maltepe escort kartal escort istanbul escort escort sisme manken
ข่าวสิ่งแวดล้อม

ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.banmuang.co.th/news/bangkok/60185

กรมชลฯ จัดปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ทดแทนพื้นที่สร้าง “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา”
 
อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี หรืออ่างเก็บน้ำห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างขึ้นเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีดำริให้พิจารณาวางโครงการชลประทานประเภทอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำบางปะกงและลุ่มน้ำห้วยโสมง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำปราจีนบุรี พร้อมได้พระราชทานข้อมูลที่ทรงวางโครงการไว้ให้อธิบดีกรมชลประทานใช้ประกอบการพิจารณา เพื่อจัดหาน้ำให้ประชาชนใช้ในการทำการเกษตรในฤดูฝนและฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภค บริโภคตลอดปี
 
กรมชลประทานได้ดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเริ่มดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องจนครบถ้วน และเมื่อวันที่ 27 ต.ค.52 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมชลฯ เริ่มดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาจนถึงปัจจุบัน การก่อสร้างเขื่อนและอาคารประกอบได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 88.63% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2559 และสามารถกักเก็บน้ำได้มากถึง 295 ล้าน ลบ.ม. จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 319 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี
 
ทั้งนี้ กรมชลฯ ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ร่วมกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล70 ปีแห่งการครองราชย์ 9 มิ.ย.59 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ตามแนวพระราชดำรัสที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี
 
ที่ผ่านมากรมชลประทานได้ดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม จนถึงกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ รวมเป็นจำนวน 15,858 ไร่ เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยโสมงอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติทับลาน การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้ใช้พื้นที่ระหว่างช่วงเขาช่วยรับน้ำ จึงต้องปลูกป่าทดแทนผืนป่าที่สูญเสียไป เพื่อรักษาระบบนิเวศรวมถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่า
 
กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการฯ นี้เป็นการพิเศษ เนื่องจากพื้นที่อ่างเก็บน้ำบางส่วนอยู่ในเขตพื้นที่มรดกโลกดงพญาเย็นเขาใหญ่ โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ดำเนินงานป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับงานก่อสร้างอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณค่าความโดดเด่นของมรดกโลก นอกจากการปลูกป่าทดแทนแล้ว ยังมีแผนการการอพยพและอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างอ่างเก็บน้ำอีกด้วย
 
นายอุกริช พึ่งโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า ในการอพยพสัตว์ป่านั้นได้มีการเตรียมการ 2 ประเด็นหลักประเด็นแรกคือ การเก็บข้อมูลในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ และกรมชลประทานได้ร่วมกันเก็บข้อมูลหาประเภทของสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่อ่างเก็บน้ำ จำนวนสัตว์ และสภาพการอยู่อาศัยของสัตว์ชนิดนั้น เพื่อที่จะดำเนินการวางแผนปฏิบัติการให้สัตว์ที่ได้รับอพยพปลอดภัย ประเด็นที่ 2 คือวางแผนขั้นตอนการทำงาน โดยได้ศึกษาว่าระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำจะสูงสุดที่จุดไหนและมีผลกระทบต่อสัตว์ประเภทใดบ้าง ควบคู่ไปกับการวางแผนดำเนินงาน
 
หลังจากการเก็บข้อมูลและวางแผนดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้เริ่มการอพยพสัตว์ป่าอย่างเป็นรูปธรรมในปี 2555 และดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน โดยในปี 2557-2558 ได้มีการอพยพสัตว์ป่าเป็นจำนวนมากปัจจุบันทำงานแล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 90 ได้อพยพสัตว์ไปแล้วรวม 71 ชนิดจำนวน 8,764 ตัว ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 18 ชนิด 338 ตัว สัตว์เลื้อยคลาน จำนวน 27 ชนิด 376 ตัว และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก จำนวน 26 ชนิด 8,050 ตัว โดยทำการปล่อยสัตว์ป่าไปยังสถานที่รองรับ 5 จุด คือ ห้วยคำภู ทุ่งกวาง ท่าเรือน้อย วังทะลุ และแก่งยายมาก
 
