ข่าวสิ่งแวดล้อม

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/457968

เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกยึดรื้อบ้านอำพราง จำนวน 11 หลัง ใน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง โดยใช้เสาไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้แดง ขนาดใหญ่ ไม้แปรรูปตีเป็นฝาบ้าน เพื่อเตรียมสวมเป็นไม้เรือนเก่าขายให้นายทุน

alt

     เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่ จ.ลำปาง  นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ อธิบดีกรมป่าไม้ นำกำลังเจ้าหน้าที่ประสานการปฏิบัติที่ 4 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ภาค 3 และกำลังทหารตำรวจป่าไม้ และฝ่ายปกครอง จำนวน 200 นาย เข้าบุกยึดและรื้อถอนและอายัดบ้านที่มีลักษณะอำพราง จำนวน 11 หลัง ในพื้นที่บ้านไผ่งาม ม.3 ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง โดยเจ้าหน้าที่แบ่งกำลังเข้ารื้อถอนไม้หลังคาบ้านแต่ละหลังซึ่งใช้ไม้สัก ไม้แดง และไม้ประดู่ ต้นขนานใหญ่อายุไม่ต่ำกว่า 100-150 ปี มาปลูกเป็นเสาบ้าน และนอกจากนั้นยังใช้ไม้แปรรูป ตีแปะเป็นบ้านอีกจำนวนมาก 
     นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ์ อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า แต่ละหลังนำไม้มาสร้างบ้านแซมในที่ดินที่มีเลขที่บ้าน ซึ่งบ้านอำพรางแต่ละหลังเตรียมการให้เป็นไม้เรือนเก่า เพื่อขายให้นายทุนที่กว้านซื้อไม้จากชาวบ้านที่ลักลอบตัดไม้ในเขตอุทยานถ้ำผาไท ซึ่งเป็นแหล่งไม้ใหญ่ที่เป็นผืนเดียวในภาคเหนือด้วย ภายหลังอายัดรื้อถอนแล้ว จะตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของ และขณะเจ้าหน้าที่รื้อถอนค้นอายัดบ้านแต่ละหลังเจ้าของบ้านถึงกับน้ำตาไหลพราก และอีกส่วนหนึ่งปิดบ้านหนีเข้าป่า

 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/458083

     นายบำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทช.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การแก้ไข ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง จ.ชลบุรี จำนวน 17 จุด เพื่อวางแนวทางการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อทำการเก็บข้อมูล ในพื้นที่ จ.ชลบุรี แต่อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่อยู่ติดชายทะเลตั้งแต่ อ.เมือง ถึง อ.สัตหีบ มีพื้นที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ รวม 17 จุด คือ บ้านอ่างศิลา, หาดบางแสน, สวนสาธารณะบางพระ, แหลมท้าวเทวา ศรีราชา, ร้านอาหารริมอ่าวแหลมฉบัง, ท่าเรือแหลมฉบังฝั่งขวา, ปากแม่น้ำใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง, วัดจิตตภาวัน บางละมุง, รอยต่อ เขต อ.บางละมุงและเมืองพัทยา, หาดจอมเทียน, หน้าโรงแรมแอมบาสเดอร์, หมู่ 3 หาดจอมเทียน บ้านอำเภอ, หาดบางเสร่, หาดสัตหีบ, หาด น้ำหนาวแสมสาร และหาดแดงแสมสาร โดยการดำเนินการครั้งนี้จะมีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาจัดทำแนวทางกลยุทธ์ แผนงาน โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องต่อแผนงานที่มีในท้องถิ่น

 

