป็นการจัดการแบบองค์รวมครอบคลุมทั้งภาคอีสานแก้ปัญหาน้ำท่วม แล้งได้ในระยะยาว
 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000046216

 สระแก้ว - ชาวบ้านในพื้นที่ตำบลคลองหินปูน อำเภอเขาฉกรรจ์ ร้องสื่อมวลชนหลังต้องทนอยู่กับสภาพน้ำเน่าเหม็นที่โรงงานแป้งมันปล่อยน้ำเสียมานานนับ 10 ปี วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือด่วน
alt
       
       เมื่อวันที่ 22 เม.ย.58 ผู้สื่อข่าวได้ลงไปตรวจสอบพื้นที่ ม.1 ม.2.และ ม.9 ที่อยู่ติดลำคลองวิงจิก ต.คลองหินปูน อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว หลังมีชาวบ้านร้องเรียนเข้าไปขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ชาวบ้านได้รับความลำบากอย่างมากเนื่องจากได้มีโรงงานแป้งมันสำปะหลังแห่งหนึ่งที่ตั้งลานมันอยู่ตีนเขาได้ปล่อยน้ำเสียลงมาในคลองวังจิก ทำให้น้ำเน่าเหม็นอย่างมาก
      
       หลังได้รับการร้องเรียนจึงเข้าไปยังลำคลองวังจิก ปรากฏว่า ต้องรีบเอามืออุดจมูกทันที่ เนื่องจากมีกลิ่นน้ำเน่าเหม็นตามที่ชาวบ้านร้องมาจริงๆ ผู้สื่อข่าวพยายามที่จะเดินลงไปใกล้ลำคลองก็ได้กลิ่นที่รุนแรงขึ้น โดยชาวบ้านที่อยู่บริเวณนี้ ต่างตัดพ้อถึงหน่วยงานราชการในจังหวัดสระแก้วว่า ในระยะ 10 ปีมานี้พวกตนได้พยายามร้องเรียนไปทางจังหวัดหลายครั้ง หลังร้องเรียนขึ้นไปก็มีการส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบรวมกระทั่งกรมประมงด้วย แต่หลังลงมาดู ก็หายไม่เคยเห็นใครลงมาแก้ไข ชาวบ้านยังได้พาผู้สื่อข่าวเดินไปดูท่อน้ำทิ้งที่โรงงานแป้งวางรอดถนนลาดยางสาย จันทบุรี-สระแก้ว ปล่อยลงมาในคลองวังจิกด้วย
      
       นายสุเทพ อรัชเดช อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 16/1 ม.2 ต.คลองหินปูน อ.เขาฉกรรจ์ กล่าวว่า ปีนี้แย่ที่สุดในรอบ 10 ปีที่โรงแป้งแห่งนี้ปล่อยน้ำเสีย เนื่องจากมีความแห้งแล้งมาก ชาวบ้านไม่สามารถตักน้ำเอาขึ้นมาใช้ อาบหรือลูบหน้าเพื่อบรรเทาความร้อนได้เลย เนื่องจากน้ำมีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีก่อนน้ำในลำคลองแห่งนี้ใสแจ๋ว กุ้ง หอย ปู ปลา หากินกันได้อย่างอุดมสมบูรณ์
      
       ตอนนี้ต้องพึ่งกับข้าวจากตลาดเพียงอย่างเดียว ชีวิตของชาวบ้านก็จนลง เพราะต้องซื้อทุกอย่างแม้แต่กระทั่งน้ำอาบ จึงขอฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยากให้ลงมาดูและให้ทางโรงแป้งช่วยทำบ่อบำบัด จะได้ไม่ปล่อยน้ำเสียลงมาในคลองวังจิกอีก ชาวบ้านจะได้อยู่กันอย่างมีความสุขเหมือนเมื่อก่อน
 
ที่มา : http://manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9580000046090