นายอุกริช กล่าวเสริมว่า ในการติดตามสัตว์ป่าที่ทำการอพยพแล้วนั้น ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยคือกล้องดักถ่ายภาพ (Camera Trap) ควบคู่กับการสร้างแนวเขตให้เจ้าหน้าที่ติดตาม หลังจากที่ปล่อยสัตว์ป่าไปยังที่ปลอดภัยแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามและดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์ รวมถึงการใช้เครื่องติดตามติดไว้ที่ตัวสัตว์เพื่อที่จะติดตามผลการดำเนินการในระยะยาว แต่สิ่งที่ยังห่วงคือ เรื่องการหาอาหารของสัตว์และการมีโรคติดต่อ จากที่ดำเนินการอพยพสัตว์มาแทบไม่เกิดการสูญเสีย อาจจะมีการสูญเสียบ้างแต่เป็นการสูญเสียจากอุบัติเหตุ
 
ทั้งนี้ เมื่ออ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถช่วยบรรเทาอุกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขาในเขตพื้นที่ อ.นาดีและอ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และสามารถส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ถึง 111,000 ไร่ ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและทำให้ผลผลิตมีคุณภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในพื้นที่ ช่วยรักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเสียในแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกง อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญใน จ.ปราจีนบุรี

 
ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=724540

จับขบวนการต่างชาติ ลักลอบตัดและลำเลียงไม้พะยูง พื้นที่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา  ผนึกกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ออกปฏิบัติงานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา จับกุมแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชา ลักลอบเข้ามาตัดและลำเลียงไม้พะยูง ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติปางสีดา  ได้จำนวน 36 คน จากนั้นได้สอบสวนขยายผล และสามารถจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางเพิ่มเติม ได้อีก 3 คดี  ประกอบด้วย จับกุมผู้ต้องหา ชาวกัมพูชา 5  คน ตรวจยึดไม้พะยูงแปรรูป จำนวน 24 แผ่น ปริมาตร 0.617 ลบ.ม. พร้อมเครื่องเลื่อยยนต์ 1 เครื่อง ที่เกิดเหตุ บริเวณป่าเขากระท้อน บ้านป่าระกำ ม.1 ต.โคกปี่ฆ้อง อ.เมือง จ.สระแก้ว, จับกุมผู้ต้องหาชาวกัมพูชา 1 คน พร้อมเครื่องเลื่อยยนต์ 1 เครื่อง ที่เกิดเหตุ บริเวณป่าเขากระท้อน บ้านป่าระกำ ม.1 ต.โคกปี่ฆ้อง อ.เมือง จ.สระแก้ว และจับกุมผู้ต้องหาชาวกัมพูชา 1 คน  ที่เกิดเหตุป่าเขากระท้อน บ้านป่าระกำ ม.1 ต.โคกปี่ฆ้อง อ.เมือง จ.สระแก้ว

จากกรณีดังกล่าว สามารถจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด  4 คดี ผู้ต้องหาชาวกัมพูชา จำนวน 43 คน ตรวจยึดไม้พะยูงแปรรูป 24 แผ่น ปริมาตร 0.617 ลบ.ม. เครื่องเลื่อยยนต์ 2 เครื่อง

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญกับคดีดังกล่าว เพราะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เฝ้าติดตามพฤติการณ์ของเครือข่ายขบวนการผู้กระทำผิดดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้สั่งการให้ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว กำกับดูแลและควบคุมการสืบสวนสอบสวนด้วยตนเอง เพื่อออกหมายจับและดำเนินคดีกับนายทุน ผู้อยู่เบื้องหลังมาดำเนินคดีให้ได้และเน้นย้ำการใช้กฎหมายฟอกเงินและมาตรการยึดทรัพย์กับนายทุนอย่างจริงจัง
 
ที่มา : http://manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085767


สตูล - อบจ.สตูลร่วมลงนาม MOU โครงการขับเคลื่อนอนาคตสตูลด้านการเกษตร ประจำปี 2559 นำร่องจัดทำ “ซั้งเชือก” เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทางทะเลในพื้นที่ ต.สาคร อ.ท่าแพ จ.สตูล
      
       เมื่อวันที่ (26 ส.ค.) ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ร่วมกับ นายสิทธิสาร ศรีชุมพวง ประมงจังหวัดสตูล นายชอบ จันทร์ฉาย นายอำเภอท่าแพ และตัวแทนกลุ่มชาวประมงจาก อ.ท่าแพ จ.สตูล ร่วมลงนาม MOU โครงการขับเคลื่อนอนาคตสตูลด้านการเกษตร ประจำปี 2559 โดยกิจกรรมจัดทำ “ซั้งเชือก” เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล ในพื้นที่นำร่องหมู่ที่ 1 หมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 4 ต.สาคร อ.ท่าแพ จ.สตูล
      
