ตัวอย่างกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ (SEF)

กรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์สำหรับพื้นที่อนุภูมิลุ่มน้ำโขง:การบูรณาการสิ่งแวดล้อม

กับการพัฒนา สาขาการขนส่งและพัฒนาแหล่งน้ำ

(Strategic Environmental Framework for the Greater Mekong Subregion : Intrgrating

Development Environment in Transport and Water Resource Sectors

 

                                                อินทิรา  เอื้อมลฉัตร

สำนักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากร-

ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

คำนำ

การจัดกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์สำหรับพื้นที่อนุภมิภาคลุ่มน้ำโขงดำเนินการโดยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรพัฒนาและความร่วมมือแห่งประเทศสวิส สถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งสต็อคโฮม องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมธิการแม่น้ำโขง

                การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจให้การสนับสนุนการลงด้านโครงขนส่ง ด้านโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ และด้านสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการลงทุนดังกล่าวเป้นการลงทุนโดยมีการพิจารณาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

                การดำเนินงานได้แบ่งออกเป็น 4 ช่วง คือ

                                ช่วงที่ 1. ขั้นการศึกษาเบื้องต้น

                                ช่วงที่ 2. ขั้นการวิเคราะห์

                                ช่วงที่ 3. ขั้นจัดทำผลผลิต

                                ช่วงที่ 4. ขั้นการสื่อสาร

                การดำเนินงานในทุกขั้นตอนได้มีการปรึกษาหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและผู้มีอำนาจตัดสินใจของประเทศต่าง ๆ ในเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ทั้ง 6 ประเทศได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนม่าร์ จีน เวียดนามและไทย โดยการปรึกษาหารือได้ครอบคลุมถึงกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้

                1. นักวางแผนและผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับการปรึกษาหารือในขั้นตอนกระบวนต่าง ๆ ในฐานะของคณะกรรมการกำกับการศึกษาของแต่ละประเทศและโดยการปรึกษาหารือผ่านการประชุมเชิงปฎิบัติการทั้งระดับประเทศและระดับอนุภูมิภาค

               

2. องค์การพัฒนาเอกชน ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ (เช่น การระบุพื้นที่ที่มีความเสี่ยง) การพิจารณาและการประเมินผลที่ได้จากการศึกษา

3. รัฐบบาลท้องถิ่นและประชาชน ซึ่งได้รับการปรึกษาหารือในการจัดเตรียมกรณีศึกษา

4. คณะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นผู้จัดทำแนวทางและเป็นผู้ประเมินผลที่ได้จากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์

5. ผู้เชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์และให้มุมมองในฐานะผู้เชี่ยวชาญ

6. รายงานฉบับกลางได้เปิดเผยในระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นจากนานาชาติ รวมทั้งได้มีการจัดส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ องค์การพัฒนาเอกชน และผู้เชี่ยวชาญในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

7. ร่างรายงานฉบับที่ 1 ได้ผ่านการพิจารณาและอภิปรายอย่างกว้างขวางโดยผู้มีอำนาจตัดสินใจของแต่ละประเทศ รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์ องค์การพัฒนาเอกชน ผู้มีส่วนเสียต่าง ๆ โดยวิธีประชุมเชิงปฎิบัติการระดับประเทศและระดับอนุภูมิภาค

8. รายงานการศึกษากรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้รับการพิจารณาอย่างเป็นทางการจากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ

9. มีการส่งร่างรายงานฉบับสุดท้ายเพื่อรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางก่อนการสรุปขั้นสุดท้าย

 

กรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์

                1. กรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ คืออะไร

                                การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ เป็นการเชื่อมโยงผสมผสานของกระบวนการทางด้านนโยบาย ด้านการมีส่วนร่วม และกระบวนการวิเคราะห์เข้าด้วยกันเพี่อสร้างเวทีระดับยุทธศาสตร์ในการกำหนดแนวทางสำหรับการตัดสินใจลงทุนโครงการด้านการขนส่ง และการพัฒนาแหล่งน้ำ และสาขาด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป้าหมายสูงสุดของการจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ คือช่วยให้การลงทุนมีความยั่งยืน ซึ่งจะมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสะสมตั้งแต่ขั้นต้นของกระบวนการ

                                กล่าวโดยสรุปคือการจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ เป็นความพยายามนำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนประสานเข้ากับการพิจารณาดำเนินโครงการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ โดยเฉพาะในช่วงต้นของการพัฒนาเป็นเครื่องที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงตลอดเวลาเพื่อช่วยให้เกิดการตัดสินใจที่ให้เหมาะสม

 

                                วัตถุประสงค์สำคัญของกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ คือ การสร้างกระบวนการสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมเพื่อช่วยลดผลกระทบต่าง ๆ จากการพัฒนา วิธีการสำคัญที่ใช้คือ การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปซึ่งใช้งานง่าย ซึ่งจะสามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถประเมินผลกระทบจากโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสังคมได้

 

                2. กรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์มีไว้เพื่อใคร

                                การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ ริเริ่มขึ้นเพื่อช่วยธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียในการให้เงินสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ยังสามารถช่วยผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับประเทศในการสร้างแผนพัฒนาและช่วยในการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การพัฒนาเอกชน ชุมชนท้องถิ่น สถาบันการศึกษาช่วยกันจัดทำแผนภูมิภาคแบบบูรณาการมีการประเมินที่มีประสิทธิภาพและสนับสนุนการมีข้อตกลงร่วมกันในระดับภูมิภาค

 

                3. เหตุผลและความจำเป็นในการจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธ์ของพื้นที่อนุภาคลุ่มน้ำโขง

                                พื้นที่อนุภาคลุ่มน้ำโขง ครอบคลุมพื้นที่ 23 ล้านตารางกิโลเมตรของทั้ง 6 ประเทศ ประชากรทั้งหมด 240 ล้านคน (ปี 2542) มีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 1.3 พื้นที่มีความหลากหลายอย่างสูงสุดในด้านภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง การพัฒนาในอนาคตจึงต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ทั้งนี้ในขณะที่การพัฒนาทั้งทางด้านพลังงานและการคมนาคมขนส่งเพิ่มขึ้นยังพบว่าความยากจนปรากฏไปทั่วพื้นที่โดยเฉพาะในเขตชนบทและกลุ่มชนท้องถิ่น ในทางการเมืองจึงมีความต้องการอย่างสูงที่จะพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในอนุภูมิภาคนี้ ในปี 2535 ประเทศต่าง ๆ ทั้ง 6 ประเภท จึงได้เข้าร่วมแผนงานด้านความร่วมมือทางเศรฐกิจโดยความช่วยเหลือของธนาคารพัฒนาเอเชีย ภายใต้แผนงานประกอบไปด้วยโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่จะช่วยขับเคลื่อนความเจริญเติบโตในอนุภูมิภาค อย่างไรก็ตาม แผนงานนี้ได้รับการพิจารณาทั้ง 2 ด้าน คือ ในด้านที่เป็นโอกาสและด้านที่เป็นอันตราย เนื่องจากการพัฒนาที่ผ่านมา พบว่าได้มีผลกระทบทั้งทางสิ่งแวดล้อมติดตามมา ซึ่งนำมาสู่การเป็นประเด็นในการคัดค้านโครงการ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะมีขึ้นในพื้นที่

                               

                ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในทางลบสามารถหลีกเลี่ยงได้โดยมีมาตรการลดผลกระทบที่เหมาะสมตั้งแต่ขั้นต้นของการพัฒนาโครงการ  ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการกำหนดให้โครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเซียต้องจัดทำรายงาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม  อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในระดับโครงการและจากสภาพสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน  ชี้ให้เห็นว่าระบบป้องกันผลกระทบที่ใช้อยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการใช้ในการตัดสินใจ  การจัดการระดับภูมิภาคโดยจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์จะช่วยให้การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  โดยต้องมีประสบการณ์ด้านการวางแผน  ด้านกฎหมายและด้านการบริหารเข้าด้วยกัน  มีการประสานแผน  พัฒนา  แผนการลงทุนโดยพิจารณาเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมสะสม  มีการใช้ข้อมูลร่วมกัน  มีการจัดทำแผนงาน  โครงการและการวิเคราะห์ทางเลือกต่างๆ  เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสม

 