เกิดเพลิงลุกไหม้ภายในบ่อขยะเอกชน ซ.โรงเรียนสุเหร่าบางกะสี บนพื้นที่ราว 100 ไร่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งระดมรถน้ำกว่า 30 คันฉีดสกัด คาดเนื่องจากความร้อนของอากาศทำให้เกิดไฟปะทุขึ้นมา
      
       เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ร.ต.ท.ธนเสฏฐ์ เชาวน์เลิศธนกิจ ร้อยเวรสอบสวน สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ภายในบ่อขยะเอกชน ซอยโรงเรียนสุเหร่าบางกะสี กม.22 ถ.เทพารักษ์ หมู่ 9 ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ จึงรายงานให้ พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.พัลลภ แอร่มหล้า ผกก.สภ.บางพลี พ.ต.ท.เชาวน์ ป้อมงาม รอง ผกก.สส.และชุดสืบสวน สภ.บางพลี พร้อมประสานรถดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าระงับเหตุ
      
       ในที่เกิดเหตุพื้นที่ราว 100 ไร่ เพลิงได้ลุกไหม้จากบริเวณพื้นราบทางด้านท้ายบ่อ ทางด้านทิศตะวันตก แต่เนื่องจากกระแสลมแรงและไม่มีแหล่งน้ำในบริเวณใกล้เคียง จึงให้เพลิงลุกลามไปติดกองขยะกองใหญ่ที่สุมอยู่ทางทิศตะวันออกของบ่อขยะดังกล่าวเกิดลุกลามไปเป็นรวงกว้างราว 3 ไร่ ทางเจ้าหน้าที่ดับเพลิงพร้อมด้วยทหารและตำรวจต้องเร่งฉีดน้ำสกัดและระดมรถน้ำจากทั้งจังหวัดนำน้ำมาฉีดกว่า 30 คัน
      
       ด้าน พล.ต.ต.ธนา ชูวงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ กล่าวว่า แนวทางการดับเพลิงในขณะต้องใช้รถแบ็กโฮคุ้ยขยะขึ้นมาเพื่อทำแนวกันไฟไม่ให้ลุกลามมากไปกว่านี้ และให้เจ้าหน้าที่เดินลุยหน้าเข้าฉีดน้ำในจุดที่มีเปลวเพลิง เบื้องต้นแนวกันไฟที่ทำขึ้นได้ผล จำกัดให้เพลิงอยู่ในวงแค่ 3 ไร่ได้แต่ยังไม่สามารถทำให้เพลิงที่ลุกไม่ด้านในดับได้หมด อยู่ระหว่างประสานขอเครื่องฉีดน้ำระยะไกลและรถแบ็กโฮขนาดใหญ่จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 3 ปราจีนบุรี นำเครื่องมือมาสนับสนุน และขอกำลังรถน้ำจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียงนำน้ำมาสนับสนุน
      
       ด้านนายพงษ์จรัส คู่วิรัตน์ ปลัด อบต.บางปลา รักษาการนายก อบต.บางปลา เปิดเผยว่า บ่อขยะแห่งนี้มีเอกชน 2 บริษัทเป็นเจ้าของซึ่งทั้งสองบ่อนั้นเป็นบ่อปิดไม่มีการอนุญาตให้นำขยะมาทิ้ง โดยส่วนที่เกิดเพลิงลุกไหม้นั้นมีพื้นที่ราว 30 ไร่ เจ้าของอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงพื้นที่เพื่อขออนุญาตทำเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ จากการสอบถามผู้ดูแลบ่อทราบว่าเกิดการปะทุของไฟขึ้นมาจากจุดพื้นราบที่อยู่ตรงกลาง เนื่องจากความร้อนของอากาศ ทางพนักงานที่อยู่ในบ่อช่วยกันนำถังเคมีมาดับแล้ว แต่เนื่องจากกระแสลมแรงจึงทำให้ไม่สามารถดับได้ ส่วนการดูแลสุขภาพของชาวบ้านเบื้องต้นได้จัดส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่สำรวจ แจกจ่ายหน้ากากอนามัยให้แก่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงแล้วและยังไม่มีรายงานว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากการสูดดมกลิ่นควันเข้าไป
      