       สำหรับเครื่องมือซั้งเชือกคือหญ้าเทียมในทะเล เป็นการนำภูมิปัญญาชาวบ้านในอดีต มาทดแทนหญ้าจริงในทะเล ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน ส่วนประกอบคือ เชือกใยยักษ์ โดยการแยกเชือกเส้นใหญ่ให้เป็นเส้นเล็ก และนำไปวางในทะเล ในจุดที่มีความลึกของน้ำทะเลที่เหมาะสม โดยให้ซั้งเชือกทำหน้าที่เป็นแหล่งฟักตัวของสัตว์น้ำทะเลวัยอ่อน เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำทะเลขนาดเล็กและปลานานาชนิด ดังนั้น ซั้งเชือกจึงเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับชุมชน เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรในท้องทะเล
สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดทำทางซั้งเชือก ก็เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล เพื่อเป็นการสาธิตการจัดทำซั้งเชือกในพื้นที่นำร่อง สร้างองค์ความรู้เพื่อขยายผลกับทรัพยากรชายฝั่งทะเลของ จ.สตูล อีกด้านหนึ่งการซั้งเชือก สามารถสร้างความมั่นคงทางอาชีพการประมงให้กับชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน บริเวณริมชายฝั่งทะเลของ จ.สตูล โดยไม่ต้องออกเรือไปทำการประมงไกลฝั่ง ลดปัญหาการทำโพงพาง เพราะซั้งเชือกสามารถทำให้สัตว์ทะเลมาอยู่อาศัยรวมกันมากยิ่งขึ้น ทำให้ชาวประมงสามารถจับสัตว์ทะเล เพื่อมาจำหน่ายได้ในปริมาณเยอะยิ่งขึ้น
      
       อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างจิตสำนึกและสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชน ในการร่วมกันอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรใต้ท้องทะเล โดยเฉพาะชายฝั่งทะเลชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทะเล จ.สตูล มีความอุดมสมบูรณ์ยั่งยืนต่อไป
 
ที่มา : http://manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085718

alt
ระยอง-ชาวอำเภอแกลง นับ 100 คน ยื่นหนังสือคัดค้านสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชน หวั่นเกรงจะเกิดมลพิษในชุมชนและแหล่งน้ำ
      
       เมื่อวันที่( 26 ส.ค.)ที่วัดบุนนาค หมู่ 3 ต.ชากโดน อ.แกลง จ.ระยอง มีประชาชนจำนวนมาร่วมทำบุญเนื่องในวันพระ หลังเสร็จพิธี พระครูพิศาลสุตะกร รองเจ้าคณะอำเภอแกลง และเจ้าอาวาสวัดบุนนาค กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าจะมีการตั้งโรงงานผลิตไฟฟ้าจากขยะขนาดไม่เกิน 3 เมกกะวัตต์ในพื้นที่หมู่ 8 ต.ชากโดน ตรงข้ามที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ชากโดน
      
       พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าชุมชน อาตมาและชาวบ้านไม่เห็นด้วยที่จะมาสร้างในพื้นที่ เกรงจะเกิดมลพิษในชุมชน น้ำเสียจากขยะ เรื่องกลิ่นเหม็น และอยู่ใกล้แหล่งน้ำดิบใช้ทำประปาหมู่บ้านวัดบุนนาค โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านวัดบุนนาค ฯลฯ
      
       ด้านนายประมวล ตรงชื่น ประธานกลุ่มอนุรักษ์เสม็ด หมู่ 8 ต.ชากโดน อ.แกลง กล่าวว่า พื้นที่ป่าชุมชน มีต้นเสม็ดขาวขึ้นเต็มพื้นที่ เมื่อถึงหน้าฝน จะมีเห็ดเสม็ดขึ้นบริเวณโคนต้นจำนวนมาก ชาวบ้านแถบนี้มีอาชีพเก็บเห็ดเสม็ดขายเลี้ยงชีพ ราคากิโลกรัมละ 120 -150 บาท ซึ่งชาวบ้านหาเห็ดตั้งแต่เช้ามืดจะเก็บได้อย่างต่ำ 5 - 10 กิโลกรัม มีรายได้วันละ 500- 700 บาทต่อคนโดยปีนี้มีผลผลิตประมาณ 3,000 กิโลกรัม
      
