WWF เผยรายงานประจำปี 2559 ระบุ ภายในปี 2563 ประชากรสัตว์ป่าถึง 2 ใน 3 สายพันธุ์ จะสูญพันธุ์ไปจากโลก ซึ่งรวมถึงสัตว์ในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงด้วย เช่น โลมาอิรวดีและเสือโคร่ง ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญเกิดจากการใช้ทรัพยากรอย่างไร้ความรับผิดชอบของมนุษย์ จากข้อมูลยืนยันว่า นับตั้งแต่ปี 2513 ถึง 2555 มีจำนวนสัตว์ป่าลดลงมากถึง 58% นำมาสู่แนวทางการพัฒนาการใช้พลังงานและการบริโภคอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการอนุรักษ์สัตว์ป่า

สจ็วต แชปแมน (Stuart Chapman) ตัวแทนกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ประจำภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (WWF-Greater Mekong) กล่าวว่า อัตราการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าในโลกขณะนี้น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงที่อัตราการสูญพันธุ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ความหลายหลายทางชีวภาพถือเป็นรากฐานของป่าไม้ แม่น้ำ และมหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์ แต่สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้คือ เร่งเดินทางไปสู่จุดจบของระบบนิเวศ การมีน้ำกินน้ำใช้สะอาด แหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ และอากาศบริสุทธิ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม ผลจากการเพิ่มมาตรการปราบปรามการบุกรุกป่า และลักลอบค้าสัตว์ป่าในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง มีส่วนช่วยชะลออัตราเร่งของหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่กำหนดเส้นตายให้หลายประเทศทั่วโลกต้องดำเนินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมตามแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของโลกไว้ ซึ่งหากทุกชาติสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ร่วมกัน จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต่อระบบอาหารและระบบพลังงาน รวมไปถึงช่วยชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมหาศาล

ยุค “แอนโทรโพซีน” (Anthropocene) ไม่มีที่ไหนไม่เปื้อนมือมนุษย์

ในรายงาน Living Planet Report ประจำปี 2559 ของกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ใช้ดัชนีชี้วัดจาก Zoological Society of London (ZSL) เพื่อสำรวจจำนวนประชากรสัตว์ป่าว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จากเดิมที่เน้นสำรวจจำนวนประชากรสัตว์ป่าที่เพิ่มขึ้นและลดลงแต่เพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ภัยคุกคามร้ายแรงต่อสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่เชื่อมโยงกับกิจกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า การลักลอบค้าสัตว์ป่าเพื่อการบริโภคหรือเพื่อการนำมาใช้เป็นของประดับตกแต่ง โดยนักวิจัยเรียกยุคนี้ว่า “แอนโทรโพซีน” (Anthropocene) ซึ่งหมายถึง ยุคที่มนุษย์ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความหายนะไว้ให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก จนอาจกล่าวได้ว่า “ไม่มีแห่งหนใดบนโลกที่ไม่เคยเปื้อนมือมนุษย์” ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก จะช่วยให้เราสามารถค้นพบทางออกที่จะหยุดยั้งหายนะที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทั้งในปัจจุบัน และอนาคต

การบริโภคอย่างไร้ขีดจำกัด

รายงาน Living Planet Report ประจำปี 2559 ประกอบไปด้วยข้อมูลและผลการศึกษาจากสถาบันชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งทุกแห่งต่างเห็นตรงกันว่า มนุษย์กำลังใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดของโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยของ Stockholm Resilience Centre ชี้ให้เห็นว่า มนุษยชาติได้ละเมิด ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries) ที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่มาแล้วถึง 4 ใน 9 ข้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างกะทันหัน

มาร์โค ลัมเบอร์ตินี (Marco Lambertini) ผู้อำนวยการกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wildlife Fund – WWF) กล่าวว่า ไม่ว่าคุณจะคิดคำนวณอย่างไร ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย ยิ่งเรายังใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัดมากเท่าใด เราก็ยิ่งสร้างความเสียหายให้อนาคตของเรามากขึ้นเท่านั้น ปัจจุบัน เราอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญ เรามีสิทธิ์เลือกที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตอาหาร การใช้พลังงาน และการลงทุนเพื่อสนับสนุนแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้นกว่าเดิม