       ทั้งนี้ ในชุมชนดังลกล่าวมีบ้านเรือนประชาชนอยู่ติดกับบ่อขยะจำนวนหนึ่งและโรงเรียนสุเหร่าบางกะสี แต่อยู่กันคนละจุดที่เกิดการลุกไหม้ ส่วนโรงเรียนอยู่ระหว่างปิดเทอมทำให้ไม่ได้รับผลกระทบ
      
       ล่าสุด นายพินิจ หาญพาณิชย์ ผวจ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า หลังจากเกิดเพลิงไหม้ภายในบ่อขยะมาแล้ว 19 ชั่วโมง จนถึงขณะนี้ถือว่าสามารถดับเพลิงได้แล้วร้อยละ 90 แต่ยังมีบางจุดที่เกิดปะทุขึ้นมา จึงต้องระดมเจ้าหน้าที่ รถน้ำและรถแบ็กโฮมาช่วยกันรวมถึงทาง ปภ.เขต 3 ปราจีนบุรีได้จัดส่งเครื่องสูบส่งน้ำระยะไกลมาช่วยเพิ่มทำให้ตอนนี้ใช้ได้ 2 เครื่องโดยฉีดคลุมด้านฝั่งทิศตะวันตกที่อยู่ใกล้บ้านเรือน
      
       ส่วนแนวทางการดับเพลิงจะใช้กำลังคนเป็นหลักโดยมีทหารจากกองพลทหารราบที่ 11 จ.ฉะเชิงเทรา 50 นาย ร่วมกับอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงท้องถิ่น เดินหน้ากระดานลุยฉีดน้ำตรงจุดที่มีเปลวเพลิงและกลุ่มควัน ส่วนรถแบ็กโฮตอนนี้มี 10 คันก็จะขุดขยะที่จมอยู่ด้านล่างขึ้นมา คาดว่าจะสามารถจะสามารถดับเพลิงให้เสร็จภายในเย็นนี้ หากดำเนินการตามแผนดังกล่าว
      
       สำหรับกลุ่มควันจากเพลิงไหม้นั้น แต่เดิมลอยไปทางทิศเหนือ และทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฝั่งถนนเทพารักษ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม แต่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิกว่า 5 กิโลเมตรนั้น ขณะนี้กลุ่มควันเปลี่ยนทิศทางลอยสูงขึ้น ไม่ฟุ้งกระจาย และยังไม่มีรายงานว่ามีเที่ยวบินได้รับผลกระทบจากควันไฟตั้งแต่เมื่อวานนี้ เบื้องต้นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการได้ประกาศให้ชุมชนบ้านคลองสำโรง หมู่ 9 ต.บางปลา เป็นพื้นที่ประสบภัยเพลิงไหม้แล้ว และหากสำรวจพบว่ามีตำบลอื่นได้รับผลกระทบจากควันก็จะประกาศเพิ่มเติม
      
       สำหรับการดูแลประชาชนยังคงให้สาธารณสุขออกประชมสัมพันธ์และแจกหน้ากากอนามัยให้กับชาวบ้านคลองสำโรงหมู่ 9 แล้ว ส่วนที่โรงเรียนราษฎร์บูรณะใกล้กับ อบต.บางปลา ที่ใช้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราวให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากควันนั้น เมื่อคืนที่ผ่านมามีชาวบ้านมาอาศัยอยู่ราว 70 ครัวเรือน และมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขคอยให้การรักษาเบื้องต้นพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาการแสบตา วิงเวียนศีรษะ และไอ ทั้งนี้ เมื่อวานนี้ทางกรมควบคุมมลพิษได้มาเก็บตัวอย่างอากาศและวัดค่ามลพิษแล้ว แต่ยังไม่ได้รายงานผลสภาพอากาศในพื้นที่ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่ามีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร
 