ที่มา : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9570000120894

มลพิษทางอากาศ 'ก๊าซไข่เน่า' หรือ 'ก๊าซไนโตรเจนซัลไฟด์' ภัยเงียบบ่อนทำลายสุขภาวะคนเมือง ล่าสุด ประเด็นปัญหาลุกลามจากลุ่มผู้ค้าในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่เพิ่งเปิดให้บริการได้ไม่นาน บริเวณสยามสแควร์ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากก๊าซไข่เน่าที่ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งบริเวณโซนที่ตนเปิดร้าน บั่นทอนสุขภาพยังไม่พอ ทรัพย์สินยังได้รับความเสียหายไปด้วย      

alt 

        งานนี้กรมอนามัยเข้าตรวจวัดค่าก๊าซไข่เน่าพบความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 10 - 83 ppm ซึ่งเกินกว่ามาตรฐานความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม กลิ่นเหม็นของก๊าซไข่เน่ายังเจือปนในอากาศของห้างดังหลายแห่ง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการจัดการระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่ได้เรื่อง       
        สำหรับ ก๊าซไข่เน่า นั้นเจือปนในน้ำเสีย น้ำเน่า และสิ่งโสโครก อาการฉียบพลันหากได้รับสารพิษคือ คลื่นไส้ หายใจขัดต่อเนื่องจากการขาดออกซิเจน หมดสติ และอาจถึงตายได้ถ้ามีความเข้มข้นสูง (ที่มา : ศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา)      

        กรณีศึกษา ห้างดังกลางกรุง
        วันนี้ผมมีเรื่องของห้างสรรพสินค้าสยามสแควร์วันจะมาแชร์ให้เพื่อนๆ ฟัง ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มเปิดห้างจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการเอารัดเอาเปรียบของห้างกับทางผู้เช่า และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องมลพิษของห้าง ทั้งกลิ่นที่เกิดจากการก่อสร้างตกแต่ง กลิ่นจากห้องน้ำ (ปัสสาวะและอุจจาระ) กลิ่นขยะ กลิ่นอาหารบนชั้น 4-5 ครับ ซึ่งกลิ่นดังกล่าวเมื่อรวมตัวกันจะทำให้เกิดเป็นก๊าซไข่เน่า หรือ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ และสารเคมีจากการก่อสร้างตกแต่งภายในห้างที่ไม่ได้มีการควบคุมที่ดี ส่งผลให้สารเคมีตกค้างอยู่ในอาคารและถูกปล่อยมาตามระบบปรับอากาศส่งผลให้ของต่างๆ และอุปกรณ์ภายในร้านได้รับความเสียหายข้อความจากกระทู้ : ห้างสยามสแควร์วัน มลพิษและการบริหารงานสุดแย่ของห้าง (http://pantip.com/topic/32734560) โดยเนื้อหายังระบุต่อ ความว่า       
        ห้างนี้เปิดให้บริการตั้งแต่ 5 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา โดยได้มีการเร่งรัดให้ผู้ประกอบการเข้าไปเปิดร้าน โดยบังคับว่าหากไม่เปิดตามกำหนดในวันที่ดังกล่าว จะริบสิทธิคืน และเมื่อผู้ประกอบการทั้งหลาย เริ่มทะยอยเปิดร้าน ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2557 ปรากฎพบว่าทางห้างยังตบแต่งไม่แล้วเสร็จ ยังมีร้านอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ตบแต่งหรืออยู่ในระหว่างตบแต่ง ทำให้เกิดฝุ่นละออง และมลพิษทางอากาศ ทางเสียงซึ่งมีการตัด อ็อกเชื่อม อยู่ตลอดเวลาทั้งในเวลาทำการและนอกเวลาทำการของห้าง       
        ประกอบกับการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตราฐาน และระบบบำบัดและระบบกรองอากาศที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ในชั้นใต้ดินและชั้น 1 ของห้างมีกลิ่นเหม็นออกมาทางท่อแอร์ตั้งแต่ห้างเปิดให้บริการจนถึงปัจจุบัน ทางกลุ่มผู้เช่าได้ยื่นจดหมายร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว 5 ครั้ง แต่ก็ไม่มีฝ่ายใดออกมาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวตลอด 5 เดือนที่ผ่านมา       
        เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา กทม. โดยกรมอนามัย ได้เข้ามาตรวจวัดค่ามลพิษภายในอาคาร ผลการตรวจสรุปได้ว่าในตัวอาคารมีก๊าซไข่เน่า หรือ ก๊าซไนโตรเจนซัลไฟด์ สูงตั้งแต่ 10 - 83 ppm เปรียบเทียบกับการวัดค่าภายนอกอาคารที่วัดได้ไม่ถึง 4 ppm นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่กรมอนามัยยังแจ้งอีกว่าไม่ควรจะมีก๊าซไข่เน่าภายในอาคาร        
        ผลพวงจากมลภาวะภายในอาคารส่งผลกระทบต่อ หนึ่ง-ลูกค้าที่มาเดินในอาคาร เจ้าของร้านค้าที่มาขายของในอาคารนี้ มีหลายคนป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เนื่องจาก ต้องสูดดม กลิ่น และมลพิษในอาคารมาเป็นเวลา 5 เดือน โดยไม่มีการแก้ไขใดๆ สอง-สิ่งของอุปกรณ์ ที่อยู่ภายในอาคารได้รับความเสียหาย (สิ่งของที่ลักษณะเป็นโลหะ แปรสภาพดำคล้ำ)       
        ทีมข่าว Astv ผู้จัดการ Live ต่อสายตรงไปยังผู้ที่มีหน้าที่ดูแลห้างดัง รลินทร ลาโฮรี ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน เปิดเผยว่า ทราบเรื่องร้องเรียนของทางผู้ค้าและกำลังเร่งปรับแก้ในส่วนที่เป็นปัญหา ส่วนเรื่องของก๊าซที่ทำให้เกิดกลิ่นภายในอาคาร ในเรื่องของกลิ่นนั้นทางเราก็มีการปรับปรุงระบบการบำบัดน้ำเสียให้ดียิ่งขึ้นอยู่ก่อนหน้าที่จะมีการร้องเรียนแล้ว คาดว่ามีผู้มาใช้บริการส่วนกลางห้องน้ำเยอะจึงส่งผลเป็นปัญหา ทำให้ระบบบำบัดน้ำเสียทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพไม่สมบูรณ์ ขณะนี้อยู่ในช่วงดำเนินการแก้ไข และทำความเข้าใจแก่ผู้ค้า ซึ่งจะมีการเยียวยาให้ความช่วยเหลือต่อไป      