       นางรัชนิดา เจริญรื่น กำนัน ต.ชากโดน นางลัดดา รัตนวิจิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ต.ชากโดน นางกันติมา เสน่ห์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 นายจำรูญ เสน่ห์ นายประมวล ตรงชื่น ประธานกลุ่มอนุรักษ์เสม็ด พร้อมชาวบ้านจำนวน 100 คน รวมตัวกันที่วัดบุนนาค ก่อนเดินทางไปยื่นหนังสือคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ที่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอแกลง โดยนายวิทยา ชพานนท์ นายอำเภอแกลง ออกมารับหนังสือ แล้วเชิญชาวบ้านเข้าร่วมประชุมชั้น 3 โดยมีนายทิวัฒน์ ผ่องแผ้ว เลขาฯนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ตัวแทนบริษัท สระบุรีพาวเวอร์ จำกัด
      
       ผลการประชุมชาวบ้านมีความเห็นคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ของบริษัท สระบุรีพาวเวอร์ จำกัด
      
       โดยวันนี้มีการทำบันทึกข้อความว่า ตามที่บริษัท สระบุรีพาวเวอร์ จำกัด ได้ดำเนินการจัดรับฟังความคิดเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการรับฟังความเห็นและทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตกระแสไฟฟ้าพ.ศ. 2559 ซึ่งทางบริษัทฯจะดำเนินการสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะชุมชน ขนาด 3 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ ต.ชากโดน อ.แกลง จ.ระยอง
      
       ชาวบ้านต.ชากโดน ที่มีรายชื่อคัดค้าน ได้มีมติไม่ให้ก่อสร้างโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากขยะชุมชนขนาด 3 เมกะวัตต์ ในพื้นที่ ต.ชากโดน ด้วยเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ชาวบ้านพอใจแยกย้ายกันเดินทางกลับ.
 
ที่มา : http://www.nationtv.tv/main/content/social/378514543/

alt

กรมป่าไม้ ชี้19 รีสอร์ทภูทับเบิกเดินหน้ารื้อถอนเอง เตรียมสรุปอีก 95 แปลงจบ 15 ก.ย.นี้ พร้อมไล่บี้อีก 1300 รายทั่วประเทศ

ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและ ควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ นายอรรถพล เจริญชันษา บอกว่า หลังจากมีการขยายเวลาให้เจ้าของรีสอร์ทบนภูทับเบิก จังหวัดเพชรบูรณ์ ล็อตแรก 19 แห่งให้รื้อถอนตามคำสั่งคสช.ต่ออีก 7 ราย และจะครบวันที่ 29 สิงหาคมนี้ พบว่าผู้ประกอบการเข้ารื้อถอนเอง ถือเป็นสัญญาณที่ดีส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลจากการที่นายกรัฐมนตรี มีนโยบายชัดเจน และประกาศชัดเจนให้ดำเนินการตามกฏหมายในทุกขั้นตอน ซึ่งทางกรมป่าไม้ได้ติดตามดูท่าทีของทั้ง 19 แห่งอย่างต่อเนื่อง หลังจากครบกำหนดวันที่ 29 สิงหาคม ก็จะมีการประเมินท่าทีอีกครั้งหนึ่งแต่ยืนยันว่าจะใช้วิธีละมุนละม่อม ทำความเข้าใจให้ตรงกันถึงผลการดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวนายอรรถพล บอกด้วยว่า ในวันที่ 15 กันยายนนี้ รีสอร์ทบนภูทับเบิกที่ทางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ส่งรายชื่อจำนวน 95 แห่งให้ทางกรมป่าไม้ตรวจสอบซึ่งก็จะดำเนินการให้แล้วเสร็จ โดยที่ชาวบ้านที่อยู่ทำกินดั้งเดิมจะไม่ได้รับผลกระทบขณะเดียวกันกรมป่าไม้ เตรียมสรุปผลการดำเนินการของชุดพยัคฆ์ไพร ที่ทวงคืนผืนป่า ตรวจสอบรีสอร์ททั่วประเทศ พบว่ามีจำนวน1,800 ราย ในจำนวนนี้ 1,300 กว่าแห่งที่ทางกรมป่าไม้ จะต้องดำเนินคดีและขอเอกสารจากทางเจ้าของ เพื่อตรวจสอบเอกสารสิทธิ์เพิ่มเติม
 
Read More ...