                โดยสรุป  เป้าหมายสำคัญของการจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์  คือ  การจัดทำข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ  โดยมีการจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม  มีการศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นข้ามแดน  มีการพิจารณาการเลือกที่ได้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์  ในขณะที่ความเจริญทางเศรษฐกิจของตัวเพิ่มขึ้น  ความยากจนหมดไป  และทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้รับการคุ้มครอง  ทั้งนี้การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ต้องให้ความสำคัญในเรื่องสำคัญๆ  ที่ยังขาดอยู่  เช่น  การพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือในระดับภูมิภาค  และระบบการบริกหรจัดการ  เป็นต้น

 

                4.  ผลที่ได้จากการทำ  SEF

                                ผลที่ได้จากการทำ  SEF  มี  2  ส่วน  คือ

                                4.1  ผลที่ได้ในเชิงผลผลิต

                                4.2  ผลที่ได้เชิงกระบวนการ

 

ผลที่ได้เชิงผลผลิต

                ผลผลิตสำคัญที่ได้มี  3  ประการ  คือ

                1.  เครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ  ประกอบด้วยชุดข้อมูลโปรแกรมคอมพิวเตอร์  และวิธีการที่ออกแบบขึ้นเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน  โดยกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์  มีลักษณะสำคัญดังนี้

                                -  การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อเชิงกลยุทธ์  มิใช่กระบวนการที่มาแทนที่การวางแผนที่มีอยู่เดิม  แต่เป็นการเสริมกระบวนการเดิมโดยให้มีเรื่องสิ่งแวดล้อมและมาพิจารณาร่วมด้วยตั้งแต่ขั้นต้น

                                -  เป็นการเสริมข้อมูลเพื่อให้กระบวนการเดิมเป็นการประเมินที่ยั่งยืน

                                -  เป็นการจัดทำกรอบกลยุทธ์โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับระหว่างการวางแผน  การดำเนินการมาใช้ในการปรับปรุงการตัดสินใจในอนาคต

 

                โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์  มีลักษณะสำคัญในการช่วยเตือนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนา  โดยผู้ใช้โปรแกรมสามารถนำโครงการมาซ้อนทับบนแผนที่ทางภูมิศาสตร์และสามารถดูผลเกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้น  รวมทั้งสามารถเห็นถึงโครงการอื่นๆ  ในพื้นที่และทราบถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมสะสมที่อาจเกิดขึ้น

 

                2.  วิธีการในการวิเคราะห์

                                การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์  เกิดขึ้นจากวิธีการวิเคราะห์หลายวิธี  เช่น  การจำแนกและวิเคราะห์พื้นที่ที่มีความสำคัญทางสิ่งแวดล้อม  (hotspot)  การทบทวนกรณีศึกษาโดยใช้โครงการพัฒนาที่มีอยู่ในพื้นที่  ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขั้นตอนต่างๆ  การสร้างกรอบเกตุการณ์ต่างๆ  ในอนาคต  เป็นต้น  การดำเนินงานต้องมีการปรับปรุงข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปให้ทันสมัยเป็นช่วงๆ  เพื่อให้สามารถใช้ในการตัดสินใจได้ตลอดเวลา

 

                3.  การกำหนดกลยุทธ์

                                การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ช่วยกำหนดเป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับพื้นที่ซึ่งจะสร้างกรอบแนวทางในการพิจารณากิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่  รวมทั้งกำหนดวิสัยทัศน์ระยะยาวของพื้นที่  โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องนำไปใช้ในการประสานการพิจารณาโครงการพัฒนาในพื้นที่เข้ากับเป้าหมายของกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์ของพื้นที่  และจัดทำเป็นข้อเสนอโครงการรวมทั้งขอบเขตของโครงการที่จะดำเนินการต่อไปในอนาคต

 

ผลผลิตในเชิงกระบวนการ

                การจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์เกิดขึ้นจากกระบวนการที่สำคัญได้แก่

                                1.  กระบวนการรวบรวมข้อมูล

                                2.  กระบวนการวิเคราะห์

                                3.  กระบวนการมีส่วนร่วม

 