        สิ่งแวดล้อมเรื่องที่ต้องสำนึก
        นักวิชาการด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมท่านหนึ่ง เปิดเผยว่า ประเด็นปัญหาเรื่องก๊าซไข่เน่าไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย และไม่ได้มีเพียงห้างดังที่ตกเป็นข่าวเพียงห้างเดียวที่เผชิญปัญหานี้ แน่นอนห้างสรรพสินค้าใหญ่น้อยที่ตั้งอยู่เกลื่อนกลาดก็มีสามารถประสบปัญหากลิ่นก๊าซไข่เน่าได้เช่นเดียวกันหากบริหารไม่ดี      
        อย่างไรก็ตาม ในการออกแบบห้างสรรพสินค้า ว่าด้วยข้อบังคับทางกฎหมายก็มีมาตรการควบคุมดูแลเรื่องปัญหาด้านมลพิษที่อาจเกิดขึ้นไว้อยู่แล้ว เขาอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดก๊าซไข่เน่า กระทั่งส่งผลกระทบต่อประชาชน      
        อธิบายสั้นๆ ก็คือ ของเสียที่มาจากอาคารมีปัญหาเรื่องการย่อยสลาย จึงเกิดปัญหาเรื่องกลิ่นซึ่งสาเหตุมาจากระบบบำบัดน้ำเสียของศูนย์การค้า การบำบัดน้ำเสียในระบบแรกต้องใช้อากาศ เมื่อของเสียจำพวก ปัสสาวะ อุจจาระ หรืออาจมีเศษอาหารร่วมด้วย และจะมีการเติมอากาศเข้าไปในขั้นสุดท้ายอีกที      
        ในบางสถานที่อาจออกแบบไม่ครบวงจร ทำให้กระบวนการย่อยสลายก่อให้เกิดก๊าซไข่เน่าขึ้นมา รวมทั้งเกิดก๊าซมีเทนร่วมด้วย ฉะนั้น มันมีปัญหา 2 อย่าง ก๊าซไข่เน่าทำให้เกิดปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็น มีเทน ทำให้ติดไฟ เพราะอย่างนั้นบางที่ต้องระวังด้วย ท่ออาจจะเกิดการระเบิดขึ้นมาได้      
        อย่างไรก็ตาม อาจไม่ใช่ความความผิดพลาดจากการออกแบบระบบท่อเสียทั้งหมด ทั้งนี้อาจพ่วงในเรื่องของความผิดพลาดทางเทคนิคด้วย นักวิชาการด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เหตุก๊าซไข่เน่าส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งในห้างสรรพสินค้านั้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไข โดยเฉพาะผู้บริหารห้างต้องมีจิตสำนึกสาธารณะมีความรับผิดชอบต่อสังคม มีการตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามมาตรการทางกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเองต้องเด็ดขาดต่อประเด็นปัญหาดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ละเลยตรวจสอบ ตักเตือน แล้วสุดท้ายก็ปล่อยผ่าน   
        เขาเปิดเผยว่ายังมีอีกหลายห้างที่มีปัญหาเรื่องก๊าซไข่เน่าเข้มข้มสูงเกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทางผู้บริหารต้องกำกับดูแลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ สอบถามในเรื่องการลงทุนระบบบำบัดน้ำเสียนั้นไม่ได้มีราคาแพงจนต้องหลบเลี่ยง ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องของสามัญสำนึกล้วนๆ ตามกฎหมายมีข้อบังคับในเรื่องการออกแบบส่วนนี้อยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์จริงหลายแห่งมีปัญหา ตรงนี้ก็ต้องมีมาตรการตรวจสอบควบคุมเข้ามาอีกทีหนึ่ง เพื่อเป็นการกำกับดูแลให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อสังคม     