ที่มา :   http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9580000046108

 ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - เผย “ผบก.ภ.จว.สตูล” ร่อนหนังสืออ้างความเร่งด่วนสั่งการให้ทุกโรงพักในพื้นที่ประกบ และรายงานความเคลื่อนไหวกลุ่มค้านสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราทุกฝีก้าว ไม่เว้นแม้กิจกรรมแสดงภาพวาด และภาพถ่าย ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม.ที่กำลังจะจัดขึ้น 24-26 เม.ย.นี้
       
       แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มผู้ประกอบการการท่องเที่ยวได้จับมือกับภาคประชาชนใน จ.สตูล กำหนดจะร่วมกันจัดงาน “ปากบารา-อันดามัน สวรรค์ทะเลใต้” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Pakbara Paradiso” ซึ่งจะมีกิจกรรมหลักๆ ประกอบด้วย การแสดงภาพวาดและภาพถ่าย การแสดงดนตรี การอ่านบทกวี รวมถึงการเปิดเวทีเสวนา โดยจะจัดขึ้น ณ หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 24-26 เม.ย.ที่จะถึงนี้ ปรากฏว่า กิจกรรมดังกล่าวได้สร้างความตื่นกลัวให้แก่ฝ่ายตำรวจพื้นที่ จ.สตูล เป็นอย่างมาก
       
       ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุนทร เฉลิมเกียรติ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูล (ผบก.ภ.จว.สตูล) ถึงกลับมีการออกหนังสือคำสั่งแบบ “ความเร่งด่วน” ที่ 0024 (สต.) 412/538 ลงวันที่ 21 เม.ย.2558 ส่งไปถึง ผกก.สส.ภ.จว.สตูล, ผกก.ทุก สภ., สว.สส.เขาขาว และ สภ.เกาะหลีเป๊ะ โดยมีข้อความว่า
       
       1.จากกรณีที่สมาคมการท่องเที่ยว จ.สตูล จะจัดงาน Pakbara Paradiso ปากบารา-อันดามัน สวรรค์ทะเลใต้ ในวันที่ 24-26 เม.ย.58 ณ หอศิลปวัฒนธรรม กทม.นั้น กลุ่มต่อต้านการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา โดย นายสมบูรณ์ คำแหง แกนนำ และสมาชิกจะเดินทางไปร่วมจัดนิทรรศการศิลปะภาพวาด ภาพถ่าย อ่านบทกลอน ร้องเพลง และเปิดเวทีเสวนา “ปากบารา-อันดามัน สวรรค์ทะเลใต้” เพื่อเป็นการสื่อความหมาย และแสดงให้เห็นถึงความงาม ความสมบูรณ์ของท้องทะเลอันดามัน-ปากบารา อันควรอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกต่อไป และจะต่อต้านการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก และอุตสาหกรรม กลุ่มดังกล่าวมีจำนวนประมาณ 30 คน จะออกเดินทางจากปากบารา จ.สตูล ในวันที่ 23 เม.ย.58 โดยใช้รถส่วนตัว และเช่าเหมา
       
       2.ตามข้อ 1 จึงให้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดึงกล่าวพื้นที่รับผิดชอบ โดยรายงานข้อมูลแกนนำ จำนวนผู้ร่วมเดินทาง ยานพาหนะ พร้อมภาพถ่ายให้ ภ.จว.สตูล ทราบภายใน 23 เม.ย.58 เพื่อทราบ และดำเนินการ 
       
สำหรับเหตุผลของการสั่งการในลักษณะแสดงความตื่นกลัวของตำรวจในพื้นที่ จ.สตูล ครั้งนี้ แหล่งข่าวชี้ว่า น่าจะเป็นผลจากการรัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหาร แม้จะอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งของประชาชนกลุ่มต่างๆ แต่ยังกลับมีนโยบายให้เดินหน้าเร่งการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ในพื้นที่ อ.ละงู จ.สตูล ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือแลนด์บริดจ์สตูล-สงขลา อันเป็นโครงสร้างพื้นที่ให้แก่การเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามมาในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นตัวตั้งต้น ซึ่งที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนมาแล้ว
       