                1.  กระบวนการรวบรวมข้อมูล

                                เป็นการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวแปรด้านเศรษฐกิจสังคม  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  องค์กรหรือสถาบันกฎหมาย  ระเบียบ  แผนพัฒนา  รายชื่อโครงการที่จะมีขึ้นในพื้นที่หรือที่กำลังดำเนินการ  ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นข้อมูลทุติยภูมิ  และข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากชุมชนท้องถิ่น  องค์การพัฒนาเอกชน  ผู้สังเกตการณ์ที่มีคุณภาพ

 

                2.  กระบวนการวิเคราะห์

                                การวิเคราะห์เน้นในเรื่องจุดอ่อนของระบบการประเมินและตัดสินใจอนุมัติโครงการที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  โดยได้มีการศึกษา  จากกรณีศึกษา  6  แห่ง  ใน  6  ประเทศ  โดยเน้นโครงการด้านการขนส่งและด้านพลังงานในขั้นตอนการดำเนินงานที่ต่างกัน  เพื่อประเมินประสิทธิภาพของวิธีการและกรอบการดำเนินงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  รวมทั้งประสบการณ์ของประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการนั้นๆ  โดยในการศึกษาได้ให้ความสำคัญต่อบทบาทของประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในแต่ละโครงการ  นอกจากนี้ได้มีการจัดทำบัญชีรายชื่อของพื้นที่ที่มีความสำคัญทางสิ่งแวดล้อม  (hotspots)  5  แห่งภายในอนุภูมิภาค  พื้นที่นี้จะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและนิเวศวิทยาซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนา  การจำแนกพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการโดยใช้กระบวนการปรึกษาหารือ  รวมทั้งการผสมผสานความรู้จากผู้สังเกตการณ์ที่มีคุณภาพ  โดยต้องมีการรวบรวมข้อมูลของพื้นที่ในลักษณะข้อมูลทางภูมิศาสตร์  ข้อมูลที่มีการตีพิมพ์และจากข้อมูลในท้องถิ่น

 

                                ในการวิเคราะห์จะมุ่งเน้นการพิจารณาว่าประเด็นทางสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ถูกนำมารวมไว้ในกระบวนการตัดสินใจ  และวงจรพัฒนาโครงการมากน้อยเพียงใด  ในขั้นสุดท้ายได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อมองภาพแห่งอนาคต  เพื่อนำเอามุมมองของผู้เชี่ยวชาญในการพิจารณาแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในอนาคต  รวมทั้งทางเลือกของนโยบายที่จะกำหนดขึ้นเพื่อตอบสนองทิศทางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

 

                3.  กระบวนการมีส่วนร่วม

                                กระบวนการมีส่วนร่วมได้เน้นในเรื่องดังนี้

                                1.  การจำแนกและกำหนดประเด็นทางสิ่งแวดล้อม  โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามแดนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมสะสมจากโครงการขนส่ง  (โดยเฉพาะถนน)  โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ  (โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงาน)   และโครงการด้านสิ่งแวดล้อม

                                2.  จัดทำข้อเสนอแนะและจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่จะพิจารณาประเด็นดังกล่าว

                                3.  เน้นความรู้ที่ขาดไป  ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มเติมขึ้น  และให้การสนับสนุนต่อภาคการลงทุน  เช่น  การพัฒนาขีดความสามารถ  การสนับสนุนความร่วมมือในภูมิภาค  และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการบริหารจัดการ  เป็นต้น

 

                กระบวนการการมีส่วนร่วมนี้มีการปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอย่างกว้างขวาง  รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ  องค์การพัฒนาเอกชน  ตัวแทนจำหน่ายระหว่างประเทศและระดับภูมิภาค  เช่น  คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง  องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ  ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย  เป็นต้น  ชุมชนท้องถิ่น  (โดยเฉพาะกลุ่มที่เข้าร่วมในการจัดทำกรณีศึกษา)  ผู้สังเกตการณ์ที่มีคุณภาพ  เป็นต้น  ทั้งนี้ได้มีการปรึกษาหารือโดยจัดให้มีการประชุมเกชิงปฏิบัติการทั้งในระดับชาติและในระดับอนุภูมิภาค  หรือการประชุมภาคี  เป็นต้น  การปรึกษาหารือเหล่านี้ได้ข้อสรุปประชามติในเป้าหมายและหลักการเบื้องต้นที่จะใช้จัดทำกรอบกลยุทธ์ของพื้นที่ต่อไป  ช่วยในการเลือกพื้นที่ที่มีความสำคัญทางสิ่งแวดล้อม  การเลือกกรณีศึกษาซึ่งช่วยให้การเปิดเผยข้อมูลชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูล  และช่วยสร้างกรอบกลยุทธ์สำหรับธนาคารพัฒนาแห่งเอเซียใช้สำหรับการพิจารณาในอนาคต