        ต้องออกแบบเพื่อสังคม
        ในส่วนของการออกแบบห้างสรรพสินค้านั้นผสานระหว่างสถาปัตยกรรมและวิศกรรมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม กลิ่นฟุ้งของก๊าซไขเน่านั้นเป็นผลพวงมากจากการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมด้วยหรือเปล่า พิชัย วงศ์ไวศยวรรณ นายกสมาคมสถาปนิกสยาม เปิดเผยว่า วิธีการออกแบบสามารถบริหารจัดการได้ การออกแบบทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกกับวิศวกร ขอบเขตการออกของสถาปนิกเราไม่ได้มีการดูแลระบบ เรื่องของการถ่ายเทอากาศเราต้องทำงานร่วมกับวิศวกร ลักษณะอาคารแบบนี้ก็มาวางระบบร่วมกัน การระบายอากาศออกทางไหน มีผลกับการออกแบบอาคารโดยรวมอย่างไร แน่นอนการออกแบบที่ไม่ดีก็มีผลกระทบต่อผู้คนที่เดินผ่านไปมา"       
        กรณีของห้างดังที่ตกเป็นข่าวเรื่องมลพิษทางอากาศ ยังถูกวิจารณ์ในเรื่องการออกแบบที่ไม่เหมาะสมกับเมืองไทยอย่างหนาหู รลินทร ผู้จัดการฯ ของศูนย์การค้าดัง เปิดเผยแนวคิดการออกแบบว่า การออกแบบจะนำคอนเสปจากสยามสแควร์เดิมเป็นสตรีทช้อปปิ้ง การออกแบบเปิดโล่งคอนเซ็ปต์ถนนคนเดินในแนวตั้ง การออกกแบบให้ถ่ายเทอากาศ ลดโลกร้อน ประหยัดพลังงาน        
        แต่ก็ถูกประชาชนวิจารณ์เป็นห้างที่อากาศอบอ้าวไม่ถ่ายเทเอาเสียเลย ซ้ำร้ายความที่ด้านบนเปิดโล่งพอถึงเวลาฝนฟ้าคะนองก็ส่งผลให้น้ำไหลนองไปทั่วบริเวณซึ่งเป็นอันตรายก่อการเดินเท้าของประชาชน        
        ด้าน พิชัย กล่าวว่า คอมเพล็กซ์มอลล์ที่ผสานระหว่างอินดอร์กับเอาต์ดอร์เป็นการออกแบบที่เหมาะสมกับสภาพอากาศประเทศไทย ส่วนในเรื่องสภาพอากาศหากมีฝนก็ต้องยอมรับไปโดยปริยายว่าไม่สามารถคุ้มฝนได้ สิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการเมื่อออกแบบอย่างนี้แล้วสามารถบริหารจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้หรือไม่อย่างไร      
        ประเด็นปัญหาเรื่องก๊าซไข่เน่าในอาคารเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ใช่ว่าทุกตึกทุกอาคารจะประสบปัญหานี้       
        ก๊าซไข่เน่าสัมพันธ์กับระบบบำบัดน้ำเสีย ถ้าตำแหน่งนั้นมีความสัมพันธ์กับระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ กลิ่นมันจึงลอยมา ผู้ออกแบบงานระบบต้องมีการออกแบบระบายอากาศที่ดี      
        อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องและรับผิดชอบดูแลต้องร่วมมือกันตรวจสอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/458083