แนวทางการแก้ไขในอนาคต

รายงาน Living Planet Report ประจำปี 2559 WWF ได้เสนอร่างทางออกเพื่อการปฏิรูปแนวทางการผลิตและการบริโภคที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการพลังงานและการลงทุนแบบยั่งยืน รวมไปถึงการคิดทบทวนเกี่ยวกับการผลิต การบริโภค การประเมินความสำเร็จและคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่างๆ ทางสังคมไม่ว่าจะเป็น ปัจเจกบุคคล ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม สัญญาณบวกอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง คือ ข้อตกลงระดับโลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ใช้วาระการพัฒนาที่ยั่งยืนในปี 2573 (The 2030 Agenda for Sustainable Development) เป็นแนวทางหลักในการทำงาน เพื่อเป็นหลักประกันว่าประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมจะได้รับการขับเคลื่อนไปพร้อมกับประเด็นด้านเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ รายงาน Living Planet Report ประจำปี 2559: ความเสี่ยงและการสร้างความมั่นคงยุคใหม่ เป็นรายงานฉบับที่ 11 ขององค์กรกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสำรวจจำนวนประชากรสิ่งมีชีวิตมากกว่า 14,000 ชนิด จาก 3,700 สายพันธุ์ ตั้งแต่ปี 2513 ถึงปี 2555ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดรายงานดังกล่าวได้ที่ http://www.panda.org/lpr_mekong_2016

เกี่ยวกับ WWF

WWF คือหนึ่งในองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุด และเป็นอิสระมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีผู้ให้การสนับสนุนมากกว่า 5 ล้านคน และมีเครือข่ายทำงานอยู่ในประเทศต่างๆ กว่า 100 ประเทศ พันธกิจของ WWF คือ ลดการบุกรุก และยับยั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพของโลก พร้อมกับสร้างอนาคตใหม่ให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ด้วยการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของโลก สร้างหลักประกันให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผลักดันให้เกิดการลดมลภาวะและลดการบริโภคอย่างสิ้นเปลือง คลิก www.wwf.or.th หากต้องการรับข่าวสารและสื่อสารสนเทศล่าสุด

เกี่ยวกับ Zoological Society of London

ก่อตั้งขึ้นในปี 2369 เป็นสมาคมการกุศลนานาชาติ เพื่อกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ทางการอนุรักษ์ และทางการศึกษาที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์สัตว์และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าในระดับโลก ปัจจุบัน ทางสมาคมได้นำเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดมาปรับใช้กับการทำงาน และมีโครงการเพื่อการอนุรักษ์ร่วมกับประเทศต่างๆ กว่า 50 ประเทศ และสวนสัตว์อีก 2 แห่งได้แก่ สวนสัตว์ลอนดอน และสวนสัตว์ Whipsnade สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.zsl.org

เกี่ยวกับ Stockholm Resilience Centre

เป็นสถาบันวิจัยอิสระและเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยสต็อกโฮล์ม ก่อตั้งขึ้นในปี 2550 ทำการวิจัยเกี่ยวกับการดูแลจัดการระบบนิเวศแวดล้อมทางสังคม (social-ecological systems) โดยเน้นที่การสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืน (Resilience) อันหมายถึง ความสามารถในการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนระดับโลก

เกี่ยวกับ ขีดจำกัดความปลอดภัยของโลก (Planetary Boundaries)

คือ กรอบแนวคิดที่เสนอเพื่อป้องกันมหันตภัยทางนิเวศ โดยแบ่งระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโลกที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ออกเป็น 9 ข้อ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่

http://www.stockholmresilience.org/research/planetary-boundaries/planetary-boundaries/about-the-research/the-nine-planetary-boundaries.html

เกี่ยวกับ Global Footprint Network

เป็นองค์กรเพื่อการวิจัยระดับนานาชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2546 องค์กร Global Footprint Network ทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ มากกว่า 50 ประเทศ ใน 30 เมือง และมีองค์กรพันธมิตรระดับโลกกว่า 70 แห่ง โดยใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการผลักดันด้านนโยบายและด้านการลงทุน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ www.footprintnetwork.org