 

 

 

 

ภาพที่ 1 ภาพรวมการจัดทำกรอบสิ่งแวดล้อมเชิงกลยุทธ์

 

                5.  การกำหนดข้อเสนอแนะ

                                ในขั้นตอนที่เป็นการสรุปเป้าหมายของพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  เป้าหมายสูงสุด  คือการพัฒนาอย่างยั่งยืน  โดยหมายถึงการพัฒนาที่ลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางสังคมรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศน์  เป้าหมายในขั้นกลาง  ซึ่งเป็นขั้นสำคัญเนื่องจากจะนำไปสู่เป้าหมายขั้นสุดท้ายได้รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน  การเปิดเผยการตัดสินใจการมีองค์กรที่มีประสิทธิภาพ  และระบบการเงินที่มั่นคง

 

ภาพที่ 2 การกำหนดระดับความสำคัญของเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

 

ผลจากการกำหนดเป้าหมาย  ได้นำมาแปลงเป็นสมมุติฐานร่วมสำหรับพื้นที่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง  ดังนี้

 

สมมุติฐานร่วม

                1.  การบูรณาการทางเศรษฐกิจจะนำมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประชาชนในอนุภูมิภาค

                2.  การพัฒนาโครงการพื้นฐานจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแต่ความขัดแย้งจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากร  และความเป็นห่วงในเรื่องการทำลายระบบนิเวศน์จะทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้นได้

                3.  จำเป็นต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร  เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศน์ร่วมกัน

                4.  ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย  ซึ่งจะสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการ

บูรณาการทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาค  ควรมีบทบาทสำคัญในการค้นหาวิธีการ  หรือแสวงหาความร่วมมือในการจัดการระบบนิเวศน์และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

                5.  ควรมีการสร้างความสมดุลย์ระหว่างผู้ได้และผู้เสียประโยชน์

                6.  การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสามารถสร้างโอกาสทางสังคม  และเศรษฐกิจ  แต่ต้องขยายให้ถึงกลุ่มคนจน  ชนกลุ่มน้อย  สตรีและผู้เสียประโยชน์อื่นๆ

                7.  รัฐบาลและผู้มีบทบาทอื่นๆ  ในพื้นที่อนุภูมิภาคจำเป็นต้องเห็นคุณค่าของระบบนิเวศน์และความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์

 

                จากสมมุติฐานร่วมในการจัดการพื้นที่ได้นำมาจัดทำเป็นแนวทางเฉพาะสำหรับธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียในการสนับสนุนโครงการด้านพลังงานและด้านขนส่งที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่  สรุปได้ดังนี้

 

แนวทางการให้สนับสนุนโครงการ

                1.  การออกแบบและการดำเนินการโครงการหรือแผนงานจะต้องมั่นใจว่าไม่มีผู้เสียประโยชน์

                2.  โครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงาน  โครงการถนน  หรือโครงการที่ได้รับสนับสนุนจากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย  ต้องดำเนินการเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน  มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เกี่ยวข้อง  ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นของกระบวนการวางแผน

                3.  การตัดสินใจอย่างเปิดเผย  จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่า  ดังนั้น  ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชียจะลงทุนในการปรับปรุงข้อมูลพื้นฐานสำหรับให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกระดับในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้นำไปใช้

                4.  การเปิดเผยข้อมูลและการตัดสินใจที่โปร่งใสเป็นหลักการที่ธนาคารพัฒนาเอเชียยึดเป็นหลักพื้นฐานในการเสนอและจัดทำโครงการ

                5.  ธนาคารพัฒนาแห่งเอเซียจะพิจารณาให้การสนับสนุนโครงการถ้าสอดคล้องกับแผนการจัดการลุ่มน้ำ