       โดยเฉพาะจากคำกล่าวล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และประธานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ในทำนองว่า โครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารากำลังถูกกลุ่มประชาชนในพื้นที่และนักอนุรักษ์ต่อต้านอย่างหนัก เพราะกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเลและวิถีชีวิตชาวประมง ขอความกรุณาว่าอย่าขัดแย้งกันมากเลย เราพยายามจะดูแลผู้ได้รับผลกระทบและเยียวยา
        
                “ถ้าเราไม่สร้างตรงนี้มันก็เป็นปัญหาอีก ประตูการค้าฝั่งอันดามันเราก็จะไม่มีนะครับ แล้วก็เชื่อมโยงการขนส่งสินค้าสู่ทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกาไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าวไว้ในวันนั้น
       
       ก่อนหน้านี้เพียงไม่นานก็ได้มีหนังสื่อในทำนองสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เร่งหาทางหยุดยั้งกลุ่มคัดค้านการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็มีความพยายามตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในพื้นที่ชุดหนึ่ง พร้อมกับตั้งแกนนำกลุ่มคัดค้านเข้าร่วมด้วย แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธไปแล้ว

        

 

ที่มา : http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9580000045972

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - จังหวัดสงขลา ฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ของโครงการเจาะสำรวจปิโตรเลียม (ระยะที่ 2) และโครงการผลิตปิโตรเลียม (ส่วนขยาย ระยะที่ 2) แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย G5/43 ของบริษัท ซี อี ซี อินเตอร์เนชั่น ลิมิเต็ด (สาขาประเทศไทย) เพื่อชี้แจงผลกระทบสิ่งแวดล้อม
       
    เมื่อวันที่  22 เม.ย. ที่ห้องสมิหลา โรงแรมบีพี สมิหลาบีช อ.เมือง จ.สงขลา นายสุทธิชัย สุขสีเสน พลังงานจังหวัดสงขลา เป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ของโครงการเจาะสำรวจปิโตรเลียม (ระยะที่ 2) และโครงการผลิตปิโตรเลียม (ส่วนขยาย ระยะที่ 2) แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย G5/43 ของบริษัท ซี อี ซี อินเตอร์เนชั่น ลิมิเต็ด (สาขาประเทศไทย)
      
       ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใต้การศึกษา และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้แทนจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ผู้แทนจากบริษัท ซี อี ซีฯ เจ้าของโครงการ บริษัท อีอาร์เอ็ม-สยาม จำกัด (บริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม) บริษัท ลักกี้สตาร์ เอนไวรอนเมน จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ทั้งระดับภาค ระดับจังหวัด ท้องถิ่นตลอดจนสถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรม
      
       การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงร่างข้อเสนอโครงการ และขอบเขตการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งแผนการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชนของโครงการฯ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการดำเนินโครงการฯ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม การวางแผนพัฒนา การจัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบ และมาตรการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพของโครงการต่อไป
      
       โครงการฯ ดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลย จี 5/43 ซึ่งได้รับสัมปทานจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะดำเนินการเจาะหลุมเจาะสำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลขนาด และขอบเขตของโครงการสร้างแหล่งกักเก็บเพิ่มเติม จำนวน 10 ตำแหน่ง ตลอดจนติดตั้งโครงสร้างในทะเลเพื่อการผลิตปิโตรเลียมเพิ่มเติม จำนวน 4ตำแหน่ง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเจาะหลุมเจาะสำรวจในไตรมาสที่ 1 ปี 2559 และติดตั้งโครงสร้างทางทะเลเพื่อการผลิตเพิ่มเติม ในไตรมาสที่ 2 ปี 2559
      
       ทั้งนี้ โครงการฯ สามารถเริ่มดำเนินการภายหลังจากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นอกจากนี้ กิจกรรมของโครงการฯ จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในอนาคต ตลอดจนเพิ่ม และรักษากำลังการผลิตที่มีอยู่มนปัจจุบัน รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาระดับปริมาณพลังงานสำรองในประเทศ และรักษาเสถียรภาพทางด้านพลังงานอีกด้วย
 
 

 
Read More ...