นายบำรุงศักดิ์ ฉัตรอนันทเวช ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทช.ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การแก้ไข ปัญหากัดเซาะชายฝั่ง จ.ชลบุรี จำนวน 17 จุด เพื่อวางแนวทางการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อทำการเก็บข้อมูล ในพื้นที่ จ.ชลบุรี แต่อย่างไรก็ตาม จากการเก็บข้อมูลเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ที่อยู่ติดชายทะเลตั้งแต่ อ.เมือง ถึง อ.สัตหีบ มีพื้นที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ รวม 17 จุด คือ บ้านอ่างศิลา, หาดบางแสน, สวนสาธารณะบางพระ, แหลมท้าวเทวา ศรีราชา, ร้านอาหารริมอ่าวแหลมฉบัง, ท่าเรือแหลมฉบังฝั่งขวา, ปากแม่น้ำใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง, วัดจิตตภาวัน บางละมุง, รอยต่อ เขต อ.บางละมุงและเมืองพัทยา, หาดจอมเทียน, หน้าโรงแรมแอมบาสเดอร์, หมู่ 3 หาดจอมเทียน บ้านอำเภอ, หาดบางเสร่, หาดสัตหีบ, หาด น้ำหนาวแสมสาร และหาดแดงแสมสาร โดยการดำเนินการครั้งนี้จะมีการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาจัดทำแนวทางกลยุทธ์ แผนงาน โครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อบูรณาการแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องต่อแผนงานที่มีในท้องถิ่น.
 

ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/458106

เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 6.0 ที่เมืองทางเหนือของประเทศเอกวาดอร์ แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย
     สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างข้อมูลจากสำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) ว่า เกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 6.0 แมกนิจูด ที่เมืองแซง กาบริเอล ทางเหนือของประเทศเอกวาดอร์ เมื่อวันจันทร์เวลา 14:33 น. (02:33 น. วันอังคาร ตามเวลาไทย) จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ที่ความลึก 10 กม. ห่างจากตัวเมืองแซง กาบริเอล ไปทางใต้เพียง 9 กม.
     จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวยังอยู่ไม่ไกลกรุงกีโต โดยอยู่ห่างไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 113 กม. และส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเมืองปาสโต เมืองเอกของเขตนาริญโญ่ ของประเทศโคลอมเบียด้วย แต่ไม่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

 
Read More ...